-
นางกรรณิการ์ บินสมิน
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบัน ทำให้คนส่วนใหญ่มีการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ ไม่เอื้ออำนวยต่อการเลือก เตรียมและประกอบอาหารด้วยตัวเอง บ่อยครั้งที่ต้องกินอาหารนอกบ้าน ได้รับพลังงานจากอาหารค่อนข้างสูง ประกอบกับการออกกำลังกายที่ลดลง ส่งผลให้เกิดปัญหาโภชนาการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือ โรคอ้วนและอ้วนลงพุง เป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังที่พบบ่อยคือ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต อาหารจานเดียว ขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาหารดังกล่าวมีหลากหลาย ทั้งที่ให้พลังงานต่ำ ปานกลาง และสูง การกินอย่างเหมาะสมจึงเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันและควบคุมปัญหาสุขภาพดังกล่าว อาหารจานเดียวควรประกอบด้วยสารอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วนในหนึ่งจาน โดยมีสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 50 ไขมันร้อยละ 30 และโปรตีนร้อยละ 20 ของพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน โดยคาร์โบไฮเดรต 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลอรี โปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลอรี ในขณะที่ไขมัน 1 กรัมให้พลังงานสูงถึง 9 แคลอรี ซึ่งพลังงานที่ท่านควรได้รับในแต่ละวันคิดจากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมคูณด้วย 30 หากท่านมีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม พลังงานที่ท่านควรได้รับคือ 50 คูณ 30 เท่ากับ 1500 แคลอรี การกินอาหารชนิดเดียวกัน อาจให้พลังงานแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละร้านว่าเน้นส่วนประกอบใด มีวิธีการปรุงอย่างไร หากเป็นการผัดที่ใส่น้ำมันมาก ก็จะได้รับพลังงานจากไขมันมาก นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับตัวท่านเองด้วย การเติมเครื่องปรุงของท่านยิ่งมาก ก็จะทำให้ท่านได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น ดังนั้นอาหารจานเดียวหากเลือกอย่างเหมาะสม นอกจากจะให้คุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและสะดวกในการบริโภคอีกด้วยขนมขบเคี้ยว เป็นอาหารกินเล่นระหว่างมื้ออาหารหลัก การกินขนมขบเคี้ยวจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรจำกัดปริมาณ โดยเฉพาะกลุ่มที่ประกอบไปด้วย แป้ง น้ำตาล เกลือ และไขมัน ส่วนกลุ่มที่มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบ ท่านสามารถเลือกกินได้แต่ต้องระมัดระวังเรื่องไขมัน โคเลสเตอรอล และโซเดียม ดังนั้นในการเลือกซื้อหรือกินขนมขบเคี้ยว ควรอ่านฉลากโภชนาการ โดยท่านสามารถเปรียบเทียบข้อมูลบนฉลากโภชนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องพลังงาน ไขมัน โคเลสเตอรอล น้ำตาลและโซเดียม สำหรับเครื่องดื่มก็มีหลายประเภท เช่น นม การพิจารณาว่าจะเลือกนมชนิดไหน ควรดูที่ส่วนประกอบของนมเป็นหลักคือ โปรตีน แคลเซียม ไขมันจากนม ส่วนน้ำตาลที่เติมลงไปในนมปรุงแต่งและนมเปรี้ยว ควรระมัดระวังในผู้ที่อ้วนและน้ำหนักเกิน และท่านที่มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง ควรดื่มนมพร่องไขมัน เครื่องดื่มประเภทน้ำผลไม้ อันที่จริงคุณค่าทางโภชนาการของผลไม้สดมีมากกว่า แต่หากต้องเลือกน้ำผลไม้ สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือเปอร์เซ็นต์ของน้ำผลไม้ หากเป็น 100% จะดีที่สุด สำหรับวิตามินและแร่ธาตุ ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของน้ำผลไม้ ยิ่งความเข้มข้นมาก เช่น น้ำส้มคั้น 100% จะให้ประโยชน์มาก สิ่งที่ควรคำนึงถึงสำหรับน้ำผลไม้สำเร็จรูปคือน้ำตาลที่เติมลงไป และโซเดียมที่มีอยู่มากในน้ำผลไม้บางชนิด หากบริโภคมากเกินไปอาจก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายได้ ดังนั้นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในเขตรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลโละจูด ได้เห็นความสำคัญในเรื่องของอาหารสุขภาพของผู้สูงอายุในพื้นที่จึงจัดทำกินอยู่อย่างไรห่างไกลโรคภัยนี้ขึ้นมา
-
เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจหลักโภชนาการ4
ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจหลักโภชนาการ
-
เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคอาหาร4
ผู้เข้ารับการอบรมมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคอาหาร
-
เพื่อลดการเกิดโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง/ไม่เหมาะสม4
เพื่อลดการเกิดโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง/ไม่เหมาะสม
-
เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจในเกี่ยวกับโรคภัย4
ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจในเกี่ยวกับโรคภัย
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง210
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
กิจกรรมให้ความรู้เรื่องการกินอยู่อย่างไรห่างไกลโรคภัย โดยการจัดสัมมนา มีการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ จากผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม
ค่าวิทยากรชั่วโมงละ 600 บาท จำนวน 5 ชั่วโมง = 3,000 บาท ค่าอาหารกลางวัน 210 คนๆละ 60 บาท = 12,600 บาท ค่าอาหารว่าง 210 คนๆละ 30 บาท 2 มื้อ = 12,600 บาท ค่าวัสดุอุปกรณ์ในการฝึกอบรม = 18,000 บาท ค่าป้ายไวนิลโครงการ จำนวน 1 ป้าย = 1,000 บาท ค่าป้ายประชาสัมพันธ์กิจกรรม จำนวน 5 ป้าย = 5,000 บาท อุปกรณ์สาธิตในการฝึกอบรมการทำอาหารเพื่อสุขภาพ = 15,800 บาท ค่าทำความสะอาดและค่าจัดสถานที่ = 2,000 บาท
1 มีนาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569ผู้สูงอายุมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
70000 บาท
วิธีดำเนินการ (ออกแบบให้ละเอียด)
๑. ขั้นเตรียมการ ประชุมคณะกรรมการอาสาสมัครสาธารณสุข ที่ปรึกษาและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อกำหนดการแนวทางการดำเนินงาน เขียนโครงการเพื่อเสนออนุมัติ
๒. ขั้นดำเนินการ
๒.๑ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานและประสานงานหรือผู้เกี่ยวข้อง
2.2 กิจกรรมอบรมให้ความรู้ โดยการฝึกอบรมจัดกระบวนการเรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ และระดมความคิดเห็น ประเด็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งอาจเรียนรู้ทั้งหมดหรือพิจารณาตามความเหมาะสม โดยมีเนื้อหา ดังนี้
- การตรวจวัดดัชนีมวลกาย (BMI) วัดรอบเอวและชั่งน้ำหนัก
- ปัญหาด้านโภชนาการของผู้สูงอายุ
- แนวทางการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- การใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขทั้งกายและจิตใจที่ดี
2.3 กิจกรรมอาสาสมัครสาธารณสุขแต่ละหมู่บ้านเสนออาหารประจำถิ่นเพื่อสุขภาพ และได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
๓. การประเมินผล
- จากการสังเกตการณ์
- วิเคราะห์ สรุปผลการดำเนินงาน
- ผู้สูงอายุ มีความรู้ ความเข้าใจ เรื่องโรคภัย
- ผู้สูงอายุมีการตระหนักถึงการดูแลสุขภาพมากขึ้น
- ผู้สูงอายุมีความรู้เกี่ยวกับโภชนาการที่ถูกต้องและสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้
- ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง
- ผู้สูงอายุมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
