โครงการการจัดการศพป้องกันการติดเชื้อ ตามแนวทางศาสนาอิสลาม
หลักการอิสลามมีความเชื่อว่าพระเจ้า(อัลลอฮ์) เป็นผู้สร้างมนุษย์ขึ้นในโลก โดยกำหนดเวลาเกิด เวลาตายไว้ให้แล้ว สัจธรรมข้อหนึ่งที่ทุกคนรู้ดี คือ “ทุกชีวิตต้องลิ้มรสความตาย” แต่ในศาสนาอิสลามนั้น ความตายมิได้เป็นการสิ้นสุดหรือจุดสุดท้ายของชีวิต หากเป็นจุดเริ่มต้นที่จะก้าวไปสู่ชีวิตที่แท้จริงอันเป็น นิรันดร์ อิสลามถือว่าชีวิตในโลกนี้คือการเตรียมตัวสำหรับชีวิตในโลกหน้าอันถาวร ชาวมุสลิมเชื่อว่า เมื่อมนุษย์เสียชีวิตลง วิญญาณของทุกคนจะไปรวมตัวกันอยู่ในโลกหนึ่งที่เรียกว่า “อาลัมบัรซัค” อันเป็นโลกที่คั่นกลางระหว่างโลกนี้กับโลกหน้า ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับการฝังอย่างถูกต้องหรือไม่ก็ตาม จนกระทั่งวันแห่งการสิ้นโลกมาถึง ทุกชีวิตจะถูกทำให้ฟื้นขึ้นเพื่อรอรับการตัดสินการกระทำต่างๆ ที่เขากระทำไว้ขณะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ความตายจึงไม่ใช่การสิ้นสุดชีวิต แต่เป็นการย้ายชีวิตจากโลกนี้ไปยังโลกหน้าที่สุขสบายกว่า ยั่งยืนกว่า ศาสนาอิสลามจึงสอนให้มนุษย์ระลึกถึงความตายอยู่เสมอจะได้ไม่กระทำความชั่ว ให้กระทำแต่ความดีและอดทนต่อความทุกข์ ความเจ็บป่วยที่ผ่านเข้ามา เพราะนั่นเป็นเพียงบททดสอบถึงความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า ผู้ที่ท้อแท้ สิ้นหวังกับชีวิตพึงระลึกไว้เสมอว่าพระเจ้าเป็นที่พึ่ง และทรงมีเมตตาให้อภัยมนุษย์เสมอ ดังนั้น มนุษย์จึงควรทำความดีเพื่อจะได้ใช้ชีวิตในโลกหน้าอย่างมีความสุข เมื่อมุสลิมคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต ญาติหรือผู้เกี่ยวข้องจะต้องอาบน้ำ ห่อศพ ละหมาดขอพรและฝังศพที่สุสาน (กุโบร์) โดยต้องรีบจัดการให้เสร็จภายในเวลา ๒๔ ชั่วโมง โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ 1.อาบน้ำให้คนตาย 2. การกะฝั่น(ห่อศพ) 3. การละหมาดให้คนตาย และ 4. การฝังศพในกุโบร์ซึ่งขั้นตอนการอาบน้ำศพ (การอาบน้ำญะนาซะฮ) และห่อศพผู้เสียชีวิตนั้น จะทำกันที่บ้านของผู้เสียชีวิต และผู้ที่จะดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการศพ การอาบน้ำศพนั้น โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่ได้รับการสั่งเสียจากผู้ตายเอง หรือญาติสนิท และโดยส่วนใหญ่ผู้ที่ปฏิบัติมักจะไม่มีการป้องกันอย่างถูกต้องตามหลักสุขลักษณะ เช่น ไม่มีการสวมถุงมือยาง ไม่มีการสวมผ้าปิดปาก เนื่องจากผู้เสียชีวิตมีทั้งเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บ เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ และอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้ที่ทำการอาบน้ำศพได้ เป็นต้น
จากปัญหาและความสำคัญดังกล่าว สำนักปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลเกะรอ จึงได้เล็งเห็นปัญหาสำคัญนี้ ประกอบกับอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาตรา 16ให้องค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะ (19) การสาธารณสุข การอนามัยและการรักษาพยาบาล จึงได้จัดโครงการการจัดการศพป้องกันการติดเชื้อ ตามแนวทางศาสนาอิสลาม เพื่อให้ผู้ทำหน้าที่ในการจัดการศพมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการอาบน้ำศพ การห่อศพ การจัดการศพที่ถูกต้องตามหลักการสุขลักษณะ และตามหลักศาสนาอิสลามลดการแพร่เชื้อที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ทำหน้าที่ในการจัดการศพ รวมทั้งให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคติดต่อต่างๆในการจัดการศพ และวิธีการป้องกันที่ถูกต้องตามสุขลักษณะและหลักการศาสนาอิสลามต่อไป
-
เพื่อให้ผู้ทำหน้าที่ในการจัดการศพ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการอาบน้ำศพ การห่อศพ การจัดการศพที่ถูกต้องตามหลักสุขลักษณะ และตามหลักการศาสนาอิสลาม ลดการแพร่เชื้อที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ทำหน้าที่ในการจัดการศพเพื่อให้ผู้นำศาสนา และประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการศพเพื่อป้องกันการติดเชื้อ0.00
-
เพื่อให้ผู้ทำหน้าที่ในการจัดการศพ มีความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคติดต่อต่างๆในการจัดการศพ และวิธีการป้องกันที่ถูกต้องตามสุขลักษณะและหลักการศาสนาอิสลาม0.00
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง70
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
อบรมให้ความแก่กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่
ค่าอาหารกลางวัน จำนวน 70 บาท x 70 คน = 4,900 บาท
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 35 บาท x 70 คน x 2 มื้อ = 4,900 บาท
ค่าตอบแทนวิทยากร (บรรยาย) จำนวน 600บาท x 3 ชั่วโมง = 1,800 บาท
ค่าตอบแทนวิทยากร (ฝึกปฏิบัติ) จำนวน 600 บาท x 3 ชั่วโมง x 2 คน = 3,600 บาท
กระเป๋าผ้าและค่าวัสดุและเอกสารประกอบการอบรม จำนวน 70 ชุด x 70 บาท = 4,900 บาท
ค่าป้ายไวนิล ขนาด 1 × 2 เมตร = 600 บาท
ค่าอุปกรณ์ผ้าห่อศพแบบสำเร็จรูปสำหรับมุสลิม จำนวน 1,200 x 2 ชุด = 2,400 บาท
รวมเป็นเงิน 23,100 บาท
6 พฤศจิกายน 2568 ถึง 30 กันยายน 256923100.00 บาท
- ผู้นำศาสนา และประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการศพเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- ประชาชนสามารถปฏิบัติจัดการศพ และตระหนักถึงการป้องกันตนเองเพื่อให้ห่างไกลจากการติดเชื้อได้
