โครงการบูรณาการป้องกันและควบคุมโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน รพ.สต.บ้านหัวถนน ปีงบประมาณ 2570
-
นางเพ็ญพักตร์ คงทองสังข์
-
ร้อยละของประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน10
-
ร้อยละประชาชนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ได้รับการคัดกรองโรคเบาหวาน95
-
ร้อยละผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี40
-
ร้อยละประชาชนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ได้รับการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง92
-
ร้อยละผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ดี70
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non Communicable Diseases:NCD) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ การบริโภคอาหารที่มีรสหวาน มัน และเค็ม การขาดกิจกรรมทางกาย การมีน้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วน การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากประชาชนไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างเหมาะสม อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง และความพิการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ครอบครัว และระบบบริการสุขภาพในระยะยาว จากผลการดำเนินการดำเนินงานคัดกรองและติดตามดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหัวถนน พบว่า ประชากรอายุ35ปีขึ้นไปที่ยังไม่เป็นเบาหวานได้รับการคัดกรองเจาะน้ำตาลปลายนิ้วจำนวน 1,461 คนคิดเป็นร้อยละ 95.30 ซึ่งนำไปสู่การดูแลเบาหวานสู่ระยะสงบต่อไป สำหรับการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงพบว่าประชากรอายุ35ปีขึ้นไปที่ยังไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้รับการคัดกรอง จำนวน 1,151 คนคิดเป็นร้อยละ 92.27 สะท้อนให้เห็นถึงความครอบคลุมของการค้นหากลุ่มเสี่ยง พบว่าผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีคิดเป็นร้อยละ 46.37ซึ่งนำไปสู่การดูแลเบาหวานสู่ระยะสงบต่อไป ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดี คิดเป็นร้อยละ 72.24 ซึ่งยังมีผู้ป่วยบางส่วนที่ไม่สามารถควบคุมโรคได้ตามเป้าหมาย อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนและเจ็บป่วยรุนแรงในอนาคต ดังนั้นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหัวถนน จึงจัดทำโครงการ บูรณาการป้องกันและควบคุมโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน รพ.สต.บ้านหัวถนน ปีงบประมาณ 2570 โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนกลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง กลุ่มสงสัยป่วย และผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ผ่านการสร้างความรอบรู้ด้นสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพตามหลัก 3อ2ส ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ ไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มสุรา ควบคู่กับการติดตามภาวะสุขภาพ การควบคุมโรค และการมีส่วนร่วมของครอบครัว อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และภาคีเครือข่ายในชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ลดปัจจัยเสี่ยง ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
-
เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงบริการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน97
-
เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานให้สามารถดูแลตนเอง รับประทานยาต่อเนื่อง และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี45
-
เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารถดูแลตนเอง รับประทานยาต่อเนื่อง และสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดี70
-
กลุ่มเป้าหมายประชากรที่ไม่เป็นเบาหวาน1533
-
กลุ่มเป้าหมายประชากรที่ไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง1234
-
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน289
-
ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง616
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
กิจกรรมสำรวจ คัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเชิงรุกในชุมชนประชาชนกลุ่มเป้าหมายอายุ 35 ปีขึ้นไป
รายละเอียดกิจกรรมหลัก
1.กิจรรมสำรวจและทบทวนทะเบียนประชากรอายุ 35 ปีขึ้นไปตามเกณฑ์การคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน
2.กิจกรรมคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเชิงรุกในชุมชนประชาชนกลุ่มเป้าหมายอายุ 35 ปีขึ้นไป
3.จำแนกประชาชนออกเป็นกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง กลุ่มสงสัยป่วย
งบประมาณ 1. จัดซื้อแถบวัดระดับน้ำตาลพร้อมเข็มเจาะ 18 กล่อง ๆ ละ 1,000 บาท เป็นเงิน 18,000 บาท
2. ค่าเครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือด จำนวน 2 เครื่อง ๆ ละ 2,650 บาท เป็นเงิน 5,300 บาท1 ตุลาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569ผลผลิต
1.ประชาชนอายุ 35 ปี ขึ้นไปได้รับการคัดกรองเบาหวาน มากกว่าร้อยละ 96
2.ประชาชนอายุ 35 ปี ขึ้นไปได้รับการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง มากกว่าร้อยละ 96
ผลลัพธ์
1.ประชาชนกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงบริการคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น
2.สามารถจำแนกกลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้อง กลุ่มเสี่ยง/กลุ่มสงสัยป่วยมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องตามหลัก 3อ 2ส
3.ผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่จากการคัดกรองน้อยกว่าร้อยละ3
4.ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงรายใหม่จากการคัดกรองน้อยกว่า ร้อยละ523300 บาท -
สร้างความรอบรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก3 อ. 2 ส.ในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มสงสัยเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
1.สร้างความรอบรู้โดยการอบรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก3 อ. 2 ส.ในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มสงสัยเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
2.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเชิงปฏิบัติการตามหลัก 3อ2ส
งบประมาณ 1.ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม สำหรับเจ้าหน้าที่ รพ.สต.ผู้เกี่ยวข้อง,วิทยากร 1 คนและผู้เข้ารับการอบรม 50 คน รวมเป็น 55 คน x1มื้อ x30บาท เป็นเงิน 1,650 บาท
2.ค่าสมนาคุณวิทยากร ชั่วโมงละ 600 บาท จำนวน 3 ชั่วโมง เป็นเงิน 1,800 บาทถึงผลผลิต
1.กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานเข้ารับการอบรม จำนวน 50 คน
2.กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มสงสัยป่วยได้รับการอบรมสร้างความรอบรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก 3อ. 2ส.
ผลลัพธ์
1.กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสมและสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบพฤติกรรมสุขภาพได้เหมาะสม
2. ลดอัตราป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงรายใหม่บาท -
กิจกรรมสร้างความรอบรู้เรื่องโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง การดูแลสุขภาพและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยที่รับบริการที่ รพ.สต.
1.สร้างความรอบรู้และสื่อสารความเสี่ยงเรื่องโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง เช่น ภาวะ Hypo hyperglycemai ภาวะStroke หลัก 3อ2ส แก่ผู้ป่วยที่รับบริการที่ รพ.สต.ในวันคลินิก NCD
(วันพุธ สัปดาห์ที่ 3 และสัปดาห์ที่ 4 ของเดือน)
2.สร้างความรอบรู้เรื่องการใช้ยา การเก็บรักษายา และนำยาโรคประจำตัวมาด้วยทุกครั้งที่มารับบริการ
3.สร้างความรอบรู้ อธิบายเกี่ยวกับการรับบริการคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของ รพ.สต. เช่น ขั้นตอนการรับบริการ การเจาะเลือดประจำปี การตรวจติดตามภาวะแทรกซ้อน
งบประมาณ
1.ตลับตัดเม็ดยา ชิ้นละ 25 บาท จำนวน 250 ชิ้น เป็นเงิน 6,250 บาทถึงผลผลิต 1.ผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ที่รับบริการที่คลินิก NCDsที่ รพ.สต. เข้าร่วมกิจกรรมสร้างรอบรู้ 2.ผู้ป่วยได้รับความรู้เกี่ยวกับการรับประทานยาอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง 3.ผู้ป่วยไ้ด้รับการส่งเสริมทักษะการดูแลตนเองและการป้องกันภาวะแทรกซ้อน
ผลลัพธ์ 1.ผู้ป่วยสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และต่อเนื่อง 2.ลดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง 3.ลดอัตราการตายจากภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง 4.ผู้ป่วยมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น 5.ผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการผิดปกติและรู้จักวิธีป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรค 6.ผู้ป่วยมีแนวโน้มควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับความดันโลหิตได้ดีขึ้น
บาท
