โครงการ “ ส่งเสริมสูงวัย ใส่ใจ ข้อเข่าเสื่อม หมู่ที่ 4 บ้านโหล๊ะบ้า ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง”
-
นายสุวิทย์ ทองกัญญา
-
นายจีพัตร ทองกัญญา
-
นางแต้ว จันทร์สุวรรณ
-
นางปราณี ชูทอง
องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าจะมี ผู้ป่วยกระดูกและข้อเพิ่มขึ้นเป็น 570 ล้านคน ในปีพ.ศ. 2563 ร้อยละ 50 เป็นกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 65 ปี (WHO,2013)ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีผู้สูงอายุมากกว่า ร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ จากการศึกษาผู้สูงอายุมีปัญหาปวดข้อเข่าร้อยละ 43.9 ส่วนใหญ่อาการปวดเข่า ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้มีการคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุ ด้วยแบบคัดกรองผู้สูงอายุ ข้อมูลจากทะเบียนบุคคล การคัดกรองผู้สูงอายุ 10 เรื่อง ในระบบสารสนเทศด้านข้อมูลสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 12 จังหวัดพัทลุง ปีงบประมาณ2566ในเรื่องข้อเข่าพบว่าผิดปกติจำนวน 7,177 คน จากประชากรทั้งหมด 81,893 คนHDC,2566) ซึ่งจากการคัดกรองโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ อำเภอตะโหมดจังหวัดพัทลุง ปี 2566 พบว่าจำนวนผู้ที่มีปัญหาปวดเข่าทั้งหมด 487 คน และผู้สูงอายุในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโหล๊ะบ้าใน หมู่ที่ 4 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมดจังหวัดพัทลุง ที่ได้รับการคัดกรองดังกล่าวจำนวน 108คน มีอาการปวดเข่าและมีเสียงดังกรอบแกรบเวลางอเข่าจำนวน 25 คน( HDC,2562)
โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดความพิการและส่งผลต่อภาวะสุขภาพในผู้สูงอายุ(สุภาพ อารีเอื้อ, 2559) เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนข้อต่อทำให้กระดูกอ่อนไม่สามารถเป็นเบาะรองรับน้ำหนักและมีการสูญเสียคุณสมบัติของน้ำหล่อเลี้ยงเข่า เมื่อมีการเคลื่อนไหวของเข่าก็จะเกิดการเสียดสีและเกิดการสึกหรอของกระดูกอ่อน ผิวของกระดูกอ่อนจะแข็งผิวไม่เรียบทำให้มีอาการปวดเวลาเคลื่อนไหวหรือลงน้ำหนักจะมีอาการข้อแข็งหรือข้อติด ขยับลำบาก มักเกิดขึ้นเวลาตื่นนอนในตอนเช้าเป็นอยู่ไม่เกิน 30 นาทีก็จะค่อยๆทุเลา มีอาการปวดข้อเข่าเวลาเคลื่อนไหวและจะค่อยๆทุเลาลงเมื่อได้พัก เวลาเคลื่อนไหวจะมีเสียงดังกรอบแกรบในข้อเข่า ซึ่งระยะแรกจะมีอาการเป็นๆหายๆ แล้วต่อมาค่อยเป็นมากขึ้นจนในที่สุดจะปวดรุนแรงหรือปวดตลอดเวลา และทำให้เกิดข้อผิดรูปได้อาจมีอาการเพียงข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างก็ได้และหากบางรายมีกล้ามเนื้ออ่อนแรงก็จะมีอาการเข่าอ่อน เข่าทรุด อาจทำให้เกิดการหกล้มได้ (สุรเกียรติ อาชานานุภาพ, 2551) ส่งผลให้เกิดความทุกข์ทรมานทั้งด้านร่างกายและจิตใจต้องลดกิจกรรมทางกายต้องนั่งพักหรือนอนพักอยู่บนเตียง การออกกำลังกาย และการเข้าสังคมต้องลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีผลต่อสุขภาพองค์รวมและคุณภาพชีวิตที่ลดลงส่งผลต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอัมพาต และโรคเรื้อรังอื่นๆ รวมทั้งอาการและโรคทางจิต ได้แก่ อาการซึมเศร้า กังวล เครียด ท้อแท้ และสิ้นหวัง สาเหตุการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมยังไม่ทราบแน่ชัด อาจเกิดจากอายุที่มากขึ้น มักพบในผู้ ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป (กรมการแพทย์, 2557) หรืออาจเกิดได้จากการมีน้ำหนักตัวมาก การใช้งานข้อเข่าไม่เหมาะสมอาจใช้ข้อเข่านานกว่าปกติหรือผิดท่า และสาเหตุอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุ การติดเชื้อในข้อ เป็นต้น การเสื่อมของข้อเข่ามีผลต่อการใช้งานมากกว่าโรคกระดูกอื่นๆ โดยเฉพาะการเดินการขึ้นลงบันได และกิจวัตรประจำวันต่างๆ (สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอาย, 2556)
สำหรับทางการแพทย์แผนไทย มีสูตรยาสมุนไพรหลายขนานที่สามารถนำมาช่วยลดอาการปวด บวม อักเสบ ของข้อเข่าได้ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการเสริมการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมได้เป็นอย่างดีซึ่งสมุนไพรเป็นพืชกลุ่มหนึ่ง ที่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรค สมุนไพรมีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีการใช้สืบทอดกันมาสามารถหาได้ง่าย ใช้ในการรักษาได้ผล มีพิษน้อย งานวิจัยพบว่าในใบย่านางมีส่วนช่วยช่วยอาการปวดตึง ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดชาบริเวณต่างๆ มีสารประกอบมากมายได้แก่ คลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีน ในปริมาณค่อนข้างสูง สำหรับการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านางพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดความร้อนลดความดันโลหิต ต้านเชื้อจุลชีพ ต้านการแพ้ ลดการหดเกร็งของลำไส้ ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase และมีฤทธิ์อย่างอ่อนๆ ในการต้านอนุมูลอสิระ (สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล,2559)
ดังนั้นจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญสุขภาพของผู้สูงอายุในชุมชนที่มีแนวโน้มเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม และผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงให้ได้รับการประเมินโรคข้อเข่าเสื่อมจึงได้จัดโครงการส่งเสริมผู้สูงวัยใส่ใจข้อเข่าเสื่อมนี้ขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่มีโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะเริ่มต้นได้บำบัดอาการ ชะลอความรุนแรงของโรค และผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้รับการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อลดอาการปวดเข่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถชะลอกระบวนการดำเนินของโรคไปสู่ระยะที่มีความรุนแรงของโรคลดลง ในการดูแลตนเองสำหรับลดอาการปวดข้อเข่ามีหลายวิธี ได้แก่ การปรับเปลี่ยนอิริยาบถให้เหมาะสมในชีวิตประจำวันเช่นการนั่ง การยืน หรือการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เป็นต้น การบริหารกล้ามเนื้อและการออกกำลังกายต่างๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับข้อเข่าและยังป้องกันแรงกระแทกที่กระทบต่อข้อเข่าในขณะเดิน เพื่อลดอาการรุนแรงจากโรคข้อเข่าเสื่อมและยืดอายุการใช้งานของข้อเข่า (ชัญญาวีร์ ไชยวงศ์,2559) นอกจากนี้มีแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมเกี่ยวกับสมุนไพรที่ใช้ในการพอกเข่า เพื่อบรรเทาอาการปวดและอักเสบจากโรคข้อเข่าเสื่อมได้ ร่วมกับบริหารร่างกาย 6 ท่า(สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ,2561) ที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของข้อเข่าของผู้สูงอายุ การออกกลังกายหรือการบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า มีผลในการเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการเดิน และลดความเจ็บปวดลงได้ผู้สูงอายุเมื่อมีอาการปวดข้อเข่า มาปรับวิธีการดำเนินการโดยการสอน สาธิต และฝึกให้ผู้สูงอายุปฏิบัติเองได้ เพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีอาการปวดเข่าจากภาวะข้อเข่าเสื่อมสามารถนำไปใช้ในการบรรเทาอาการปวดเข่าเบื้องต้นได้ด้วยตนเองเป็นการป้องกันการปวดเข่าซ้ำ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถนำมาเป็นแนวทางในการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมแก่ผู้สูงอายุได้
-
1.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้เกี่ยวกับสาเหตุ อาการ ปัจจัย และแนวทางการป้องกันตนเองจากโรคข้อเข่าเสื่อม25.0020.00
ผู้เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจหลังเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
-
เพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีแนวทางในการบริหารข้อเข่าอย่างถูกวิธี25.0020.00
- ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถบริหารร่างกายได้อย่างเหมาะสมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
-
3.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีแนวทางในการบรรเทาอาการปวดข้อเข่าด้วยสมุนไพรพอกเย็น25.0020.00
กลุ่มเป้าหมายมีระดับความเจ็บปวดลดลงหลังเข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 80
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง25
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
สูงวัยใส่ใจข้อเข่าเสื่อม
ขั้นวางแผนงาน 1. ประชุมทีมงานและผู้ที่เกี่ยวข้องวางแผน เพื่อหาแนวคิดและรูปแบบกิจกรรม 2. วางแผนและดำเนินการเขียนโครงการ
3. นำเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติ 4. ดำเนินการจัดกิจกรรมตามโครงการ 5. สรุปและประเมินผลการดำเนินงานตามโครงการ ขั้นดำเนินการ แบบประเมินประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้เข้าร่วมโครงการ ส่วนที่ 2 ได้แก่ แบบประเมินระดับความปวดชนิดตัวเลข (Numeric Rating Scale: NSR) ส่วนที่ 3 ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจ 1.1 มีการคัดกรองผู้ที่มีภาวะเสี่ยง และเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ณ ห้องประชุม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโหล๊ะบ้า ตามแบบประเมินการคัดกรองโรคข้อเข่าเสื่อม กิจกรรมที่ 1บรรยายให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับ สาเหตุ อาการและแนวทางการป้องกันตนเองจากโรคข้อเข่าเสื่อม ใช้เวลา 30 นาที มีแผ่นพับประกอบความรู้
- ปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อมและอาการของโรคข้อเข่าเสื่อม - วิธีการป้องกัน บรรเทาอาการปวด และแนวทางการรักษาของโรคข้อเข่าเสื่อม - พฤติกรรมการดูแลตนเองที่เหมาะสมสำหรับภาวะข้อเข่าเสื่อม - สาธิตการบริหารร่างกาย 6 ท่า พิชิตข้อเข่าเสื่อม
- แนะนำวิธีการนำสมุนไพรพื้นบ้านมาพอกเข่าเพื่อ ป้องกัน ลดอาการปวดเข่า กิจกรรมที่ 2การบริหารกล้ามเนื้อขาและเข่า
กิจกรรมที่ 3การพอกเข่าด้วยยาสมุนไพร โดยการนำสมุนไพรพอกเข่ามาพอกบริเวณหัวเข่าให้ครอบคลุมจุดปวดบริเวณด้านหน้าข้อเข่าไว้เป็นเวลา 20 นาทีโดยสมุนไพรพอกเข่าที่ใช้ เป็นสูตรยาพอกเย็น คือเพื่อแก้อาการที่กำลังปวด แดง ร้อน และอาจบวมด้วย
หลังจากนั้นจะทำการประเมินระดับความปวด หลังการปฏิบัติทันที และแจกแผ่นพับการใช้โปรแกรมบรรเทา อาการปวดเข่า การบริหารข้อเข่า วิธีการพอกเข่าด้วยสมุนไพร และติดตามอาการเมื่อครบ 1 สัปดาห์
1. ค่าอาหารสำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมและเจ้าหน้าที่เป็นเงิน 1750 บาท -จำนวน 25 คน / 70 บาท มื้อ จำนวน 1 มื้อ
2. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม สำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรม เป็นเงิน 1250 บาท - จํานวน 25 คน / 25 บาท / มื้อ จำนวน 2 มื้อวันจัดโครงการ 3. ค่าจัดทำป้ายไวนิล ขนาดความกว้าง ๑.๒๐ ม. ยาว ๒.๔ ม. จำนวน ๑ ป้าย เป็นเงิน 600 บาท 4. ค่าตอบแทนวิทยากรรายบุคคล จำนวน 5 ชั่วโมง ชั่วโมงละ ๖๐๐ บาท / คน เป็นเงิน 3000 บาท 5. ค่าวัสดุและอุปกรณ์เป็นเงิน 3000 บาท 6. ค่าเอกสารประกอบการอบรม เป็นเงิน 500 บาทรวมงบประมาณเป็นเงินทั้งสิ้น 10100 บาท
1 เมษายน 2567 ถึง 30 กันยายน 25671.ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้เกี่ยวกับสาเหตุ อาการของและแนวทางการป้องกันตนเองจากโรคข้อเข่าเสื่อม
2.ผู้เข้าร่วมโครงการมีระดับความเจ็บปวดลดลงและหายจากอาการปวดหลังเข้าร่วมโครงการ 3.ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำทักษะที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการมาใช้ในชีวิตประจำวันได้10100.00 บาท -
ติดตามอาการและพอกเข้าด้วยสมุนไพร
1.ติดตามอาการ และทำการพอกเข่าด้วยยาสมุนไพรครั้งที่ 2 โดยจะใช้แบบประเมินระดับความปวดชนิดตัวเลข (Numeric Rating Scale: NSR) และติดตามอาการอีกครั้งเมื่อครบ 1 สัปดาห์ 2.ติดตามอาการ และทำการพอกเข่าด้วยยาสมุนไพรครั้งที่ 3 โดยจะใช้แบบประเมินระดับความปวดชนิดตัวเลข (Numeric Rating Scale: NSR) และติดตามอาการอีกครั้งเมื่อครบ 1 สัปดาห์ 3. ติดตามอาการครั้งสุดท้ายโดยจะใช้แบบประเมินระดับความปวดชนิดตัวเลข (Numeric Rating Scale: NSR) งบประมาณ -ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นเงิน 1875 บาท - จํานวน 25 คน / 25 บาท / มื้อ จำนวน 3 มื้อ วันติดตามอาการและพอกเข่าด้วยสมุนไพร 3 สัปดาห์
1 เมษายน 2567 ถึง 30 กันยายน 25671.ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้เกี่ยวกับสาเหตุ อาการของและแนวทางการป้องกันตนเองจากโรคข้อเข่าเสื่อม
2.ผู้เข้าร่วมโครงการมีระดับความเจ็บปวดลดลงและหายจากอาการปวดหลังเข้าร่วมโครงการ 3.ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำทักษะที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการมาใช้ในชีวิตประจำวันได้1875.00 บาท
ถัวจ่ายทุกรายการ
1.ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้เกี่ยวกับสาเหตุ อาการของและแนวทางการป้องกันตนเองจากโรคข้อเข่าเสื่อม
2.ผู้เข้าร่วมโครงการมีระดับความเจ็บปวดลดลงและหายจากอาการปวดหลังเข้าร่วมโครงการ
3.ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำทักษะที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการมาใช้ในชีวิตประจำวันได้
