โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กปฐมวัย
ภาวะโลหิตจางในเด็กเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศโดยเฉพาะภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัยเพราะภาวะโลหิตจางที่เรื้อรังจะส่งผลต่อพัฒนาการระดับสติปัญญา และความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กดังนั้นการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัย เพื่อให้การดูแลรักษาตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาของเด็กทั้งทางร่างกายและสติปัญญา สถานการณ์ปัญหาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เป็นปัญหาสาธารณสุขไทยที่สำคัญ จาการรายงานภาวะโภชนาการในเด็กไทย อายุ ๖ เดือน – ๑๒ ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๕ ภายใต้โครงการสำรวจภาวะโภชนาการเด็กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia Nutrition Survey : SEANUTS)โดยสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบภาวะโลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็กในเด็กชนบทมีปัญหามากกว่าเด็กในเขตเมืองถึง ๒ เท่า โดยพบว่า เด็กปฐมวัย (๖ เดือน- ๒.๙ ปี) พบความชุกโลหิตจาง ร้อยละ ๓๖.๘ ในเขตชนบท ร้อยละ ๔๑.๗ เขตเมือง ร้อยละ ๒๖.๐ เด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัย (๓ – ๕ ปี) พบความชุกโลหิตจาง ร้อยละ ๑๐.๓ ในเขตชนบท ร้อยละ ๑๔.๓ เขตเมือง ร้อยละ ๓.๑ เด็กวัยเรียน (๖ – ๑๒ ปี) พบความชุกโลหิตจาง ร้อยละ ๑๐.๔ ในเขตชนบท ร้อยละ ๑๒.๒ เขตเมือง ร้อยละ ๖.๖ โลหิตจางในเด็กมีสาเหตุหลักมาจาก การรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กไม่พียงพอในขณะที่ร่างกายเด็กกำลังเจริญเติบโตจึงต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น และสาเหตุจากการเสียเลือด อาจเกิดเฉียบพลัน เช่น เลือดออกจากแผลอุบัติเหตุต่างๆ หรือจากเลือดออกเรื้อรัง เช่น พยาธิปากขอ มีแผลในกระเพาะอาหาร และการเสียเลือดจากประจำเดือนในเด็กหญิงวัยเจริญพันธุ์ เป็นต้นทั้งนี้ การขาด/พร่องธาตุเหล็กเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดที่ก่อ ให้เกิดโลหิตจางในเด็ก และเป็นภาวะที่พบบ่อยที่สุดของภาวะขาดสารอาหาร ธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ธาตุเหล็กมีมากในสมองเป็นส่วนประกอบของไมอีลินชีทนิวโรทรานสมิตเตอร์ และมีส่วนสำคัญในการป้องกันเชื้อโรคดังนั้นการขาดธาตุเหล็กจึงส่งผลเสียต่อการทำงานด้านกายภาพ การสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันการเจ็บป่วย และพัฒนาการของสมองของเด็กก่อนวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุต่ำกว่า ๒ ปีอีกทั้งส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการเรียนรู้ตามศักยภาพอย่างถาวร ลดประสิทธิภาพในการเรียนของเด็กวัยเรียน และอาจมีความรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้ จากสถานการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัย จึงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศตาม แนวทางการดูแลสุขภาพเด็ก โดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยได้แนะนำให้คัดกรองภาวะโลหิตจางในเด็กอายุระหว่าง 19 เดือน – 60 เดือน ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งหลวง และเด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านช่องลมโดยการเจาะเลือดตรวจระดับฮีโมโกลบินหรือฮีมาโตคริต เพื่อประเมินความผิดปกติ ในการนี้ กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลวังมะปราง ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทุ่งหลวงอำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง ได้จัดทำโครงการเพื่อตรวจค้นหาภาวะซีด ในเด็กที่มีอายุระหว่าง ปฐมวัย อายุ 19 เดือน – 60 เดือน ขึ้น เพื่อค้นหาความผิดปกติและให้การดูแลอย่างอย่างถูกต้องต่อไป
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
กิจกรรมที่ 1 เชิงประชุมเชิงปฏิบัติให้ความรู้ผู้ปกครองและผู้ดูแลในการส่งเสริมภาวะโภชนาการเพื่อลดภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัย อายุ 19 – 60 เดือน ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
1.ประชุมให้ความรู้ผู้ปกครองและผู้ดูแลในการส่งเสริมภาวะโภชนาการเพื่อลดภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัย อายุ 19 – 60 เดือน ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1.1ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มจำนวน 40 คนๆละ 1 มื้อๆละ 25 บาท เป็นเงิน 1000 บาท
ถึง1000.00 บาท -
กิจกรรมที่2 เชิงประชุมเชิงปฏิบัติ1.ให้ความรู้ผู้ปกครองและผู้ดูแลในการส่งเสริมภาวะโภชนาการเพื่อลดภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัยอายุ 19 – 60 เดือน ใน รร.บ้านช่องลม 2.กิจกรรมการคัดกรองภาวะโลหิตจางในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนบ้านช่องลม
1.ประชุมให้ความรู้ผู้ปกครองและผู้ดูแลในการส่งเสริมภาวะโภชนาการเพื่อลดภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัยอายุ 18-60 เดือน ใน รร.บ้านช่องลม 1.1ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มจำนวน 30 คนๆละ 1 มื้อๆละ 25 บาท เป็นเงิน 750 บาท 1.2แถบตรวจภาวะโลหิตจาง จำนวน 9 กล่องๆละ 900 บาทเป็นเงิน 8,100 บาท 1.3.ค่าเอกสารแผ่นพับจำนวน 150 ชุดๆละ 1 บาท.เป็นเงิน 150 บาท
ถึง9000.00 บาท
๑.เด็กอายุ 19 - 60 เดือน ไม่พบภาวะซีด (Hct > 33%) ๒.ผู้ปกครองเด็กอายุ 19 -60 เดือน มีความรู้ในการดูแลบุตรเพื่อป้องกันภาวะซีด ๓.ประชาชนในชุมชนมีความรู้ความตระหนักในการดูแลบุตรหลานเพื่อป้องกันภาวะซีดตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอด
