โครงการเฝ้าระวังความเสี่ยงของเกษตรกรจากการสัมผัสสารเคมี หมู่่ที่ 11ตำบลหารเทา
-
นางสมจิตร บัวศรี
-
นางนิชาพัชร์ มุสิกรัตน์
-
นางกัญญาพัณณ์ ขวัญมุณี
-
นางศุภรานันท์ คงทรัพย์
-
นส.ยุภาวดี ชุมผอม
-
ร้อยละของคนในชุมชนที่กินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 500 กรัม35.00
-
ร้อยละของพื้นที่เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรทั้งหมด20.00
-
ร้อยละของประชาชนที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัย35.00
ประชากรในเขตรับผิดชอบ หมู่ที่ 11ตำบลหารเทาส่วนใหญ่มีอาชีพพื้นฐานอยู่ในภาคเกษตรกรรม ทำงานที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัด ท่าทางการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการปวดหลังและกล้ามเนื้ออักเสบ รวมทั้งการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพมีพิษทั้งแบบเฉียบพลัน และเรื้อรังตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนรุนแรงถึงแก่ชีวิตขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ความเป็นพิษ และปริมาณที่ได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง โดยการสัมผัสทางผิวหนังที่ไม่สวมถุงมือและรองเท้าบูท ป้องกันขณะทำงานกับสารเคมี การสูดหายใจละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศ และการรับประทานอาหารและดื่มน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน พฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยทำให้เกษตรกรมีความเสี่ยงจากการได้รับอันตรายจากสารเคมีเพิ่มขึ้นยกตัวอย่างเช่น ใช้ถังภาชนะบรรจุสารเคมีที่รั่วซึม ฉีดพ่นสวนทิศทางลมทำให้เสื้อผ้าเปียกชุ่มสารเคมีโดยไม่อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ซึมเปื้อนทันที เป็นต้น สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สามารถทำอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้ทั้งมนุษย์ และสัตว์ กล่าวคือ จะไปทำลายอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต ปอด สมองผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และตาซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางใด และปริมาณมากน้อยเท่าใด ส่วนใหญ่แล้วการที่อวัยวะภายในร่างกายได้สะสมสารเคมีไว้จนถึงขีดที่ร่างกายไม่อาจทนได้จึงแสดงอาการต่างๆขึ้นมา เช่น โรคมะเร็ง โรคต่อมไร้ท่อ โรคเลือดและระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น หมู่ที่ 11 ตำบลหารเทา เป็นพื้นที่ ที่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรมากถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ทำสวนยางพาราทำนา และทำสวนปาล์ม ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืช จึงกระจายและขยายเป็นวงกว้าง และยังอยู่ในระดับที่รุนแรงและสูงอยู่ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงว่าเกษตรกรในตำบลหารเทา ยังคงมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในการนำมาใช้นั้นได้มีการใช้อย่างไม่ถูกวิธีและขาดความรู้ จึงทำให้มีผลกระทบกับด้านสุขภาพโดยตรง ดังนั้น ชมรมอสม. หมู่ที่ 11 ตำบลหารเทาจึงเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพเกษตรกรใน หมู่บ้าน จึงได้จัดทำโครงการเฝ้าระวังความเสี่ยงของเกษตรกรจากการสัมผัสสารเคมี ประจำปี 2567 ขึ้นเพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเสี่ยง ได้รับการตรวจสุขภาพและเจาะเลือดเพื่อดูว่ามีปริมาณสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดอยู่ในระดับใดเพื่อทำการเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อไป
-
เพื่อเพิ่มคนในชุมชนที่กินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 500 กรัม40.00
ร้อยละของคนในชุมชนที่กินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 500 กรัม
-
เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์30.00
ร้อยละของพื้นที่เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรทั้งหมด
-
เพื่อลดประชาชนที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัย25.00
ร้อยละของประชาชนที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัย
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง50
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
กิจกรรมค้นหากลุ่มเป้าหมาย
1.ประชุมชี้แจงโครงการในที่ประชุมประจำเดือน อสม. เพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมาย
-ไม่ใช้งบประมาณ1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 30 มีนาคม 2567ผลผลิต -ได้กลุ่มเป้าหมายตามที่กำหนด
ผลลัพธ์ -กลุ่มเป้าหมายได้เข้าร่วมโครงการ0.00 บาท -
กิจกรรมเฝ้าระวังการสัมผัสสารเคมีตกค้าง
ตรวจหาระดับปริมาณสารเคมีตกค้างของกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 2 ครั้ง
-ให้ความรู้เรื่องการป้องกันตนเองจากสารเคมีในชีวิตประจำวัน
ค่าใช้จ่าย
1. ค่าจ้างเหมาเจาะเลือดหาสารเคมีจำนวน 50 คน คนละ 50 บาท จำนวน 2 ครั้งเป็นเงิน 5,000 บาท
2. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม รวมผู้จัด จำนวน 55 คน จำนวน 2 มื้อๆ ละ 25 บาทเป็นเงิน 2,750 บาท
3.ค่าสมนาคุณวิทยากรชั่วโมงละ 600 บาทจำนวน 3 ชั่วโมง จำนวน 2 ครั้ง เป็นเงิน 3,600 บาท1 มีนาคม 2567 ถึง 30 สิงหาคม 2567ผลผลิต -ผู้เข้าร่วมได้รับการคัดกรองตรวจสารเคมีตกค้างในเลือด และได้รับความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากสารเคมีตกค้าง
ผลลัพธ์ -ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำความรู้่ไปปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงของการมีสารเคมีตกค้างได้11350.00 บาท -
จัดให้มีแหล่งเข้าถึงปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน
ให้ความรู้การจัดทำปุ๋ยอินทรีย์50 คน
ค่าวัสดุในการจัดทำปุ๋ย3000 บาท
ค่าสมนาคุณวิทยากร3 ชม.ๆละ 600 บาท เป็นเงิน 1800 บาท
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 50 คน ๆละ 25 บาท เป็นเงิน 1250 บาท1 พฤษภาคม 2567 ถึง 30 สิงหาคม 2567ผลผลิต 1.กลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมเรียนรู้การทำปุ๋ยอินทรีย์50 คน
ผลลัพธ์ 1.มีแหล่งเรียนรู้ปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน 1 แห่ง6050.00 บาท -
ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกผักกินเอง
1.สนับสนุนพันธุ์ผักให้เกษตรกร จำนวน 2000 บาท
2.ประกวดบ้านสุขภาพพอเพียงค่าของขวัญรางวัล3000บาท1 พฤษภาคม 2567 ถึง 30 สิงหาคม 2567ผลผลิต เกษตรกรที่ร่วมโครงการได้รับพันธ์ผักทุกคน
ผลลัพธ์ กลุ่มเกษตรกรที่ร่วมโครงการ ได้บริโภคผักปลอดภัย ได้บ้านต้นแบบ ครอบครัวพอเพียง5000.00 บาท
1.ทราบถึงสถานการณ์สารเคมีตกค้างในเลือดของประชาชนทั่วไปกลุ่มเสี่ยง 2.ประชาชนมีทักษะและมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเกิดโรคจากสารเคมี 3.ประชาชนได้รับการบริโภคผักปลอดภัย
