โครงการคัดกรองความเสี่ยงและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรัง ปีงบประมาณ 2569
-
นางบุณย์ลิตา กิจสุดแสง
-
ร้อยละของประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน
-
ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไตเรื้อรัง จัดเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในประชาชนไทย ส่งผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของครอบครัวและชุมชน ปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกำลังกาย ความเครียด การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา การคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยค้นหาผู้ที่มีภาวะเสี่ยงหรือผู้ป่วยที่ยังไม่แสดงอาการ ทำให้สามารถให้คำแนะนำและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทันท่วงที ลดโอกาสเกิดโรคหรือชะลอความรุนแรง ตลอดจนลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลระยะยาว นอกจากนี้ การสร้างเสริมความรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน ยังช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงการดูแลสุขภาพตนเอง เกิดการป้องกันโรคอย่างยั่งยืน
จากข้อมูลสถิติด้านสาธารณสุขของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองจอก พบว่าอัตราการป่วยด้วยโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน อยู่ในอันดับ 1 ของการป่วยในตำบลหนองจอก จากการคัดกรองประจำปีพบว่า กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มลดลงในปี 2568 พบกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูงจำนวน 20 ราย กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน จำนวน 2 ราย และบางรายมีภาวะแทรกซ้อนตามมาซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าว ได้แก่การบริโภคอาหารลดเค็ม ไขมันสูงและน้ำตาลสูง น้ำหนักตัวมากเกินมาตรฐาน ภาวะเครียด ขาดการออกกำลังกาย การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ เป็นต้น
ในการนี้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองจอก จึงได้จัดทำโครงการคัดกรองความเสี่ยงและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรัง ปีงบประมาณ 2569 ขึ้น เพื่อให้แกนนำสุขภาพมีความรู้และทักษะในการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและการตรวจความเค็มของอาหาร โดยใช้ salt meter ได้อย่างถูกต้อง เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงในประชากรกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป เพื่อให้กลุ่มเสี่ยง โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง มีความรู้เรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และเพื่อให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีความรู้เรื่องการป้องกันภาวะไตเสื่อมและวิธีการตรวจความเค็มของ อาหารโดยใช้ salt meter ได้อย่างถูกต้อง
-
เพื่อแก้ปัญหาประชาชนทีมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน
ร้อยละของประชาชนทีมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานลดลง
-
เพื่อแก้ปัญหาประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง
ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงลดลง
-
กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน102
-
กลุ่มวัยทำงาน1059
-
กลุ่มผู้สูงอายุ1510
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง40
-
สำหรับการบริหารหรือพัฒนากองทุนฯ [ข้อ 10(4)]0
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
คัดกรองความเสี่ยงและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรัง
-การอบรมพัฒนาศักยภาพแกนนำสุขภาพ จัดอบรมให้ความรู้และฝึกทักษะการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และสาธิตฝึกปฏิบัติการตรวจวัดความเค็มในอาหารโดยใช้เครื่อง Salt meter แก่แกนนำสุขภาพ/อสม. (จำนวน 46 คน)
-การตรวจคัดกรองความเสี่ยงเชิงรุกในชุมชน เจ้าหน้าที่ รพ.สต. ร่วมกับแกนนำสุขภาพ ลงพื้นที่ตรวจคัดกรองประชากรกลุ่มเป้าหมาย (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ตามศาลากลางหมู่บ้าน (หมู่ 8, 10, 11, 12, 13) ประกอบด้วยชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดรอบเอว และประเมินดัชนีมวลกายวัดระดับความดันโลหิต เจาะเลือดตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว (DTX) ให้สุขศึกษาเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก 5อ. 2ส. พร้อมแจ้งผลตรวจ
-การอบรมเชิงปฏิบัติการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จัดอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (จำนวน 40 คน) ในเรื่อง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก 3อ. (อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์) การป้องกันและการชะลอภาวะไตเสื่อม
-การฝึกตรวจประเมินและแปรผลค่าความเค็มในอาหารโดยใช้เครื่อง Salt meter การติดตามและสุ่มตรวจวัดความเค็มในชุมชน แกนนำสุขภาพลงพื้นที่ติดตาม สุ่มตรวจวัดความเค็มในอาหารที่ปรุงในบ้านเรือนของผู้ป่วย/กลุ่มเสี่ยง และร้านจำหน่ายอาหารในชุมชน
-การนัดหมายตรวจซ้ำและส่งต่อทางการแพทย์ นัดหมายกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงหรือเสี่ยงสูงต่อโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง เพื่อตรวจประเมินซ้ำ และส่งต่อไปยังแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา
1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569ผลผลิต (Output)
การพัฒนาศักยภาพแกนนำ แกนนำสุขภาพเข้ารับการอบรมและฝึกปฏิบัติจริงในการคัดกรองความเสี่ยงและการใช้เครื่องวัดความเค็ม (Salt meter) จำนวน 46 คน
- การคัดกรองเชิงรุกในชุมชน ประชากรกลุ่มเป้าหมายอายุ 15 ปีขึ้นไป ในพื้นที่ตำบลหนองจอก ได้รับการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง จำนวน 1,683 คน (คิดเป็นร้อยละ 100 ของกลุ่มเป้าหมาย)
การอบรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง และผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการตามหลัก 3อ. 2ส. และการควบคุมความเค็ม จำนวน 40 คน
-การจัดหาอุปกรณ์ตรวจวัด มีการจัดซื้อวัสดุ/อุปกรณ์สำหรับใช้ตรวจคัดกรองและเฝ้าระวัง ได้แก่ แผ่นตรวจน้ำตาล 2 กล่อง, เครื่องเจาะน้ำตาล 3 เครื่อง, เครื่องวัดความดัน 4 เครื่อง และเครื่องตรวจวัดความเค็ม Salt meter 2 เครื่อง
ผลลัพธ์ (Outcome)
แกนนำสุขภาพมีความรู้และทักษะในการตรวจคัดกรองความเสี่ยงและใช้เครื่อง Salt meter ตรวจวัดความเค็มในอาหารได้อย่างถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 100
ทราบสถานะความเสี่ยงเชิงประจักษ์ จากการคัดกรอง 1,683 คน ตรวจพบกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน จำนวน 19 คน (ร้อยละ 1.12) และกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 9 คน (ร้อยละ 0.53)
การปรับพฤติกรรมและป้องกันการเกิดโรคใหม่ กลุ่มเสี่ยงทั้ง 28 ราย มีความรู้ความเข้าใจตามหลัก 3อ. 2ส. และไม่มีการพัฒนาไปเป็นผู้ป่วยรายใหม่ คิดเป็นร้อยละ 100
การชะลอภาวะไตเสื่อมในผู้ป่วย ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีความรู้ในการป้องกันภาวะไตเสื่อม และสามารถใช้เครื่อง Salt meter ควบคุมความเค็มในอาหารชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 100
ลดภาระโรคและค่าใช้จ่ายสุขภาพ ช่วยชะลอความรุนแรงของโรค ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือด หัวใจ และไตวายระยะสุดท้าย ตลอดจนช่วยลดค่าใช้จ่าย
34300.00 บาท
การเปลี่ยนแปลงระดับบุคคล (กลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วย)
กลุ่มเสี่ยงทั้ง 28 ราย (เบาหวาน 19 ราย, ความดันฯ 9 ราย) มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารตามหลัก 3อ. 2ส. ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ส่งผลให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลและระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และไม่พัฒนากลายเป็นผู้ป่วยรายใหม่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเกิดความตระหนักและมีทักษะในการใช้เครื่อง Salt meter ควบคุมปริมาณโซเดียมในอาหารที่รับประทานจริงในชีวิตประจำวัน ช่วยชะลอความเสื่อมของไตและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่นำไปสู่การฟอกเลือดหรือล้างไต
การเปลี่ยนแปลงระดับครอบครัวและชุมชน เกิดการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการปรุงอาหารในครัวเรือนและร้านค้าชุมชนไปสู่ เมนูลดเค็ม ลดหวาน ผ่านการตรวจประเมินเชิงรุกของแกนนำสุขภาพชุมชนมีแกนนำสุขภาพ/อสม. ที่มีทักษะความเชี่ยวชาญในการคัดกรองและใช้อุปกรณ์ตรวจวัดความเค็มประจำพื้นที่ ทำให้เกิดระบบเฝ้าระวังและดูแลสุขภาพกันเองในระดับหมู่บ้านได้อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง
การเปลี่ยนแปลงระดับระบบสุขภาพและเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข: ลดอัตราความชุกและลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเขตพื้นที่ รพ.สต.หนองจอก ช่วยลดความแออัดในการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลแม่ข่าย และลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโรคเรื้อรังระยะยาวของทั้งครอบครัวและภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรร
| ชื่อเอกสาร | ผู้ส่ง | ||
|---|---|---|---|
| 1 | ไฟล์ข้อเสนอโครงการ ครั้งที่ 1 (.pdf) @24 ส.ค. 2569 | กองทุนสุขภาพตำบลอบต.หนองจอก | |
| 2 | ไฟล์ข้อเสนอโครงการ ครั้งที่ 2 (.pdf) @24 ส.ค. 2569 | กองทุนสุขภาพตำบลอบต.หนองจอก | |
| 3 | ไฟล์ข้อเสนอโครงการ ครั้งที่ 3 (.pdf) @24 ส.ค. 2569 | กองทุนสุขภาพตำบลอบต.หนองจอก | |
| 4 | ไฟล์ข้อเสนอโครงการ ครั้งที่ 4 (.pdf) @24 ส.ค. 2569 | กองทุนสุขภาพตำบลอบต.หนองจอก |
