โครงการเจาะเลือดตรวจหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกร ปีงบประมาณ พ.ศ.2569
-
จากผลการคัดกรองภาวะเสี่ยงในเกษตรกรที่ใช้สารเคมี โดยแบบคัดกรอง พบว่าจำนวนกลุ่มเสี่ยง 50 คน ผลการตรวจเลือดระดับปกติ จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 14.0 ระดับปลอดภัยจำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 34.0 ระดับมีความเสี่ยงจำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 44.0 และระดับไม่ปลอดภัย จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 8.062.85
สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สามารถทำอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้ทั้งมนุษย์และสัตว์ คือจะไปทำลาย อวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต ปอด สมอง ผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์และตา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางใด และปริมาณมากน้อยเท่าใด ส่วนใหญ่แล้วการที่อวัยวะภายในร่างกายได้ สะสมสารเคมีไว้จนถึงขีดที่ร่างกายไม่อาจทนได้ จึงแสดงอาการต่างๆขึ้นมา เช่น โรคมะเร็ง โรคต่อมไร้ท่อ โรคเลือดและระบบภูมิคุ้มกันเป็นต้น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกะลุวอเป็นประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ที่ใช้ใน การเกษตรมากถึงร้อยละ80 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ทำสวนยางปลูกพืชผักผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืช จึงกระจายและขยายเป็นวงกว้าง และยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง จากผลการคัดกรองภาวะเสี่ยงในเกษตรกรที่ใช้สารเคมี โดยแบบคัดกรอง พบว่าจำนวนกลุ่มเสี่ยง 50 คน ผลการตรวจเลือดระดับปกติ จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 14.0 ระดับปลอดภัยจำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 34.0 ระดับมีความเสี่ยงจำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 44.0 และระดับไม่ปลอดภัย จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 8.0 (ข้อมูลจากการตรวจเลือดหาสารเคมีใน เกษตรกรปี2566) จากข้อมูลดังกล่าว แสดงว่าเกษตรกรในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภพตำบลกะลุวอ ยังคงมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งในการนำมาใช้นั้นได้มีการใช้อย่างไม่ถูกวิธีและขาดความรู้ จึงทำให้มีผลกระทบกับด้านสุขภาพโดยตรง ดังนั้นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกะลุวอ จึงเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพเกษตรกร จึงได้จัดทำโครงการเจาะเลือดตรวจหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกรขึ้นเพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเสี่ยง ได้รับการตรวจสุขภาพและเจาะเลือดเพื่อดูว่ามีปริมาณสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดอยู่ในระดับใด เพื่อทำการเฝ้าระวังต่อไป
-
เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับการคัดกรองหาสารเคมีในเลือด70
เกษตรกรมีผลเลือดระดับปกติและปลอดภัย ร้อยละ 70
-
เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตร08
เกษตรกรมีพฤติกรรมการป้องกันการใช้สารเคมีได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยร้อยละ 80
-
เพื่อป้องกันโรคและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากสารเคมีทางการเกษตร70
ลดการเกิดโรคเเละภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากสารเคมีร้อยละ 70
-
ประชากรที่มีอาชีพเกษตรกร50
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
อบรมให้ความรู้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในเกษตรกร
จัดอบรมให้ความรู้ แก่เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 50 คน 1. ค่าอาหารกลางวันสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 50 คนๆละ 1 มื้อๆละ 60 บาทเป็นเงิน 3,000 บาท 2. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 50 คนๆละ 2 มื้อๆ ละ 25 บาทเป็นเงิน 2,500 บาท
3.ค่าวิทยากร จำนวน 3 ชั่วโมงๆละ 600 บาท x 6 ชั่วโมง เป็นเงิน 3,600 บาท 4. ค่าป้ายไวนิลโครงการ ขนาด 1x 3 เมตรๆละ 250 บาท เป็นเงิน 750 บาท 5.ชุดทดสอบสารเคมีในเลือด(โคลีเอสเตอเรส) จำนวน 1 ชุด เป็นเงิน 1,610 บาท1 มิถุนายน 2569 ถึง 30 กันยายน 2569ผลผลิต (Output) : เกษตรกรเข้่รับการอบรมให้ความรู้ จำนวน 50 คน ผลลัพธ์ (Outcome) : เกษตรกรมีความรู้ในการปลูกพืชปลอดสารพิษ และวิธีการใช้สารเคมีที่ถูกต้อง
11460 บาท -
จัดกิจกรรมตรวจหาสารเคมีในเกษตรกร
ดำเนินการตรวจหาสารเคมีในร่างกายเกษตรกร (ที่ทำงานในฟาร์มรอตันบาตู) จำนวนกลุ่มเสี่ยง 50 คน งบประมาณ 1.ค่าอาหารว่างผู้เข้าร่วมตรวจหาสารเคมีในเลือด จำนวน 50 คนๆละ 1 มื้อๆ 25 บาท เป็นเงิน 1,250 บาท 2.ค่าอุปกรณ์การตรวจหาสารเคมีในเลือดกระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส100 แผ่น/กล่อง จำนวน 1 กล่องๆละ เป็นเงิน 716 บาท
1 มิถุนายน 2569 ถึง 30 กันยายน 2569เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงเข้ารับการตรวจสารเคมีในร่างกาย จำนวน 50 คน ผลลัพธ์ (Outcome) : เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจหาสารเคมีในร่างกายทั้งหมดจำนวน 50 คน
บาท
1.เกษตรกรมีความรู้ในการปลูกพืชปลอดสารพิษ และวิธีการใช้สารเคมีที่ถูกต้อง 2.ลดการเกิดโรคเเละภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการใช้สารเคมี 3.เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงมีผลเลือดระดับปกติและปลอดภัย
