โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย
ในสมัยโบราณคนไทยได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาหรือบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น โดยการลองผิดลองถูก อาจเริ่มต้นจากการบีบนวดบริเวณที่เจ็บปวดตามร่างกายแล้วสามารถทำให้ ผ่อนคลายหรือหายจากความเจ็บปวดได้ หรือโดยการสังเกตผลจากการกินพืช ส่วนของพืช ผัก ผลไม้ บางชนิด ตลอดจนสัตว์หรือส่วนของสัตว์ซึ่งทำให้บรรเทาและหายจากความเจ็บป่วยได้ ประสบการณ์ เหล่านี้ค่อยๆ ถูกสะสมไว้แล้วถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งจนมาถึงปัจจุบัน ความรู้ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เมื่อได้ผ่านการรวบรวม วิเคราะห์ สรุป และจัดให้เป็นระบบหรือเป็นหมวดหมู่กลายเป็น ระบบการแพทย์แบบดั้งเดิมของคนไทยซึ่งในสมัยก่อนเรียกกันว่า “การแพทย์แผนโบราณ” แต่ปัจจุบัน นิยมเรียกเป็น “การแพทย์แผนไทย” แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไปก็เริ่มมีการใช้การรักษาแบบแพทย์แผนตะวันตก มากยิ่งขึ้นจนทำให้การแพทย์แผนไทยนั้นมีบทบาทน้อยลง
ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ทางด้านการแพทย์แผนไทยมากขึ้น และได้สนับสนุนให้ศาสตร์ทางการแพทย์แผนไทยเข้ามามีบทบาทในการรักษาโรคตามโรงพยาบาลหลายแห่ง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการรักษาเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยนั้นได้ถูกลดบทบาทลงไปเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจ ว่าศาสตร์การแพทย์แผนไทยนั้นคืออะไร และยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังไม่มีโอกาสในการเข้าถึงการรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย
จากรายงานผลการดำเนินงานแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลริโก๋ อำเภอสุไหงปาดี พบว่าร้อยละของผู้ป่วยนอกที่ได้รับบริการการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกในปีงบประมาณ ๒๕๖7 และ ๒๕๖8 เท่ากับ 38.30 และ 56.95 ตามลำดับ ซึ่งพบว่าปีงบประมาณ ๒๕๖8 เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖7 ถึงร้อยละ 18.65 แต่การดำเนินงานต่าง ๆ ยังขาดการพัฒนานวัตกรรมด้านสมุนไพรในการให้บริการประชาชนในพื้นที่
ดังนั้นแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลริโก๋ จึงต้องการเพิ่มการเข้าถึงการบริการ ด้านการแพทย์แผนไทยให้กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งในระดับโรงพยาบาล และ รพ.สต. เพื่อเป็นทางเลือกในการรักษาให้กับประชาชน รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมและเพิ่มพูนความรู้ให้กับประชาชน ในการป้องกัน รักษาโรคเบื้องต้นด้วยการแพทย์แผนไทย การใช้สมุนไพรพื้นบ้าน การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและการนวดตนเอง ที่ประชาชนเองนั้นก็สามารถนำไปปฏิบัติด้วยตนเองได้
-
เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ตำบลริโก๋ อำเภอสุไหงปาดี มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดบริการด้านการแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลของรัฐเพิ่มขึ้น
-
เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกของประชาชนในพื้นที่
-
เพื่อให้ประชาชนกลุ่มวัยทำงานในพื้นที่ มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพรและการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเพิ่มขึ้น
-
กลุ่มวัยทำงาน70
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
ประชุมเชิงปฏิบัติการในการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดบริการทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลริโก๋ แก่กลุ่มเป้าหมาย ให้ความรู้ และเพิ่มการเข้าถึงบริการแพทย์แผนไทยแก่ประชาชนทั่วไปประชุมเชิงปฏิบัติการในการให้ความรู้เกี่ยวกับ การใช้ยาสมุนไพร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรแก่ กลุ่มเป้าหมาย
- ค่าอาหารกลางวัน จำนวน 70 คน x 75 บาท เป็นเงิน 5,250 บาท
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 70 คน x 35 บาท x 2 มื้อ เป็นเงิน 4,900 บาท
- ค่าตอบแทนวิทยากร 6 ชั่วโมง x 600 บาท เป็นเงิน 3,600 บาท
- ค่าป้ายโครงการ ขนาด 3 เมตร x 1 เมตร x 1 ชุด เป็นเงิน 900 บาท
1 มีนาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 256914650 บาท -
สาธิตการทำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร
ค่าวัสดุอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมแบ่งกลุ่ม 3 กลุ่ม
- หม้อไฟฟ้า 3 ใบ x 600 บาท เป็นเงิน 1,800 บาท - เครื่องชั่งสาร 3 เครื่อง x 350 บาท เป็นเงิน 1,050 บาท - บีกเกอร์ (Beaker) 10 ใบ x 350 บาท เป็นเงิน 3,500 บาท - แท่งแก้วคนสาร (Glass Stirring Rod) 6 แท่ง x 150 บาท เป็นเงิน 900 บาท - ขวดบรรจุขนาด 50 กรัม 100 ขวด x 20 บาท เป็นเงิน 2,000 บาท - น้ำมันไพล 3 ลิตร x 720 บาท เป็นเงิน 2,160 บาท - พิมเสน 1 กก x 790 บาท เป็นเงิน 790 บาท - การบูร 1 กก x 562 บาท เป็นเงิน 562 บาท - เมนทอล 1 กก x 1070 บาท เป็นเงิน 1,070 บาท - Eucalyptus oil 2 กก x 1187 บาท เป็นเงิน 2,374 บาท - น้ำมันระกำ 3 กก x 300 บาท เป็นเงิน 900 บาท - Hard Paraffin 4 กก x 100 บาท เป็นเงิน 400 บาท - Vaseline 3 กก x 270 บาท เป็นเงิน 810 บาท - Lanolin 3 กก x 328 บาท เป็นเงิน 984 บาท รวมเป็นเงิน 19,300 บาท1 มีนาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 256919300 บาท
ทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยได้
กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดบริการด้านการแพทย์แผนไทย เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านการแพทย์แผนไทยแก่ประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการในการป้องกัน รักษาโรคเบื้องต้นด้วยการแพทย์แผนไทยที่โรงพยาบาล หรือ รพ.สต.ได้ และยังช่วยเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพรและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเพิ่มขึ้น
