โครงการตรวจหาสารเคมีตกค้างในเลือดกลุ่มเกษตรกรและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปีงบประมาณ 2564
-
นางปานิมาส รุยัน ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโคกชะงาย
-
ร้อยละของเกษตรกรที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัย44.35
-
ร้อยละเกษตรกรที่มีสารเคมีในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัยนัดมาตรวจซ้ำ43.13
ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เกษตรกรมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น เนื่องจากรูปแบบการเกษตรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมรูปแบบเดิม จากการเกษตรทำเพื่อการบริโภคมาเป็นการเกษตรเศรษฐกิจ เกษตรกรต้องการเพิ่มผลผลิตและรักษาคุณภาพของสินค้า สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชได้ถูกนำมาใช้ในแปลงผักและไร่นาของเกษตรกรอย่างแพร่หลาย ประกอบกับการขาดองค์ความรู้ในการใช้สารเคมีส่งผลให้เกิดสารพิษตกค้างในผัก และสะสมในลำห้วย หนอง คลองบึง ฯลฯ การบริโภคผักและใช้แหล่งน้ำที่มีการสะสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทำให้ร่างกายที่ได้รับสารพิษมีอาการเฉียบพลัน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง ตาพร่า หายใจติดขัด ฯลฯ ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เฉลี่ยปีละ 2,013 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 45-54 ปี (กรมควบคุมโรค,2563) จากการเฝ้าระวังและเก็บข้อมูลผลการตรวจเลือดประชาชนจังหวัดพัทลุง ในปี 2563 พบว่า มีประชาชนกลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้รับการตรวจคัดกรองสารเคมีในเลือด ร้อยละ 71.33 พบว่า มีเกษตรกรที่มีผลการตรวจเสี่ยงและไม่ปลอดภัย ร้อยละ 44.88 และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นในปี 2563 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโคกชะงายดำเนินการตรวจเลือดหาสารเคมีในเกษตรกร จำนวน 115 คนพบว่า เกษตรกรที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัย จำนวน 51 คน ร้อยละ 44.35 กลุ่มเกษตรกรดังกล่าวเป็นกลุ่มวัยแรงงานหากกลุ่มวัยแรงงานเกิดการเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของครอบครัวและจังหวัด ดังนั้นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขตำบลบ้านโคกชะงายเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาการใช้สารเคมี และรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง จึงได้จัดทำโครงการตรวจหาสารเคมีตกค้างในเลือดกลุ่มเกษตรกรและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปีงบประมาณ 2564 จากภัยสารเคมีกำจัด ศัตรูพืชและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและส่งเสริมสุขภาพ ลดเสี่ยง ลดโรค เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกันและลดอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกร และสร้างความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคในชุมชน
-
เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายทุกคนมีความรู้ในการเฝ้าระวังสุขภาพตนเอง จากการใช้สารเคมีในเกษตรกร80.00
กลุ่มเป้าหมายทุกคนมีความรู้ในการเฝ้าระวังสุขภาพตนเอง จากการใช้สารเคมีในเกษตรกร ร้อยละ 80
-
กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการตรวจสารเคมีในเลือดที่มีภาวะเสี่ยง หรือเสี่ยงสูงได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดื่มสมุนไพรรางจืด300.00
กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการตรวจสารเคมีในเลือดที่มีภาวะเสี่ยง หรือเสี่ยงสูงทุกคนได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดื่มสมุนไพรรางจืด
-
กลุ่มเกษตรกรที่เป็นกลุ่มเสี่ยง300
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
ตรวจคัดกรองและสำรวจพฤติกรรมการใช้สารเคมีในเลือดเกษตรกร
- กระดาษทดสอบหาปริมาณโคลีนเอสเตอเรสจำนวน 3 ชุด ๆ ละ 1,000 บาท เป็นเงิน 3,000 บาท
- ถ่ายเอกสารแบบสำรวจพฤติกรรมฯ จำนวน 300 ชุด ๆ ละ 3 บาท เป็นเงิน 900 บาท
1 พฤศจิกายน 2563 ถึง 31 มกราคม 2564- กลุ่มเกษตรกรได้รับการตรวจคัดกรองและสำรวจพฤติกรรมการใช้สารเคมีในเลือด
3900.00 บาท -
อบรมความรู้ทักษะการเฝ้าระวังการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และดื่มสมุนไพรรางจืด
- ค่าตอบแทนวิทยากร จำนวน 1 คน คนละ 3 ชั่วโมง ชั่วโมงละ 600 บาท เป็นเงิน 1,800 บาท
- ค่าอาหารอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 120 คน ๆ ละ 1 มื้อ ๆ ละ 25 บาท เป็นเงิน 3,000 บาท
1 มกราคม 2564 ถึง 30 เมษายน 2564- กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการตรวจสารเคมีในเลือดที่มีภาวะเสี่ยง หรือเสี่ยงสูงทุกคนได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดื่มสมุนไพรรางจืด
4800.00 บาท -
ตรวจคัดกรองสารเคมีในเลือดเกษตรกรซ้ำ
- กระดาษทดสอบหาปริมาณโคลีนเอสเตอเรสจำนวน2 ชุดชุดละ 1,000 บาท เป็นเงิน 2,000 บาท
1 เมษายน 2564 ถึง 31 กรกฎาคม 2564- เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและตรวจซ้ำ ระดับความเสี่ยงสารเคมีลดลง
2000.00 บาท
งบประมาณทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยกันได้
- กลุ่มเป้าหมายทุกคนมีความรู้ในการเฝ้าระวังสุขภาพตนเอง จากการใช้สารเคมีในเกษตรกร ร้อยละ 80
- กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการตรวจสารเคมีในเลือดที่มีภาวะเสี่ยง หรือเสี่ยงสูงทุกคนได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดื่มสมุนไพรรางจืด
- เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและตรวจซ้ำ ระดับความเสี่ยงสารเคมีลดลง
