โครงการออกกำลังกายโดยใช้สมาธิบำบัด (SKT) ฯ
ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ แต่โรคภัยก็คุกคามมนุษย์มากขึ้นเช่นกัน ภัยสุขภาพที่คุกคามมนุษย์มากที่สุดคือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมผิดปกติ ดังนั้นต้องปรับใจและต้องใช่สมาธิบำบัดเป็นตัวช่วยที่สำคัญ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยอและการแพทย์ทางเลือกได้เล็งเห็นความสำคัญของสมาธิบำบัดและได้ดำเนินโครงการสมาธิบำบัดในระบบสุขภาพอย่างต่อเนื่อง การฝึกสมาธิบำบัดได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก เพื่อนำมาบำบัดโรคต่างๆ ที่ยังเป็นปัญหาในการรักษาของแพทย์ปัจจุบัน การฝึกสมาธิช่วยบำบัดโรคเรื้อรังต่างๆได้ดี ทำให้ผลการรักษาดีขึ้น ใช้ยาน้อยลง หรืองดการใช้ยาได้ โดยหลักการของสมาธิคือการทำจิตใจให้สงบอันจะส่งผลให้การทำงานของร่างกายเป็นไปตามปกติ จากการพัฒนาเทคนิคความเชื่อมโยงของการปฏิบัติสมาธิกับการทำงานของระบบประสาทประกอบกับการวิจัยเรื่องสมาธิเพื่อสร้างเสริมสุขภาพของ รศ.ดร.สมพร กันทรดุษฎี-เตรียมชัยศรี อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสาธาณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าการทำสมาธิแบสมถะ หายใจเข้าพุทธ หายใจออกโธ นั้นสามารถช่วยให้คลายเครียดได้อย่างดี ซึ่งการฝึกควบคุมประสาทสัมผัสทั้ง 6 อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น การสัมผัส และการเคลื่อนไหวด้วย จะทำให้การทำสมาธินั้นมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่วนปลาย ระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบอารมณ์และพฤติกรรมระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ระบบไหลเวียนเลือด และระบบอื่นๆในร่างกายได้เป็นอย่างดี ซึ่งการฝึกสมาธิบำบัดนั่นมีทั้งหมด 7 เทคนิค หรือเรียกว่า SKT 1 - 7 ซึ่งสามารถทำให้ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตที่สูงลดลงได้ และจิตใจสงบมากขึ้น สถานการณ์โรคเรื้อรัง NCD ที่เป็นปัญหาของพื้นที่ตำบลท่างิ้ว ปี 2563 พบว่า มีผู้ป่วยความด้นโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ 241 ราย คิดอัตราป่วยต่อแสนประชากร 37.30 จากจำนวนผู้โรคความดันโลหิตสูงจำนวน 646 ราย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการมีพฤติกรรมในการดูแลตนเองไม่เหมาะสม เช่น การรับประทานอาหารเค็ม รับประทานยาไม่ต่อเนื่อง การลืมรับประทานยา ส่งผลให้ระดับความดันโลหิตมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท จนอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรงเป็ฯนอันตรายต่อชีวิตได้ จากปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่บุคลากรทางสาธาณสุขต้องให้ความสนใจ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่างิ้ว ตำบลท่างิ้ว อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ได้ตระหนักถึงปัญหาของการควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จึงได้จัดทำโครงการออกกำลังกายโดยใช้วิธีสมาธิบำบัด (SKT) กับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพื่อที่จะทำให้ความดันโลหิตสูงลดลงได้ และสามารถนำการฝึกอบรมสมาธิบำบัดไปใช้ในครอบครัวเผยแพร่ให้กับคนในชุมชนได้
-
1. เพื่อให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ ได้รับความรู้เกี่ยวกับสมาธิบำบัด SKT0.00
1.ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้รับความรู้เกี่ยวกับสมาธิบำบัด SKT มากกว่าร้อยละ 80
-
2. เพื่อให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ ได้ฝึกสมาธิบำบัด SKT0.00
- ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ได้ฝึกสมาธิบำบัด SKT มากกว่าร้อยละ 90
-
3. เพื่อให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ มีระดับความดันโลหิตลดลง0.00
- ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง มีระดับความดันโลหิตลดลงจากเดิม มากกว่าร้อยละ 80
-
กลุ่มผู้สูงอายุ0
-
ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้40
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
อบรมให้ความรู้เรื่องสมาธิบำบัด SKT
- กิจกรรมอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสมาธิบำบัด SKT
1) ค่าอาหารว่างผู้เข้ารับการอบรม 25 บาท x 2 มื้อ x 40 คนเป็นเงิน 2,000 บาท 2) ค่าอาหารกลางวันผู้เข้ารับการอบรม 1 มื้อ มื้อละ 70 บาท x 40 คน เป็นเงิน 2,800 บาท 3) ป้ายไวนิลโครงการขนาด 1x3 เมตร จำนวน 1 ป้าย เป็นเงิน 800 บาท รวมเป็นเงิน 6,100 บาท
1 มิถุนายน 2564 ถึง 30 กันยายน 2564- อัตราการควบคุมระดับความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้เพิ่มขึ้น
6100.00 บาท - กิจกรรมอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสมาธิบำบัด SKT
-
2. กิจกรรมฝึกปฏิบัติการนั่งสมาธิบำบัด SKT
กิจกรรมฝึกปฏิบัติการนั่งสมาธิบำบัด SKT
1) ค่าเสื่อจำนวน 6 ผืน ผืนละ 200 บาท เป็นเงิน 1,200 บาท
รวมเป็นเงิน 1,200 บาท
1 เมษายน 2564 ถึง 30 กันยายน 2564- ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเป็นแกนนำและถ่ายทอดการฝึกสมาธิบำบัด SKT ได้
1200.00 บาท
- ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเป็นแกนนำและถ่ายทอดการฝึกสมาธิบำบัด SKT ได้
- อัตราการควบคุมระดับความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้เพิ่มขึ้น
