โครงการพัฒนาศักยภาพสถานีสุขภาพดิจิตอล
ในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงทางวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้สถานการณ์กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรคเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของการทุพพลภาพและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขแก่ประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ปัญหาสำคัญที่ผ่านมาคือ ประชาชนกลุ่มเสี่ยงจำนวนมากยังขาดโอกาสในการเข้าถึงการคัดกรองสุขภาพเบื้องต้นอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ ทำให้การตรวจพบโรคเกิดความล่าช้า ประกอบกับระบบบริการสาธารณสุขในสถานพยาบาลหลักมีความแออัด ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการติดตามดูแลรักษาผู้ป่วยในระดับชุมชนยังไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร
ตามนโยบายขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขดิจิทัลของกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการบริการสุขภาพ (Digital Health) จึงได้มีการผลักดันให้มีการจัดตั้ง สถานีสุขภาพดิจิทัล (Digital Health Station) ขึ้นในชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นจุดบริการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจเช็กสุขภาพเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง เช่น การวัดความดันโลหิต การเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว การวัดดัชนีมวลกาย และการส่งต่อข้อมูลสุขภาพผ่านระบบออนไลน์ไปยังฐานข้อมูลของสถานพยาบาลอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดการเดินทาง และลดความแออัดในโรงพยาบาล
อย่างไรก็ดี จากการประเมินผลการดำเนินงานในระยะเริ่มต้นพบว่า การขับเคลื่อนสถานีสุขภาพดิจิทัลให้เกิดความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ยังมีข้อจำกัดสำคัญในด้าน ศักยภาพของผู้ปฏิบัติงานและผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มแกนนำสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตลอดจนประชาชนทั่วไปในพื้นที่ ซึ่งบางส่วนยังขาดทักษะความรู้และความมั่นใจในการใช้งานอุปกรณ์ตรวจวัดระบบดิจิทัล การบันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันสุขภาพ การอ่านค่าผลลัพธ์ รวมถึงการให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องตามระบบ 3อ. 2ส. ส่งผลให้สถานีสุขภาพดิจิทัลในบางพื้นที่ยังไม่สามารถแสดงศักยภาพในการเป็นฐานรากของการเฝ้าระวังโรคในชุมชนได้อย่างเต็มกำลัง
ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่าเหนาะ จึงได้จัดทำ “โครงการพัฒนาศักยภาพสถานีสุขภาพดิจิทัล” ขึ้น เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะองค์ความรู้ และเทคโนโลยีให้แก่ อสม. แกนนำสุขภาพ และประชาชนในพื้นที่ ให้มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการและใช้งานระบบสถานีสุขภาพดิจิทัลได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย ซึ่งจะช่วยให้เกิดระบบการคัดกรอง เฝ้าระวัง และติดตามกลุ่มเสี่ยงกลุ่มโรค NCDs ในชุมชนเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ หนุนเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักรู้ในสุขภาพของตนเอง นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม และสร้างความเข้มแข็งด้านสุขภาวะให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนสืบไป
-
เพื่อแก้ปัญหาประชาชนทีมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน
ร้อยละของประชาชนทีมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานลดลง
-
เพื่อแก้ปัญหาประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง
ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงลดลง
-
เพื่อแก้ปัญหาประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง(CVA)
ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง(CVA) ลดลง
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง240
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
กิจกรรมพัฒนาศักยภาพคณะทีมทำงานในสถานีสุขภาพดิจิตอล
อบรมให้ความรู้คณะทีมทำงานในสถานีสุขภาพดิจิตอล
- ค่าอาหารกลางวันสำหรับผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากร จำนวน 60 คนๆละ 1 มื้อๆละ 60 บาท เป็นเงิน 3,600 บาท
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากร จำนวน 60 คนๆละ 2 มื้อๆละ 25 บาทเป็นเงิน 3,000 บาท
- ค่าสมนาคุณวิทยากร จำนวน 2 คนๆละ 3 ชั่วโมงๆละ 600 บาท เป็นเงิน 3,600 บาท8 มกราคม 2570 ถึง 8 มกราคม 2570- คณะทีมทำงาน/อสม. ในพื้นที่เป้าหมาย ได้รับการฝึกอบรมจำนวนอย่างน้อย เป็นร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด
- คณะทีมทำงานที่ผ่านการอบรม สามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำ ประเมินผล และสอนวิธีใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลเบื้องต้นให้แก่ประชาชนทั่วไปที่เข้ามาใช้บริการได้
10200 บาท - คณะทีมทำงาน/อสม. ในพื้นที่เป้าหมาย ได้รับการฝึกอบรมจำนวนอย่างน้อย เป็นร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด
-
กิจกรรมพัฒนาศักยภาพของประชาชนให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ
อบรมให้ความรู้ประชาชนให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ จำนวน 3 หมู่บ้าน
หมู่ที่ 3 บ้านในวัง
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากร จำนวน 60 คนๆละ 1 มื้อๆละ 25 บาทเป็นเงิน 1,500 บาท
- ค่าสมนาคุณวิทยากร จำนวน 1 คนๆละ 3 ชั่วโมงๆละ 600 บาท เป็นเงิน 1,800 บาท
หมู่ที่ 5 บ้านทอนตรน
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากร จำนวน 60 คนๆละ 1 มื้อๆละ 25 บาทเป็นเงิน 1,500 บาท
- ค่าสมนาคุณวิทยากร จำนวน 1 คนๆละ 3 ชั่วโมงๆละ 600 บาท เป็นเงิน 1,800 บาท
หมู่ที่ 6 บ้านท่าเหนาะ
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากร จำนวน 60 คนๆละ 1 มื้อๆละ 25 บาทเป็นเงิน 1,500 บาท
- ค่าสมนาคุณวิทยากร จำนวน 1 คนๆละ 3 ชั่วโมงๆละ 600 บาท เป็นเงิน 1,800 บาท1 กุมภาพันธ์ 2570 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2570- ประชาชนกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ได้รับการอบรมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจำนวนอย่างน้อย ร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด
- ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถเข้าถึง อ่านค่าผลสุขภาพเบื้องต้นจากสถานีดิจิทัล และประเมินความเสี่ยงโรค NCDs ของตนเองได้อย่างถูกต้อง
9900 บาท - ประชาชนกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ได้รับการอบรมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจำนวนอย่างน้อย ร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด
-
กิจกรรมจัดหาอุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชน
จัดหาอุปกรณ์ สำหรับใช้ในสถานีสุขภาพชุมชมทั้ง 3 หมู่บ้าน
- ค่าที่วัดส่วนสูง จำนวน 3 ชิ้นๆละ 2,500 บาท เป็นเงิน 7,500 บาท
- ค่าเครื่อง DTX จำนวน 3 เครื่องๆละ 2,600 บาท เป็นเงิน 7,800 บาท16 กุมภาพันธ์ 2570 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2570- สถานีสุขภาพชุมชนทั้ง 3 หมู่บ้าน ได้รับการจัดสรรชุดอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพดิจิทัล ครบถ้วนหมู่บ้านละ 1 ชุด รวมทั้งสิ้น 3 ชุด
- สถานีสุขภาพชุมชนทั้ง 3 หมู่บ้าน มีความพร้อมด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน และพร้อมให้บริการประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลา
15300 บาท - สถานีสุขภาพชุมชนทั้ง 3 หมู่บ้าน ได้รับการจัดสรรชุดอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพดิจิทัล ครบถ้วนหมู่บ้านละ 1 ชุด รวมทั้งสิ้น 3 ชุด
-
ประเมินผล สรุปผลการดำเนินงาน
- ประเมินผลหลังสิ้นสุดกิจกรรม
- สรุปและถอดบทเรียนโครงการ
1 มีนาคม 2570 ถึง 10 มีนาคม 2570- ได้จัดทำรายงานสรุปประเมินผลการดำเนินงานโครงการ จำนวน 1 เล่มฉบับสมบูรณ์
0 บาท - ประเมินผลหลังสิ้นสุดกิจกรรม
ทุกรายการสามารถถัวจ่ายกันได้
- ประชาชนเข้าใจความหมายของตัวเลขค่าสัญญาณชีพ (เช่น ค่าความดันเท่าไรคือเสี่ยง ค่าระดับน้ำตาลเท่าไรคืออันตราย) ทำให้เกิดความตระหนักรู้และกลัวความเสี่ยงโรค NCDs มากขึ้น
- เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถใช้ระบบมอนิเตอร์ข้อมูลคัดกรองจากทั้ง 3 หมู่บ้าน เพื่อค้นหา กลุ่มเสี่ยงรายใหม่ หรือ ผู้ป่วยที่ควบคุมอาการไม่ได้ และส่งทีมลงพื้นที่ไปดูแลรักษาได้ทันท่วงทีก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน
- ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีศักยภาพในการคัดกรอง เฝ้าระวัง และเตือนภัยความเสี่ยงโรคระบาดหรือโรคเรื้อรังได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากส่วนกลางตลอดเวลา
