โครงการเยาวชนรู้ทัน ช่วยชีวิตด้วย CPR
ในปัจจุบัน สถานการณ์การเจ็บป่วยฉุกเฉินและอุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นในสถานศึกษา ชุมชน หรือสถานที่สาธารณะ หากผู้ประสบเหตุไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและทันท่วงที อาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตหรือความพิการถาวรได้ ทั้งนี้ การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Cardiopulmonary Resuscitation : CPR) ถือเป็นทักษะสำคัญที่สามารถช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงนาทีแรกก่อนถึงมือบุคลากรทางการแพทย์ เยาวชนเป็นกำลังสำคัญของสังคมและมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้อื่นในชีวิตประจำวัน เนื่องจากเยาวชนใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในสถานศึกษาและกิจกรรมสาธารณะ ซึ่งอาจพบเห็นเหตุฉุกเฉินได้บ่อย อย่างไรก็ตาม เยาวชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่ถูกต้องในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจช่วยเหลือ หรือช่วยเหลืออย่างไม่ถูกวิธี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประสบเหตุได้ การส่งเสริมให้เยาวชนได้รับการอบรมความรู้และทักษะด้านการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้เยาวชนมีความเข้าใจในหลักการช่วยเหลือผู้ประสบภาวะฉุกเฉิน สามารถประเมินสถานการณ์เบื้องต้น ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ กล้าตัดสินใจช่วยเหลือผู้อื่น และปลูกฝังจิตสำนึกด้านการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้น กลุ่มเติมเต็มนังตา ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน จึงได้จัดทำโครงการเยาวชนรู้ทัน ช่วยชีวิตด้วย CPRเพื่อให้เยาวชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานให้แก่เยาวชน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ ทัศนคติที่ดี และจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้อื่นแก่เยาวชน และเพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ลดความสูญเสียต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนในชุมชน +
-
เพื่อให้เยาวชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR)0.00
เยาวชนที่เข้าร่วมอบรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 มีผลการทดสอบความรู้หลังการอบรมผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
-
เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานให้แก่เยาวชน0.00
เยาวชนที่เข้าร่วมอบรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 สามารถปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานได้ถูกต้องตามขั้นตอนจากการประเมินภาคปฏิบัติ
-
เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ ทัศนคติที่ดี และจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้อื่นแก่เยาวชน0.00
เยาวชนที่เข้าร่วมอบรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 มีระดับความมั่นใจและทัศนคติที่ดีต่อการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุฉุกเฉินเพิ่มขึ้นหลังการอบรม
-
กลุ่มเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน0
-
กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน100
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
อบรมให้ความรู้
กิจกรรมอบรมให้ความรู้ จากงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ตำบลบันนังสตา จำนวน 30,450 บาท (เงินสามหมื่นสี่ร้อบห้าสิบบาทถ้วน) รายละเอียด ดังนี้ 6.1 ค่าป้ายไวนิลโครงการ ขนาด 1x3 เมตร จำนวน 1 ป้าย เป็นเงิน750บาท 6.2 ค่าอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมอบรม
(30 บาทx 2 มื้อ x 1 วัน x 2 รุ่น ละ ๆ 50 คน) เป็นเงิน 6,000 บาท 6.3ค่าอาหารกลางวันพร้อมเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าอบรม
(80 บาท x 1 มื้อ x 1 วัน x 2 รุ่น ละ ๆ 50 คน) เป็นเงิน8,000บาท 6.4 ค่าตอบแทนวิทยากรบรรยาย
จำนวน 1 คน x 2 วัน ๆ ละ 6 ชั่งโมงๆ ละ 600 บาท เป็นเงิน 7,200 บาท 6.5 วัสดุอุปกรณ์ในการฝึกอบรม เป็นเงิน 8,500 บาท รายละเอียดดังนี้ - สมุดบันทึก จำนวน 100 เล่ม x 10 บาทเป็นเงิน 1,000 บาท - ปากกา จำนวน 100 ด้าม x 10 บาทเป็นเงิน 1,000 บาท - กระเป๋าผ้าใส่เอกสาร จำนวน 100 ใบ x 60 บาทเป็นเงิน 6,000 บาท - เอกสารประเมิน (Pre-Post Test)
จำนวน 100 ชุด x 5 บาท เป็นเงิน 500 บาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 30,450 บาท (เงินสามหมื่นสี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน)1 มีนาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 256930450.00 บาท
. เยาวชนมีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการและขั้นตอนการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) และการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุฉุกเฉินเบื้องต้น 2. เยาวชนสามารถปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และสามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน 3. เยาวชนมีความมั่นใจ กล้าตัดสินใจ และมีทัศนคติที่ดีในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุฉุกเฉิน พร้อมมีจิตสำนึกด้านการช่วยเหลือสังคม 4. ชุมชนมีเยาวชนที่มีความรู้และทักษะด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้น สามารถช่วยลดความรุนแรงและการสูญเสียจากภาวะฉุกเฉินก่อนถึงมือบุคลากรทางการแพทย์
