โครงการเสริมพลังผู้ป่วยเบาหวานเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
จากข้อมูลสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า อัตราการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ต่อประชากร 100,000 คน ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2556 – 2560) เพิ่มขึ้นจาก 12,342.14 (จำนวน 3,936,171 คน) เป็น 14,926.47 (จำนวน 5,597,671 คน) และจากข้อมูลศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุขอัตราการป่วยรายใหม่ของโรคความดันโลหิตสูง ต่อประชากร 100,000 คน ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2558 – 2560) เพิ่มขึ้นจาก 916.89 (จำนวน 540,013 คน) เป็น 1,353.01 (จำนวน 813,485 คน) และนอกจากนี้รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ปีพ.ศ. 2552 และ 2557 พบว่าความชุกของโรคความดันโลหิตสูงในประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 21.4 (ชายร้อยละ 21.5 และหญิงร้อยละ 21.3) เป็นร้อยละ 24.7 (ผู้ชายร้อยละ 25.6 และผู้หญิงร้อยละ 23.9)
ส่วนโรคเบาหวานนั้น จากฐานข้อมูลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เข้ารับบริการในสถานพยาบาลของรัฐ ผู้ป่วยสะสม รวม 1,219,161 ราย ความชุก 1,863.39 ต่อประชากรแสนคน ผู้เสียชีวิต 12,074 ราย อัตราตาย 18.45 ต่อประชากรแสนคนผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ป่วยรายใหม่393,887 ราย คิดเป็นอุบัติการณ์602.03 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งมีแนวโน้มคงที่ไม่ลดลง (นพ.อรรถเกียรติ กาญจนพิบูลวงศ์)ซึ่งโรคเหล่านี้เกิดจากการมีพฤติกรรมสุขภาพ ที่ไม่ถูกต้อง คือขาดการออกกำลังกาย มีการรับประทานอาหารไม่เหมาะสมและไม่เพียงพอ แม้ประชาชนจะมีความรู้ แต่ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ถูกต้อง “มีผลการวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า การควบคุมอาหารอย่างดี รวมถึงการออกกำลังกายเป็นประจำ ส่งผลโดยตรงต่อการป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงโดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงสูงทางกรรมพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นการควบคุมโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และป้องกันโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวานเพราะการควบคุมอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูง”
ตำบลลำใหม่ ปี 2567 พบผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวน253 ราย (ปี 2566 มีผู้ป่วย 234 ราย)กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานจำนวน 330 ราย (ปี 2566 มีกลุ่มเสี่ยง 175 ราย) และพบผู้ป่วยโรคเบาหวานรายใหม่ ในปี พ.ศ.2567 จำนวน 19 ราย (ปี 2566 มีผู้ป่วย ใหม่ 6 ราย) จะเห็นว่าผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 10.49
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลำใหม่ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกี่ยวกับการดูแลตนเองเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน โดยได้จัดทำโครงการเสริมพลังผู้ป่วยเบาหวานเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโดยเน้นกิจกรรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวานที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องต่อเนื่อง ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในหลายระบบของร่างกาย ทั้งภาวะแทรกซ้อนแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ก่อให้เกิดความพิการและตายก่อนวัยอันควร ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ภาวะเศรษฐกิจของผู้ป่วยและครอบครัว รวมทั้งประเทศชาติ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนทางตา ไต เท้า เป็นต้น
-
ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความรู้ในการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง0.00
ร้อยละ 80 ของผุ้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ในการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง
-
ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถควบคุมสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลงจากเดิม0.00
ร้อยละ 30 ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลงจากเดิม
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง40
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
อบรมให้ความรู้เชิงปฏิบัติการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้
1.1 กิจกรรมย่อย....
ทดสอบก่อนการอบรม
ประเมินพฤติกรรมสุขภาพ
สรุปผลการประเมินพฤติกรรมสุขภาพ
ความรู้เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
-บรรยายความรู้เรื่อง 3 อ 2 ส 1 ฟ 1 น
- กิจกรรมความรู้ 4 เรื่อง
1.เรียนรู้แนวทางการรับประทานอาหาร
2.เรียนรู้การออกกำลังกายที่เหมาะสม
3.เรียนรู้การจัดการด้านอารมณ์
4.เรียนรู้การจัดการ “ลด ละ เลิก บุหรี่-สุรา เลี่ยงภัยสุขภาพ”
-ฝึกออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
ทดสอบหลังการอบรม
1.2 กิจกรรมย่อย....
- ติดตามการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ค่าใช้จ่าย
-ค่าอาหารกลางวัน 60 บ. x 40 คน x 1 วันเป็นเงิน 2,400 บาท
-ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 30 บ. x 40 คน x 2 มื้อ เป็นเงิน 2,400 บาท
-ค่าวิทยากร 300 บ. x 5 ชม. x 1 วัน เป็นเงิน 1,500 บาท
ถึง6300.00 บาท
- ร้อยละ 80 ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความรู้ในการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง
- ร้อยละ 30 ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลงจากเดิม
