โครงการส่งเสริมคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยตนเองเชิงรุกในพื้นที่ตำบลปานัน ปี 2569
-
นางสาวอาซียะห์ ดอลี
ปัจจุบัน “มะเร็งปากมดลูก” ภัยร้ายที่คุกคามสตรีทั่วโลก พบมากเป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย แนะหมั่นใส่ใจสังเกตความผิดปกติและตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ชี้การติดเชื้อ Persistent HPV เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก 95 % ถ้าไม่ได้รับการรักษา
เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2568 นพ.สกานต์ บุญนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับที่ 4 ของผู้หญิงทั่วโลก และลำดับ 5 ของประเทศไทย สาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16, 18 และสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงอื่น ๆ (Human papillomavirus หรือ HPV) เชื้อเอชพีวีเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่สามารถติดได้ทั้งที่ผิวหนัง อวัยวะเพศ ในช่องปาก และลำคอ โดยปกติผู้ที่มีเพศสัมพันธ์สามารถติดเชื้อไวรัสนี้ได้แต่มักจะไม่แสดงอาการ ส่วนมากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราสามารถที่จะกำจัดเชื้อออกจากร่างกาย มีเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้นที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถกำจัดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงออกไปได้ ทำให้การติดเชื้อคงอยู่นาน (persistent HPV) และสามารถก่อให้เกิดความผิดปกติของเซลล์จนเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด ซึ่งการติดเชื้อเอชพีวีในลักษณะคงอยู่นานหรือ Persistent HPV นี้ ถ้าไม่ได้รับการรักษา จะเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 95 % โดยจะใช้เวลาประมาณ 15-20 ปี หลังการติดเชื้อจนกลายไปเป็นเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ถือเป็นโชคดีที่เราสามารถรู้ถึงสาเหตุที่ก่อมะเร็งปากมดลูก ทำให้เราสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งชนิดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจากการฉีดวัคซีน การตรวจคัดกรองและรักษาโรคตั้งแต่ระยะก่อนเป็นโรคมะเร็ง
สถานการณ์การคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของ รพ.สต.ปานัน ปีพ.ศ. 2565-2568 จำนวนสตรีวัยอายุ 30 - 60 ปี จำนวน 413 ราย ผ่านการตรวจมะเร็งเต้าปากมดลูก จำนวน 250 ราย คิดเป็นร้อยละ 61.26 ซึ่งยังมีความลำบากในการที่จะชักชวนให้กลุ่มสตรีที่มีอายุ 30-60 ปี มาตรวจคัดกรอง เนื่องจาก กลุ่มเป้าหมายบางส่วนยังขาดความรู้ ความเข้าใจและมีความกลัว ผลการคัดกรองยังน้อยในช่วงระยะเวลา 5 ปีของการคัดกรองในกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความไม่ตระหนักต่อการตรวจคัดกรอง เพื่อเฝ้าระวังป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่เริ่มต้น
ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันเฝ้าระวังไม่ให้เกิดโรคในกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว ทางกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำ รพ.สต.ปานัน ซึ่งเป็นบุคคลที่ประชาชนใกล้ชิดและใว้ใจ จึงได้จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นมาเพื่อให้สตรี อายุ 30-60 ปี เพื่อให้มีความรู้และมีความเชื่อด้านสุขภาพที่ถูกต้อง ตระหนักถึงความสำคัญ ต่อการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกและได้รับการคัดกรองเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนลดความรุนแรงของโรค เป็นแนวทางในการสร้างเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกแบบยั่งยืน
-
เพื่อให้สตรีอายุ30-60 ปี ในเขตพื้นที่ ตำบลปานัน มีความรู้เรื่องมะเร็งปากมดลูก
-
เพื่อให้สตรีอายุ30-60 ปี ในเขตพื้นที่ตำบลปานัน ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยตนเอง
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง จำนวน 80 คน
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
วิธีดำเนินการ
1.ประชุมทีมงานเครือข่ายอสม.ตำบลปานัน ในพื้นที่เพื่อจัดทำทะเบียนกลุ่มเป้าหมายและหาแนวทางดำเนินงานร่วมกัน 2.ประชาสัมพันธ์โครงการโดยให้อสม.แต่ละละแวกที่รับผิดชอบร่วมกันประชาสัมพันธ์โครงการ 3.ประชุมชี้แจงเรื่องการตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองแก่สตรีอายุ 30-60 ปี 4.อสม.แต่ละละแวกลงพื้นที่คัดกรองเชิงรุก 5.ประเมินผลการดำเนินงานโครงการ โดยการหารือร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และอสม.เพื่อถอดบทเรียนโครงการเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการและหาปัญหา อุปสรรค เพื่อเป็นแนวทางพัฒนางานต่อไป
1 มีนาคม 2569 ถึง 1 มีนาคม 25691.1 กิจกรรมย่อย จัดประชุมให้ความรู้แก่แก่สตรีอายุ 30-60 ปี - ค่าอาหาร (จำนวนผู้เข้าอบรม 60 คน) ค่าอาหารกลางวัน 60 บาท x 1 วัน จำนวน 80 คน ค่าอาหารว่าง 35 บาท x 1 วัน x 2 มื้อ จำนวน 80 คน - ค่าป้ายไวนิล ขนาด 1.5 เมตร x 2 เมตร
- ค่าวัสดุในการดำเนินโครงการ ประกอบด้วย กระดาษปอนด์เกรด A 60 แกรม จำนวน 30 เล่ม ราคาเล่มละ 35 บาท
ปากกาเคมีตราม้า จำนวน 10 ด้าม ราคาด้ามละ 15 บาท
กระดาษสร้างแบบ จำนวน 15 แผ่น ราคาแผ่นละ 5 บาท - ค่าวิทยากรชั่วโมงละ 600 บาท จำนวน 6 ชั่วโมง จำนวน 1 คน16175 บาท
ทุกรายการสามารถถั่วเฉลี่ยกันได้
1.สตรีกลุ่มเป้าหมาย มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้รับการคัดกรองความผิดปกติ และได้รับการรักษา ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
2.เพื่อลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ระยะลุกลาม และลดอัตราการตายจากโรคมะเร็งปากมดลูก
