โครงการตรวจสารเคมีตกค้างในเกษตรกร หมู่ที่10 ตำบลหารเทา อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ประจำปี 2568
-
นายสมชาย ใหม่แก้ว
-
นางสัมพันธ์ มุสิด
-
นางอนงค์ นักการรอง
-
นางอมร ยิ้มแก้ว
-
นางสาวอรณิชา แก้วจันทร์
สถานการณ์โรคและภัยสุขภาพจากสารเคมีในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราป่วยของโรคจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่งสูงขึ้นเช่นกัน กลุ่มเกษตรกรเป็นกลุ่มแรงงานที่สำคัญของประเทศ และยังคงมีปัญหาการเจ็บป่วยจากพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และสารกำจัดแมลง ซึ่งอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชดังกล่าวทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง อาการแสดงเฉียบพลันมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนรุนแรงถึงแก่ชีวิตขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ความเป็นพิษและปริมาณที่ได้รับ ส่วนอาการเรื้อรังสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะสะสมในระบบต่างๆ ของร่างกายทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกาย สารเคมีที่เข้าไปสะสมจะไปทำลายอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต ปอด สมอง ผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และตา ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางใด และปริมาณมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่แล้วการที่อวัยวะภายในร่างกายได้สะสมสารเคมีไว้จนจนถึงขีดที่ร่างกายไม่อาจทนได้ จนแสดงอาการต่างๆขึ้นมา เช่น โรคมะเร็ง โรคต่อมไร้ท่อ โรคเลือด และระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง โดยการสัมผัสทางผิวหนัง การสูดหายใจเอาละอองสารเคมีที่ฟุ้งกระจายในอากาศ และการรับประทานน้ำและอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อน ซึ่งพฤติกรรมการใช้สารเคมีที่ไม่ปลอดภัยนั้น ทำให้เกษตรกรผู้อาศัยในชุมชนและผู้บริโภคมีความเสี่ยงจากการได้รับอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น ในส่วนของการตรวจวิเคราะห์หาสารพวกออร์กาโนฟอสเฟตหรือคาร์บาเมท จากอวัยวะต่างๆ หรือจากเลือดมักจะได้ผลไม่ดี เนื่องจากสารพิษเหล่านั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกายอย่างรวดเร็ว โดยเกิดปฏิกิริยาทางเคมีหลายอย่าง จึงนิยมใช้วิธีตรวจหาระดับของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส (Cholinesterase Enzyme) ในเลือดและอวัยวะต่างๆ เป็นการยืนยันการเป็นพิษแทน เพราะสารเคมีทั้งสองกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส (Cholinesterase Enzyme) ซึ่งสามารถตรวจหาเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส (Cholinesterase Enzyme) โดยใช้กระดาษทดสอบพิเศษขององค์การเภสัชกรรม พื้นที่ตำบลหารเทา อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรมากถึงร้อยละ ๘๐ ของพื้นที่ทั้งหมด ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืช จึงกระจายและขยายเป็นวงกว้าง ดังนั้นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทะเลเหมียง จึงเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพเกษตรกรในพื้นที่ จึงได้จัดทำโครงการตรวจคัดกรองสารเคมีในเลือดเกษตรกรและกลุ่มเสี่ยง ประจำปี 2568 ขึ้นเพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ ได้รับการตรวจสุขภาพและเจาะเลือดเพื่อดูว่ามีปริมาณสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดอยู่ในระดับใดเพื่อทำการเฝ้าระวังต่อไป
-
1.เพื่อตรวจหาระดับสารเคมีตกค้างในเลือดของประชากรกลุ่มเสี่ยงจากการใช้/ได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช0.00
กลุ่มเป้าหมายได้รับการตรวจหาระดับสารเคมีตกค้างในเลือดของประชากรกลุ่มเสี่ยงจากการใช้/ได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๐
-
2.เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงมีความรู้และเข้าใจอันตรายจากการสารเคมีกำจัดศัตรูพืช รวมไปถึงสามารถป้องกันตัวเองได้ หากมีการสัมผัสหรือใกล้ชิดกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช0.00
กลุ่มเป้าหมายมีความรู้และเข้าใจอันตรายจากการสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 โดยวัดจากแบบประเมินความรู้ของประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการอบรม
-
3.เพื่อเฝ้าระวังสภาวะสุขภาพของประชากรจากการใช้/ได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช0.00
กลุ่มเป้าหมายและกลุ่มเสี่ยงสามารถปฏิบัติตัวเพื่อลดระดับสารเคมีตกค้างในเลือดได้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง100
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
กิจกรรมอบรมให้ความรู้
1.ค่าอาหารว่าง 100 คนๆละ 30 บาท 1 มื้อ เป็นเงิน 3000 บาท
2.ค่าอาหารกลางวัน 100 คนๆละ 70 บาท 1มื้อ เป็นเงิน 7000 บาท
3.ค่าวิทยากร 1 คนๆละ 3 ชั่วโมงๆ 600 บาท เป็นเงิน 1800 บาท
4.ค่าป้ายโครงการ 1 ป้ายๆละ750 บาท เป็นเงิน 750 บาท1 กุมภาพันธ์ 2568 ถึง 30 กันยายน 256812550.00 บาท -
กิจกรรมการตรวจหาระดับสารเคมีตกค้างในเลือด
1.ค่าชุดตรวจสารเคมีในเลือด 100 ชุดๆละ30 บาท เป็นเงิน 3000บาท
2.รางจืด 100 ชุดๆละ 25 บาท เป็นเงิน 2500 บาท1 กุมภาพันธ์ 2568 ถึง 30 กันยายน 25685500.00 บาท
1.ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจหาระดับสารเคมีตกค้างในเลือดของประชากรกลุ่มเสี่ยงจากการใช้/ได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2.ประชาชนกลุ่มเสี่ยงมีความรู้และเข้าใจอันตรายจากการสารเคมีกำจัดศัตรูพืชรวมไปถึงสามารถป้องกันตัวเองได้ หากมีการสัมผัสหรือใกล้ชิดกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3.มีการเฝ้าระวังภาวะสุขภาพของประชากรจากการใช้/ได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
