โครงการกินอย่างปลอดภัย รู้เรื่องอาหารและยา อสม.ชุมชนหลังโรงพัก
-
นางสาวชุติมา พูนผล
-
นางสาวจิดาภา จันท์มงคล
-
นางกันยาวีร์ คทายุทธ
-
นางสาวมณีรัตน์ สตามัน
-
นางเจริญ รวมพงษ์
-
พบประชาชนบริโภคอาหารไม่ถูกวิธีซึ่งส่งผลให้เกิดโรคภัยจาการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมกับสุขภาพและการกินยาที่ไม่ถูกต้อง60.00
สถานการณ์และความสำคัญของปัญหา ในปัจจุบัน พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพของประชาชนไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดตามสภาพสังคมเมืองและการเข้าถึงสื่อออนไลน์ที่ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายนี้มาพร้อมกับความเสี่ยงด้านสุขภาวะที่ทวีความรุนแรงขึ้น ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่าในแต่ละปีมีผู้ป่วยด้วย โรคอาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) และ โรคอุจจาระร่วง (Diarrhea) รวมกัน ไม่ต่ำกว่า 800,000 - 1,000,000 รายต่อปี ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการบริโภคอาหารที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ และสารเคมีตกค้าง นอกจากด้านอาหารแล้ว ปัญหาด้านการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพก็น่ากังวลไม่แพ้กัน จากสถิติพบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ป่วยที่ได้รับอันตรายจากการใช้ยาผิดประเภท หรือการซื้อยาชุดและยาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ซึ่งพบว่ากว่า 30% ของผู้ป่วยกลุ่มนี้มีพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง เช่น การแบ่งยาให้ผู้อื่น หรือการหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีอัตราการขยายตัวสูงถึง 20-30% ต่อปี
ความจำเป็นที่ต้องดำเนินโครงการ เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้นอย่างยั่งยืน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินโครงการ “กินอย่างปลอดภัย รู้เรื่องอาหารและยา” โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 มิติสำคัญ ดังนี้: • การจัดการความรู้ (Health Literacy): ข้อมูลระบุว่าประชากรไทยมากกว่า 40% ยังขาดความรู้ที่ถูกต้องในการอ่านฉลากโภชนาการและฉลากยา การสร้างความตระหนักรู้จะช่วยลดโอกาสการบริโภคโซเดียม น้ำตาล และไขมันเกินมาตรฐาน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของกลุ่มโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) • การเฝ้าระวังความปลอดภัย: จากการสุ่มตรวจสารปนเปื้อนในตลาดสดและร้านอาหารในหลายพื้นที่ ยังคงพบสารอันตราย เช่น บอแรกซ์ ฟอร์มาลีน และสารฟอกขาว ตกค้างในอาหารเฉลี่ย 5-10% ของตัวอย่างที่ตรวจ โครงการนี้จึงจำเป็นต้องสร้างกลไกการตรวจสอบที่เข้มแข็งในระดับชุมชน • การป้องกันการถูกหลอกลวง: ในยุคที่ Fake News ด้านสุขภาพมีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย การให้ทักษะ การเลือกซื้อและเลือกใช้ จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินและสุขภาพไปกับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน (ไม่มีเลข อย.)
บทสรุป: หากประชาชนมีความรู้และสามารถเลือกบริโภคได้อย่างถูกต้อง จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของภาครัฐได้มหาศาล และที่สำคัญที่สุดคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ห่างไกลจากโรคภัยและสารเคมีตกค้างอย่างเป็นรูปธรรม
-
เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการอ่านฉลากอาหารและยาอย่างถูกต้อง0.00
ร้อยละ 80 ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้เพิ่มขึ้นจากการอบรม(จากแบบประเมินก่อน-หลัง)
-
ส่งเสริมให้ประชาชนชุมชนหลังโรงพักมีส่วนร่วมเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ0.00
ร้อยละ 80 ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมในระดับดีขึ้นไป
-
กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน5
-
กลุ่มวัยทำงาน25
-
กลุ่มผู้สูงอายุ10
-
กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอด2
-
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง7
-
กลุ่มคนพิการและทุพพลภาพ5
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง6
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
การให้ความรู้การบริโภคอาหารและการใช้ยาที่ถูกต้องต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มวัย
- ลงพื้นที่สำรวจจำนวนกลุ่มเป้าหมายและแจ้งเรื่องราวโครงการ
- ประชุมวางแผนการดำเนินงานและการเตรียมงาน
- แจ้งกลุ่มเป้าหมายและเตรียมงาน(จัดซื้อของ ติดต่อวิทยากร จัดทำเอกสาร ฯลฯ)
- ดำเนินการจัดอบรม ให้ความรู้เรื่องฉลากอาหารและยา
ร่างกำหนดการจัดอบรมให้ความรู้และอบรมเชิงปฏิบัติการ
08.00-08.30 ลงทะเบียน
09.30-09.00 พิธีเปิดการอบรม
09.01-12.00 บรรยายให้ความรู้ 3 ชั่วโมง เรื่องการเลือกยาสามัญประจำบ้านและการดูแลรักษายาสามัญ
12.00-13.00 พักรับประทานอาหารกลางวันและเครื่องดื่ม
13.00-15.00 อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ????
หมายเหตุ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
งบประมาณ
-ค่าวิทยากร (ภาคเช้า ) 3 ชม.ๆละ 600 และ (ภาคบ่าย) 2 ชม.ๆละ 600เป็นเงิน 3,000 บาท
-ค่าป้ายไวนิลประชาสัมพันธ์โครงการ (ขนาด 1 ม. X 3 ม. ตร.ม.ละ 150 บาท )เป็นเงิน 450 บาท
-ค่าแผ่นพับสื่อให้ความรู้/เอกสารประกอบ/แบบประเมินเป็นเงิน 1,000 บาท
-ค่าอาหารกลางวันและเครื่องดื่ม มื้อละ 70 บาท จำนวน 60 คน เป็นเงิน 4,200 บาท
-ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 2 มื้อๆ ละ 35 บาท จำนวน 60 คน เป็นเงิน 4,200 บาท
-ค่าอุปกรณ์ในการอบรม ชุดละ 35 บาท (สมุดบันทึก 10 บาท ,แฟ้ม 20 บาท ,ปากกา 5 บาท ) จำนวน 60 คน เป็นเงิน 2,100 บาท
-ค่าเครื่องปรุงในการประกอบอาหาร เช่น ??????? ฯลฯ เป็นเงิน 9,000 บาท
-ค่าวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้ (ถ้วย,จาน,ช้อน,แก้ว,กระดาษ ฯลฯ) เป็นเงิน 2,000บาท
-ค่าอุปกรณ์สาธิตตัวอย่างอาหาร เป็นเงิน 1,000 บาท
-ค่าจัดทำเอกสารสรุปผลการดำเนินโครงการจำนวน 2 เล่ม เป็นเงิน 500 บาท
1 พฤษภาคม 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569ประชาชนกลุ่มเป้าหมายมีความรู้และทักษะในการเลือกอาหารและการใช้ยาอย่างปลอดภัยลดความเสี่ยงจากการบริโภคอาหารและการใช้ยาไม่ถูกต้อง เพื่อส่งผลให้สุขภาพที่ดีขึ้น
27450 บาท-
ลงสุ่มติดตามสมาชิกในครัวเรือนที่เข้ารับการอบรม ความรู้ในการอ่านฉลากโภชนาการและฉลากยา
- อสม. ลงพื้นที่สุ่มสำรวจครัวเรือนที่เข้าร่วมกิจกรรม ในการฝึกอ่านฉลากโภชนาการ และสุ่มดูฉลากยา วันหมดอายุของยารายครัวเรือน โดยบูรณาการร่วมกับการลงพื้นที่ดูแลครัวเรือน ตามบทบาทหน้าที่ของ อสม.
ร้อยละ 50 ของกลุ่มเป้าหมายได้รับทดสอบการอ่านฉลากโภชนาการ รายครัวเรือน
0 บาท
ทุกรายการถัวเฉลี่ยได้
1.ประชาชนกลุ่มเป้าหมายมีความรู้และทักษะในการเลือกอาหารและการใช้ยาอย่างปลอดภัย
2.ลดความเสี่ยงจากการบริโภคอาหารและการใช้ยาไม่ถูกต้อง
3.ชุมชนมีความตระหนักในเรื่องสุขภาพเพื่อส่งผลให้สุขภาพที่ดีขึ้น
