โครงการ “ชะลอไตเสื่อมในกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง รพ.สต.เตาปูน ประจำปี2569”
ปัจจุบันโรคไตเรื้อรัง (CKD) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลกและในประเทศไทย โดยพบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังถึงร้อยละ 17.6 ของประชากร หรือประมาณ 8 ล้านคน ในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ 50 เป็นผู้ป่วยระยะที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นระยะที่การทำงานของไตลดลงปานกลางถึงมาก และมีความเสี่ยงสูงที่จะดำเนินไปสู่ไตวายระยะสุดท้าย (ระยะที่ 5) ได้ หากถึงระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกเลือดหรือล้างไตผ่านช่องท้อง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมากผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 (eGFR 30–59 มล./นาที/1.73 ม2) เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่หากได้รับการดูแลที่ถูกต้องและทันท่วงทีจะสามารถชะลอความเสื่อมของไตและป้องกันการเข้าสู่ระยะไตวายระยะสุดท้ายได้ การจัดการตนเองและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม เช่น การควบคุมอาหาร (ลดเค็ม ลดโปรตีนตามแพทย์สั่ง) การควบคุมโรคประจำตัว (เบาหวาน ความดันโลหิตสูง) และการหลีกเลี่ยงยาทำลายไต ล้วนมีประสิทธิผลในการชะลอไตเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญดังนั้น โครงการนี้จึงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจและสามารถจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อชะลออัตราการเสื่อมของไต ลดภาวะแทรกซ้อน และลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดทดแทนไตในอนาคต
-
•เพื่อเพิ่มศักยภาพการควบคุมโรคประจำตัว (เบาหวานและความดันโลหิตสูง) ในกลุ่มผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด •เพื่อชะลออัตราการลดลงของค่าการทำงานของไต (eGFR) และป้องกันการเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย •เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความรู้และทักษะในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสม (ลดเค็ม ลดหวาน ลดมัน) และการใช้ยาอย่างถูกต้อง •เพื่อลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง •เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพในการคัดกรอง ติดตาม และดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังอย่างเป็นองค์รวมและต่อเนื่องในทุกระดับ
-
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
1.. การเตรียมการและวางแผนโครงการ •แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน: ประกอบด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพ (แพทย์ พยาบาล นักกำหนดอาหาร เภสัชกร และสหวิชาชีพอื่นๆ) •สำรวจและคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย: ค้นหาและระบุตัวตนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลของโรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) •จัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วย (Clinical Practice Guideline): พัฒนาคู่มือมาตรฐานสำหรับการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ การดำเนินงานตามกิจกรรมหลัก •จัดตั้ง "คลินิกชะลอไตเสื่อม" (CKD Clinic): เป็นจุดให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อให้คำปรึกษาและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด •การประเมินสุขภาพรายบุคคล: ทีมสหวิชาชีพประเมินระดับความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยง (ค่า eGFR, A1C, ความดันโลหิต) ของผู้ป่วยทุกคนก่อนเริ่มโครงการ •กิจกรรมให้ความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแก่กลุ่มผู้ป่วยโรคไตเสื่อมระยะ 3A ระยะ3B ระยะ4 และกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ และกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่2ที่ระดับHbA1C > 7 โดยวิทยากร พยาบาลวิชาชีพ นักโภชนาการ oจัด "โรงเรียนโรคไต" หรือกิจกรรมกลุ่มให้ความรู้เรื่องโภชนาการที่ถูกต้อง (ลดเค็ม ลดหวาน ลดมัน) และการใช้ยาที่ปลอดภัย oให้คำปรึกษาทางโภชนาการรายบุคคลเพื่อวางแผนมื้ออาหารที่เหมาะสม oติดตามและให้กำลังใจผ่านช่องทางออนไลน์และLine groupและเยี่ยมบ้านเพื่อเสริมพลัง •การจัดการทางการแพทย์และการพยาบาล: oให้ผู้ป่วยพบแพทย์ปรับแผนการรักษาโรคประจำตัว (เบาหวาน ความดัน)ในคลินิกPCC/ปรึกษาแพทย์ผ่านช่องทาง Tetemedicine oเภสัชกรตรวจสอบการใช้ยาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการใช้ยาที่ทำลายไต (Nephrotoxic drugs) •การติดตามและประเมินผลต่อเนื่อง: oนัดหมายผู้ป่วยติดตามอาการ และวัดความดันโลหิตทุก 1 เดือน oประเมินผลลัพธ์ของโครงการตามตัวชี้วัดที่ตั้งไว้ คือ ค่าเฉลี่ย eGFR, ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c), และความดันโลหิตของผู้ป่วย การสรุปและรายงานผล •สรุปผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ เพื่อการพัฒนาโครงการในปีต่อไป •รายงานผลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
17,530.00 บาท
•อัตราการลดลงของค่าการทำงานของไต (eGFR) ในผู้ป่วยกลุ่มโครงการลดลง •จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังรายใหม่ที่เข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายและต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไตลดลง •ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความรู้ ความเข้าใจ และมีทักษะในการจัดการตนเองด้านโภชนาการและการใช้ยาอย่างถูกต้อง เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 80
