โครงการส่งเสริมสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หมู่ที่ 11 ตำบลนาหว้า
-
นายพร้อม วงค์ประพันธ์
-
นางวันเพ็ญ แซ่ตั้ง
-
นางนฤมล เดชแก้ว
-
นายวิมล ทองมาก
-
นางสาวจินัฎฎา วงค์ประพันธ์
-
ร้อยละของผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง19.65
-
ร้อยละของผู้ดูแลหรือญาติสามารถให้การดูแลผู้พิการได้80.60
-
ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง29.88
-
ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวานที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขึ้นจอประสาทตา แผล ไตวาย0.20
การดูแลสุขภาพชุมชน เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทั้งในส่วนของ ของรัฐ เช่น องค์กรส่วนท้องถิ่น นโยบาย งบประมาณ บุคลากรผู้บริหารท้องถิ่นองค์กรภาคประชาชนเช่น ประชาคม กลุ่มช่วยเหลือกัน กลุ่มผู้นำชุมชน เครือข่ายผู้ให้บริการทางสุขภาพในชุมชนอีกทั้งคุณลักษณะของงานการดูแลสุขภาพชุมชน เป็นงานที่คำนึงถึงปัญหาสุขภาพและความต้องการด้านสุขภาพของชุมชนเป็นตัวตั้ง ต้องใช้ทุนเดิมเป็นหลักและมีหลายเจ้าภาพต้องการวิธีทำงานจากหลายแนวคิด ต้องสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง โดยประชาชน ชุมชนและองค์กรในชุมชนต้องมีศักยภาพ การพัฒนาระบบการทำงานดูแลสุขภาพชุมชนจึงเป็นเครื่องมือและเป้าหมายสำคัญในการดูแลสุขภาพชุมชนที่มุ่งเน้นให้ประชาชนในชุมชนมีศักยภาพในการจัดการกับปัญหาและความเจ็บป่วยของตนเอง ภายใต้แนวคิด วิถีการดูแลตามธรรมชาติของชุมชนแสวงหาและใช้ทุนทางสังคมที่มีอยู่อย่างมีศักยภาพมาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วม ให้เกิดการดูแลสุขภาพชุมชนโดยชุมชนอย่างแท้จริง จนสามารถเกิดกระบวนการดูแลสุขภาพชุมชนอย่างต่อเนื่องบนฐานของการรับรู้ร่วมกัน เข้าใจปัญหาและความต้องการร่วมกันของชุมชนเพื่อนำไปสู่กระบวนการพัฒนาสุขภาพชุมชนที่เข้มแข็ง และยั่งยืนในอนาคต ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เกิดจากการถดถอยของสมรรถนะร่างกาย และภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังซึ่งเพิ่มขึ้นตามอายุ และโดยเฉลี่ยมีมากกว่าหนึ่งโรคในการพัฒนาและยกระดับความรู้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เป็น อสม.หมอประจำบ้าน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีสื่อสารทางการแพทย์ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการสาธารณสุขในชุมชนโดยการเพิ่มบทบาท อสม.หมอประจำบ้าน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ลดคงความแออัด ลดความเหลื่อมล้ำ ลดการรอคอย ลดภาระค่าใช้จ่าย และเป็นการช่วยลดปัญหาสุขภาพ ส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ เป็นการช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาล และลดการพึ่งพาโรงพยาบาลได้ กระทรวงสาธารรสุข การพัฒนาความรู้ ทักษะ ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ใช้ป็นแนวทางการดำเนินงาน รวมทั้งแสดงให้ประชาชนทั่วไปทราบถึงบทบาทการดำเนินงานของ อสม.หมอประจำบ้าน ในการปฏิบัติงานและแสดงบทบาทอย่างเข้มแข็ง กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายการพัฒนาด้านสุขภาพเพื่อให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่ดี เกิดความทั่วถึง เท่าเทียมของประชาชนทุกคน โดยให้ประชาชนได้รับรู้สถานะของตนเองและเข้าถึงการคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และได้กำหนดให้ดำเนินการพัฒนาสุขภาพตามกลุ่มวัยให้มีความครอบคลุมในมิติทางด้านสุขภาพทั้ง 4 มิติ คือ มิติด้านการป้องกันโรคการส่งเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพ เน้นให้เกิดการสร้างสุขภาพมากกว่าการซ่อมสุขภาพซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักด้านสุขภาพ จนเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเคยชินให้เป็นพฤติกรรมที่ลดเสี่ยงต่อการเกิดโรค และลดโรคที่เป็นแล้วให้เป็นน้อยลง หรือหายเป็นปกติ การ “ปรับก่อนป่วย” เพราะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง มีปัจจัยเสี่ยงร่วมกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตการส่งเสริมสุขภาพจึงเน้นให้ “ประชาชนสุขภาพดี เริ่มต้นที่สร้างนำซ่อม” อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ผู้เป็นพลังชุมชนที่สำคัญในการเป็นผู้นำ เป็นต้นแบบในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ มีบทบาทที่สำคัญในการถ่ายทอดความรู้ ทักษะด้านสุขภาพให้แก่คนในชุมชนร่วมรู้สถานะสุขภาพ ร่วมปรับพฤติกรรม ต้านภัยโรคเบาหวานแลความดันโลหิตสูง การพัฒนา โดยเน้นหลักการมีส่วนร่วม คือ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมดำเนินการ และร่วมประเมินผลสำเร็จ
ดังนั้น ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เพื่อเพิ่มพลังชุมชน รู้ตน ลดเสี่ยง ลดโรค ปรับพฤติกรรม ต้านภัยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการและชุมชนพัฒนาเป็นองค์กรสร้างสุขภาพ ลดเสี่ยง ลดโรคได้อย่างยั่งยืนสืบไป
-
เพื่อลดจำนวนผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง15.00
ผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง ลดลง
-
เพิ่มศักยภาพผู้ดูแลหรือญาติสามารถดูแลคนพิการ95.00
ร้อยละของผู้ดูแลหรือญาติสามารถให้การดูแลผู้พิการได้
-
เพื่อแก้ปัญหาประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง20.00
ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง ลดลง
-
เพื่อแก้ปัญหาผู้ป่วยเบาหวานที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขึ้นจอประสาทตา แผล ไตวาย0.10
ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวานที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขึ้นจอประสาทตา แผล ไตวาย ลดลง
-
กลุ่มผู้สูงอายุ10
-
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง10
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง10
-
ผู้ดูแลผู้พิการ10
-
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
ประชุมวางแผนการดำเนินและการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
วางแผนการดำเนินงานกับผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 5 คน ในการการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน การจัดทำระบบข้อมูลสถานการณ์ผู้สูงอายุในชุมชน การร่วมกับชุมชนในการจัดทำแผนสุขภาพและโครงการแก้ไขปัญหา
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 5 คนๆ ละ 25 บาท เป็นเงิน 125 บาท
- ป้ายไวนิลโครงการ ขนาด 1 x 2.5 เมตร ตารางเมตรละ 150 บาท จำนวน 1 ผืน เป็นเงิน 375 บาท
29 กันยายน 2566 ถึง 29 กันยายน 2566แผนการดำเนินงาน
จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมวางแผน
500.00 บาท -
ประเมินคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและรับสมัครผู้สนใจเข้ารับการพัฒนาศักยภาพฯ เข้าร่วมโครงการ
- ค่าเอกสารใบรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ 30 แผ่นๆ ละ 1 บาท เป็นเงิน 30 บาท
4 ตุลาคม 2566 ถึง 6 ตุลาคม 2566รายชื่อผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ
30.00 บาท -
พัฒนาศักยภาพ อาสาสมัครสาธารณสุข ผู้ดูแลกลุ่มเป้าหมายในการคัดกรองความเสี่ยง การดูแล การให้คำแนะนำและการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ผู้เข้าอบรม 30 คน คณะทำงาน 3 คน วิทยากร 1 คน รวม 34 คน
- ค่าตอบแทนวิทยากร จำนวน 4 ชั่วโมงๆ ละ 600 บาท เป็นเงิน 2,400 บาท (อบรมรวม 3 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 9 หมู่ที่ 10 และหมู่ที่ 11 จ่ายค่าตอบแทนวิทยากรหมู่บ้านละ 800 บาท)
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 34 คนๆ ละ 25 บาท เป็นเงิน 850 บาท
- ค่าอาหารกลางวันพร้อมเครื่องดื่ม จำนวน 34 คนๆ ละ 50 บาท เป็นเงิน 1,700 บาท
- ค่าเอกสารและค่าวัสดุอุปกรณ์ในการอบรม (แฟ้มเอกสาร ปากกา เอกสารการอบรม กระดาษบันทึก) จำนวน 30 ชุดๆ ละ 30 บาท เป็นเงิน 900 บาท
16 ตุลาคม 2566 ถึง 16 ตุลาคม 2566- ผู้เข้าอบรมมีความรู้ ความเข้าใจและปฏิบัติได้
- จำนวนผู้เข้าอบรมมีส่วนร่วมนกิจกรรม
4250.00 บาท - ค่าตอบแทนวิทยากร จำนวน 4 ชั่วโมงๆ ละ 600 บาท เป็นเงิน 2,400 บาท (อบรมรวม 3 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 9 หมู่ที่ 10 และหมู่ที่ 11 จ่ายค่าตอบแทนวิทยากรหมู่บ้านละ 800 บาท)
-
ติดตามเยี่ยมเสริมพลังแก่กลุ่มเป้าหมายและประเมินภาวะสุขภาพกลุ่มเป้าหมายและครอบครัว
ให้บริการวัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก หาค่าดัชนีมวลกาย ประเมินความเครียด ประเมินความสุข ให้คำแนะนำในการป้องกันความเสี่ยง การให้กำลังใจ การดูแลตนเองและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม
- เครื่องวัดความดันโลหิต Digital Omron Hem-7121 จำนวน 3 เครื่อง ๆละ 2,600 บาท เป็นเงิน 7,800 บาท
19 ตุลาคม 2566 ถึง 23 พฤศจิกายน 2566-เครื่องวัดความดันโลหิต Digital Omron Hem-7121 จำนวน 3 เครื่อง
- ร้อยละของครอบครัวกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการติดตามเยี่ยมเสริมพลัง7800.00 บาท
*** ทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยกันได้ ***
ประชาชนกลุ่มเสี่ยง กลุ่มป่วย และผู้สูงอายุ ผู้พิการ ได้รับการดูแลด้านสุขภาพ จากกลุ่มเครือข่ายด้านสุขภาพส่งผลให้มีมีสุขภาพดีและมีความสุข
