โครงการให้ความรู้เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงตำบลกงหรา ประจำปี 2569
-
นางสาวศิริลักษณ์ ศิริพจน์
-
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
ภาวะโรคแทรกซ้อนของโรคความดันและโรคเบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้เป็นทุพพลภาพหรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของผู้เป็นโรคความดันและเบาหวานอย่างมหาศาล โรคแทรกซ้อนจากเบาหวานมี 2 ชนิด คือโรคเบาหวานแทรกซ้อนชนิดเฉียบพลัน เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำมากจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต จำเป็นต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาลโดยด่วน และโรคแทรกซ้อนชนิดเรื้อรัง ค่อยเป็นค่อยไปโดยอาจไม่มีอาการในระยะแรก โรคเบาหวานภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่ไม่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน ๆ จะก่อให้เกิดพยาธิสภาพของหลอดเลือดทั่วร่างกาย หลอดเลือดที่เกิดพยาธิสภาพจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือหลอดเลือดขนาดเล็ก ๆ ได้แก่ หลอดเลือดของจอรับภาพของตา เป็นผลให้เกิดภาวะเบาหวานขึ้นตา ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ตาบอด และหลอดเลือดฝอยของไตเป็นผลให้เกิดภาวะเบาหวานลงไต ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้เกิดไตวาย อีกกลุ่มคือหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่กว่า ได้แก่ หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ เป็นผลให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เป็นผลให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรืออัมพาต และหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงปลายเท้าตีบตันเป็นผลให้เกิดแผลที่เท้าตามมา โรคเบาหวานขึ้นตาและเบาหวานลงไตเป็นโรคแทรกซ้อนที่พบเฉพาะผู้เป็นเบาหวาน ดังนั้นถ้าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมือนคนปกติก็จะไม่เกิดโรคแทรกซ้อนดังกล่าว ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้เป็นเบาหวานให้เหมือนคนปกติโดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวานมานาน ๆ ส่วนหนึ่งเนื่องจากอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำในเลือดจากการรักษา ซึ่งจะเป็นผลเสียแก่คนไข้ได้ ดังนั้นเป้าหมายการควบคุมระดับน้ำตาลเพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวานขึ้นตาและเบาหวานลงไตก็จะขึ้นกับอายุ ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน ตลอดจนโรคประจำตัวของผู้ป่วย โดยทั่วไปจะแนะนำให้ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) น้อยกว่า 7% นอกจากนี้การควบคุมความดันโลหิตก็จะมีส่วนอย่างมากในการป้องกันและชะลอการเกิดโรคเบาหวานขึ้นตาและเบาหวานลงไต โดยทั่วไปมักจะแนะนำให้ความดันโลหิตตัวบนไม่เกิน 130 มม.ปรอท และความดันโลหิตตัวล่างไม่เกิน 80 มม.ปรอท ในกรณีที่ผู้ป่วยเบาหวานเกิดเบาหวานลงไตระยะหลัง ๆ เช่นการทำงานของไตเสื่อม พบว่าการควบคุมระดับความดันโลหิตอย่างเข้มงวดจะมีประโยชน์ มากกว่าการควบคุมระดับน้ำตาลอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ใน ผู้ป่วยเบาหวานที่มีไข่ขาวรั่วออก มาในปัสสาวะ การใช้ยาลดความดันโลหิตในกลุ่ม ACEI (angiotensin-converting enzyme inhibitors) หรือ ARB (angiotensin receptor blockers) จะสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ การใช้ยากลุ่มนี้ก็ควรต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกงหราใหม่ มีจำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานที่มีความเสี่ยงมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มมากขึ้น จึงได้จัดทำโครงการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง
-
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง175
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
กิจกรรมที่ 1 การเตรียมความพร้อมในการดำเนินงาน
-การเตรียมข้อมูลประชาชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง -การประสานงานในชุมชน -การจัดทำโครงการ
1 มกราคม 2569 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 25690.00 บาท -
กิจกรรมที่ 2 การส่งเสริมความรู้การดูแลสุขภาพในกลุ่มป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 175 คน ๆ ละ 1 มื้อ ๆ ละ 20 บาท เป็นเงิน3,500บาท
1 มีนาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 25693500.00 บาท -
กิจกรรมที่ 3 การประเมินผลโครงการ
- ออกเยี่ยมผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงในชุมชน
- สรุปผลการดำเนินงานตามโครงการ
1 มีนาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 25690.00 บาท
1 .ประชาชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพมีความรู้เจตคติทักษะและการปฏิบัติตนเกี่ยวกับการดูแลตนเองได้ถูกต้อง 2 .ประชาชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพมีการปรับตัวได้ดีขึ้น สนใจเข้ากลุ่มร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 3 .ประชาชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อที่เกิดจากการปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้อง
