โครงการส่งเสริมทันตสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปากเด็กประถมศึกษาในโรงเรียน
โรคฟันผุและโรคเหงือกอักเสบเป็นปัญหาสำคัญทางทันตสุขภาพที่พบมากในเด็กนักเรียนประถมศึกษา โดยปัญหาทางทันตสุขภาพนั้น นอกจากเกิดผลเสียโดยตรงต่อสุขภาพช่องปากของเด็กแล้ว ยังมีผลกระทบทั้งต่อการเรียนและพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กนักเรียน ซึ่งโรคฟันผุและโรคเหงือกอักเสบเป็นโรคที่สามารถป้องกันและสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเริ่มส่งเสริมตั้งแต่วัยเด็ก การฝึกฝนให้นักเรียนมีนิสัยการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดี และการส่งเสริมป้องกันรวมทั้งการบำบัดรักษาในระยะแรกของการเป็นโรคจะช่วยป้องกันและควบคุมโรคในช่องปากของเด็กได้ดี จากผลการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 8 พ.ศ. 2560 พบว่า ในกลุ่มเด็กวัยเรียนมีความชุกของโรคฟันผุ ร้อยละ 52 พบฟันผุเฉลี่ย 1.4 ซี่/คน พบเหงือกอักเสบ ร้อยละ 66.3 มีพฤติกรรมไม่เคยแปรงฟันหลังอาหารกลางวันร้อยละ 55.3 และบริโภคขนมกรุบกรอบทุกวัน ร้อยละ 32.6 ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข จากข้อมูลการตรวจสุขภาพช่องปากนักเรียนในปี 2566 ตามระบบเฝ้าระวังทันตสุขภาพในโรงเรียนประถมศึกษา เขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งตำเสา จำนวน 2 แห่ง มีนักเรียนทั้งหมด จำนวน 150คน พบว่ามีฟันแท้ผุ คิดเป็นร้อยละ 37.2 พบเหงือกอักเสบ ร้อยละ 23.5ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาทันตสาธารณสุขในโรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งตำเสา ได้เล็งเห็นความสำคัญถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมทันตสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปากเด็กประถมศึกษาในโรงเรียน ให้นักเรียนมีความสามารถดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง และได้รับการรักษาโรคในช่องปากเพื่อให้นักเรียนในโรงเรียนไม่มีฟันแท้ผุ มีสุขภาวะช่องปากที่ดี
-
เพื่อให้เด็กนักเรียน ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปาก และส่งต่อมารับการรักษาที่จำเป็น108.00
นักเรียนได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและวางแผนการรักษาที่จำเป็น
-
เพื่อให้เด็กนักเรียนฝึกทักษะการดูแลสุขภาพช่องปากได้อย่างต่อเนื่อง108.00
เด็กนักเรียนได้รับการฝึกทักษะแปรงฟันอย่างถูกวิธี
-
เพื่อสร้างความตระหนักและเพิ่มศักยภาพการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง108.00
นักเรียนในโรงเรียนเกิดความตระหนักในการดูแลสุขภาพช่องปากมากขึ้น
-
กลุ่มเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน0
-
กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน108
-
กลุ่มวัยทำงาน0
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
อบรมให้ความรู้เรื่องการดูแลทันตสุขภาพในเด็กนักเรียน
กิจกรรมฐาน
ฐานที่ 1 สุขภาพช่องปากของฉัน ตรวจฟันด้วยตนเอง
ฐานที่ 2 คราบจุลินทรีย์ ภัยร้ายต่อช่องปาก
ฐานที่ 3 การแปรงฟัน 222 และผลิตภัณฑ์ในการดูแลสุขภาพช่องปาก
ฐานที่ 4 เลือกกินดี มีประโยชน์
ค่าตอบแทนวิทยากรอบรม ชม.ละ 600 บาท จำนวน 3 ชม. x 2 คน x 2 รุ่น เป็นเงิน 7,200 บาท
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มนักเรียน จำนวน 108 คนๆ ละ 2 มื้อๆ ละ 25 บาท เป็นเงิน 5,400 บาท
1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567นักเรียนได้รับความรู้ในเรื่องสุขภาพช่องฟัน การแปรงฟันที่ถูกวิธี สามารถตรวจฟันได้ด้วยตนเอง และสามารถเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
12600.00 บาท -
ให้บริการทันตสุขภาพในเด็กนักเรียน
กิจกรรมตรวจช่องปาก และวางแผนการรักษา
กิจกรรมเคลือบฟลูออไรด์เจล
ไวนิลประชาสัมพันธ์โครงการ จำนวน 1 แผ่น เป็นเงิน 500 บาท
โรลอัพให้ความรู้ทันตสุขภาพในเด็ก จำนวน 2 แผ่นๆ ละ 2,000 บาท เป็นเงิน 4,000 บาท
อุปกรณ์สาธิตในการดูแลสุขภาพช่องปาก (ประกอบด้วย แปรงสีฟัน+ยาสีฟัน (ชนิดฟลูออไรด์ 1500ppm) + น้ำยาบ้วนปาก + ไหมขัดฟัน +เจลย้อมสีฟัน + กล่องเก็บอเนกประสงค์ เป็นเงิน 500 บาท
สื่อทันตสุขศึกษา โมเดลตุ๊กตาฟันแท้ใหญ่ 28 ซี่ มีลิ้น สูง 21 นิ้ว เป็นเงิน 2,700 บาท
ชุดเด็กวัยเรียน (แปรงสีฟัน+ยาสีฟันเด็ก+แก้วน้ำ) จำนวน 72 ชุดๆละ 90 บาท เป็นเงิน 6,480 บาท
ฟลูออไรด์เจล 5 ขวดๆ ละ 550 บาท เป็นเงิน 2,750 บาท
สมุดบันทึกการแปรงฟันหลังอาหารกลางวัน จำนวน 108 ชุดๆ ละ 40 บาท เป็นเงิน 4,320 บาท
ค่าเอกสารคัดกรองตรวจฟันและอุปกรณ์ที่ใช้ในการอบรม เป็นเงิน 500 บาท
1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567นักเรียนได้รับการตรวจฟัน รวมถึงการรักษาต่อไป
21750.00 บาท -
ติดตามหลังร่วมกิจกรรม
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขดำเนินการติดตามผลบันทึกแปรงฟันหลังอาหารกลางวันเพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรคฟันผุ รวมเงินกิจกรรมที่ 3 จำนวน .- บาท
1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567นักเรียนได้รับการตรวจฟัน และได้รับการรักษาต่อไป
0.00 บาท -
สรุปผลรายงานผลการดำเนินงาน
ค่าเอกสารโครงการและทำรูปเล่ม 2 เล่ม เป็นเงิน 400 บาท
1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567ได้สรุปผลการดำเนินงาน
400.00 บาท
1.เด็กนักเรียน มีความรู้ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเอง
2.เด็กนักเรียนสามารถตรวจสุขภาพช่องปากเบื้องต้นของตนเองได้
3.เด็กนักเรียนที่มีปัญหาสุขภาพช่องปาก ได้รับคำแนะนำ และส่งต่อมารับการรักษาที่จำเป็นที่โรงพยาบาลได้
