แก้ปัญหาประชาชนทีมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานโครงการสายใยสัมพันธ์สุขภาพ NCDs Line OA ปี 2569
-
ร้อยละของประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน13.40
-
ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง6.70
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (No communicable Diseases) หรือเรียกชื่อภาษาอังกฤษสั้น ๆ ว่า โรค NCDs เป็นโรคที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการ ติดเชื้อโรค และไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน โดยการสัมผัสหรือการหายใจ แต่เป็นโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม กลุ่มโรค NCDs นี้ ประกอบด้วย โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน ลงพุง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคถุงลมโป่งพอง และโรคมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งมีปัจจัยมาจากการใช้ชีวิตประจำวันในปัจจุบันมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวน้อยลง รวมทั้งการรับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกาย รับประทานอาหารรสหวานจัด เค็มจัด และอาหารที่มีไขมันสูง เหล่านี้จะทำให้เกิดภาวะอ้วน เกิดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองซึ่งอาจจะตีบหรือแตกได้ นอกจากนี้ การสูบบุหรี่เป็นประจำ ก็จะทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง รวมทั้งโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้ เมื่อประกอบกับความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอรวมกันและสะสมเรื้อรังไปนาน ๆ นำไปสู่การเกิดกลุ่มโรค NCDs ขึ้นได้ ประกอบกับการ เปลี่ยนแปลงของปัจจัยทางสังคม เช่น การขยายตัวของ สังคมเมือง กลยุทธ์ทางการตลาด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการสื่อสาร ที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตและทำให้ประชาชนป่วยด้วยโรค NCDs เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยโรคเรื้อรังในอำเภอบ้านนาสาร มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ในปี พ.ศ.2568 ข้อมูลจาก HDC ณ วันที่ 22 เดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งประชากรของอำเภอบ้านนาสารเป็นชาย 34,255 คน เป็นหญิง 35,265 คน รวมทั้งสิ้นอำเภอบ้านนาสาร มีประชากรเป็น 69,520 คน อัตราป่วยสูงสุด เป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 10,196 ราย อัตราป่วยของโรคความดันโลหิตสูง ๑4,666.28 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยรายใหม่จากโรคความดันโลหิตสูง 639 ราย อัตราป่วยรายใหม่จากโรคความดันโลหิตสูง 919.16 ต่อแสนประชากร ป่วยตายจากโรคความดันโลหิตสูง ๒ ราย อัตราป่วยตายจากโรคความดันโลหิตสูง 267.55 ต่อแสนประชากร รองลงมาผู้ป่วยโรคเบาหวาน 4,837 ราย อัตราป่วยของโรคเบาหวาน 6,957.71 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยรายใหม่จากโรคเบาหวาน 300 ราย อัตราป่วยรายใหม่จากโรคเบาหวาน 431.53 ต่อแสนประชากร ป่วยตายจากโรคเบาหวาน 75 ราย อัตราป่วยตายจาก โรคเบาหวาน 107.88 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้น 476 ราย อัตราป่วยของโรคปอดอุดกั้น 684.69 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยรายใหม่จากโรคปอดอุดกั้น 36 ราย อัตราป่วยรายใหม่จากโรคปอดอุดกั้น 51.๗8 ต่อแสนประชากร ป่วยตายจากโรคปอดอุดกั้น 35 ราย อัตราป่วยตายจากโรคปอดอุดกั้น ๕0.34 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด 393 ราย อัตราป่วยของโรคหัวใจและหลอดเลือด 565.30 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยรายใหม่จากโรคหัวใจและหลอดเลือด 4 ราย อัตราป่วยรายใหม่จากโรคหัวใจและหลอดเลือด 5.๗5 ต่อแสนประชากร ป่วยตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด 74 ราย อัตราป่วยตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด 106.44 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยจากโรคมะเร็งเต้านม ๓9 ราย อัตราป่วยของโรคมะเร็งเต้านม 56.10 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยจากโรคมะเร็งปากมดลูก ๓9 ราย อัตราป่วยของโรคมะเร็งปากมดลูก 56.10 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยจากโรคถุงลมโป่งพอง 20 ราย อัตราป่วยของโรคถุงลมโป่งพอง 28.77 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยจากโรคมะเร็งปอด 6 ราย อัตราป่วยของโรคมะเร็งปอด 8.63 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยรายใหม่จากโรคหอบหืด 40 ราย อัตราป่วยรายใหม่จากโรคหอบหืด 57.54 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยรายใหม่จากโรคหลอดเลือดหัวใจ ปี 2567 4 ราย อัตราป่วยรายใหม่จากโรคหลอดเลือดหัวใจ ปี 2567 5.75 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยรายใหม่จากโรคหลอดเลือดหัวใจ ปี 2568 5 ราย อัตราป่วยรายใหม่จากโรคหลอดเลือดหัวใจ ปี 2568 7.19 ต่อแสนประชากร อัตราผู้ป่วยรายใหม่จากโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง -24.99 ต่อต่อแสนประชากร ต่อ การดูแลและการเฝ้าระวังทางสุขภาพเป็นแนวทางในการลดอัตราเพิ่มของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ป้องกันได้ 5 อันดับแรก คือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง หัวใจและหลอดเลือดสมอง โดยเน้นการดำเนินการด้านสาธารณสุขเชิงรุกให้ทั่วถึงและครอบคลุมทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการนำสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) มาประยุกต์ใช้ คือ LINE Official Account จากที่ประเทศไทยได้เปิดตัวในปี 2562 ซึ่งเป็นบัญชี LINE เพื่อธุรกิจหรือเรียกสั้นๆว่า LINE OA ที่มีวิธีการใช้เหมือนกับ LINE ส่วนตัว คือสามารถส่งข้อความ รูปภาพและวิดีโอไปยังผู้ติดตามได้ มีระบบเมนูบนหน้าจอที่สามารถให้ผู้ติดตามเข้าไปดูและสามารถเชื่อมต่อเมนู (Rich Menu) ไปยังหน้าต่างอื่นๆที่ผู้ดูแลระบบต้องการได้ ปัจจุบันนอกจากจะใช้ในเชิงธุรกิจแล้วมีการใช้ LINE OA ในทางการแพทย์และสาธารณสุข เช่น การบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ LINE Official Account “หมอพร้อม” ที่เปิดบริการในเดือนเมษายน 2563 ดังนั้นการนำแอปพลิเคชัน LINE Official Account มาใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ และการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ จะเห็นได้ว่า LINE Official Account สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เหมาะสมกว่าแอปพลิเคชันอื่นๆ จึงนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมระดับความดันโลหิต ปรับลดยา และสามารถหยุดยาได้ในที่สุด ซึ่งผู้ป่วยโรคเรื้อรังในอำเภอบ้านนาสาร ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ บ้านอยู่ห่างไกล การเข้าถึงเทคโนโลยียากลำบาก ต้องพึ่งพาผู้ดูแล ผู้ดูแลจึงต้องเสริมสร้างความรู้และทักษะให้มากขึ้น ซึ่งในยุค Thailand 4.0 การเข้าถึงเทคโนโลยีจึงมีความสำคัญ ศูนย์บริการสาธารณสุข เทศบาลเมืองนาสาร ร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จึงได้จัดทำโครงการสายใยสัมพันธ์สุขภาพ NCDs Line OA ปี 2569 ขึ้น เพื่อส่งเสริม ป้องกัน เฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่องและเพื่อให้เกิดการดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพต่อไป
-
1.เพื่อให้ประชาชนอย่างน้อยร้อยละ 90 ได้รับบริการตรวจคัดกรอง ค้นหาความผิดปกติและภาวะเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเส้นเลือด หลอดเลือดสมอง โรคอ้วน เป็นต้น 2.เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเกิดการรับรู้ ตื่นตัว ตระหนัก ตรวจเฝ้าระวังและมีความรู้ในการดูแลสุขภาพตนเอง พร้อมลดภาวะแทรกซ้อน ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 3.เพื่อให้ผู้ที่ตรวจพบความผิดปกติได้รับการส่งต่อดูแลรักษาตามความเหมาะสม80
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง4500
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
1.สำรวจกลุ่มเป้าหมายร่วมกับ อสม.
1.สำรวจกลุ่มเป้าหมายร่วมกับ
อสม. 2.ทำแผนและประชุมชี้แจง อบรมฟื้นฟูให้ความรู้แก่ อสม. แต่ละชุมชน พร้อมฝึกปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่ พร้อมเสริมความรู้หลังอบรม โดยใช้ Line OA โดยมีเนื้อหาดังนี้
- การป้องกันตนเองจากโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเส้นเลือด หลอดเลือดสมอง โรคอ้วน เป็นต้น - วิธีการใช้เครื่องเจาะน้ำตาลในเลือดและเครื่องวัดความดันโลหิตพร้อมฝึกปฏิบัติ - วิธีการวัดรอบเอว - การอ่านค่าและแปรผล
- วิธีการลงผลการตรวจคัดกรอง 3. ออกให้บริการตรวจคัดกรอง . 4.ติดตามตรวจคัดกรองซ้ำในประชากรที่พบภาวะเสี่ยง (ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและความดันโลหิตสูง) 5. ส่งต่อผู้ที่พบความผิดปกติ * 6.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ประชากรที่พบภาวะเสี่ยง 7. สรุปและประเมินผล1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 256944675 บาท -
การดำเนินกิจกรรมถึงบาท
- ค่ากระดาษ A4 (สำหรับถ่ายเอกสารแบบบันทึกการตรวจคัดกรอง) ลังละ 650 บาท 2 ลัง 1,300 บาท 1,300 บาท
ค่าถ่านอัลคาไลน์ AA (ใส่เครื่องวัดความดันโลหิต) ก้อนละ 25 บาท 104ก้อน 2,600 บาท 2,600 บาท
ค่าถ่านอัลคาไลน์ AAA (ใส่เครื่องวัดความดันโลหิต) ก้อนละ 25 บาท 36 ก้อน 900 บาท 900 บาท
ค่าถ่านกระดุม V3 (ใส่เครื่องเจาะน้ำตาลในเลือด) ก้อนละ 25 บาท 39 ก้อน 975 บาท 975 บาท
- เครื่องวัดความเค็ม ราคาเครื่องละ 2,500 บาท 1 เครื่อง 2,50๐ บาท 2,50๐ บาท
- เครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติ ราคาเครื่องละ 3,000 บาท 5 เครื่อง 15,000 บาท 15,000 บาท
- เครื่องวัดน้ำตาล ราคาเครื่องละ 1,990 บาท 5 เครื่อง 9,950 บาท 9,950 บาท
- เครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องละ 1,500 บาท 5 เครื่อง 7,500 บาท 7,500 บาท
- กระเป๋าลงชุมชน ใบละ 1,000 บาท 1 ใบ 1,000 บาท 1,000 บาท
- เครื่องวัดความหวาน ราคาเครื่องละ 2,500 บาท 1 เครื่อง 2,500 บาท 2,500 บาท
- ป้ายไวนิล 1*3 เมตร 1 แผ่น 450 บาท 450 บาท
- ประชาชนกลุ่มเป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ได้รับการตรวจคัดกรองค้นหาความเสี่ยงของโรค โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเส้นเลือด หลอดเลือดสมอง โรคอ้วน เป็นต้น
2.ประชาชนเกิดการรับรู้ ตื่นตัว ตระหนัก และมีความรู้ในการดูแลสุขภาพตนเองด้วยการตรวจคัดกรอง เฝ้าระวังสุขภาพอย่างสม่ำเสมอนำไปสู่การพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ และสร้างเสริมสุขภาพในชีวิตประจำวัน- ผู้ที่ตรวจพบความผิดปกติได้รับการส่งต่อดูแลรักษาตามความเหมาะสม ทันเวลา ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นได้
