ขยับกาย สบายชีวิต ดูดี สมวัย ใส่ใจสุขภาพ
-
นายเสฏฐวุฒิโตมรศิริสกุล
-
นางนารี ฝอยทอง
-
นางนิยมบุญจอง
-
นางสาวศุภกานต์รัตนจารุวัฒน์
-
นางสาววิฬารีครองยุติ
-
ร้อยละของเด็กและวัยรุ่นอายุ 5-17 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลางถึงมาก อย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน)51.00
-
ร้อยละของผู้ใหญ่อายุ 18-64 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลางถึงมาก อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์)29.00
-
ร้อยละของสำนักงานหรือหน่วยงานราชการ ที่มีกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เช่น การออกกำลังกาย การมีการเคลื่อนไหวระหว่างการทำงาน22.00
กลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) คือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อหรือเกิดจากเชื้อโรค หากแต่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ภายในร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากวิถีชีวิต หรือวิธีการใช้ชีวิตที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารหวานมันเค็มจัด และมีความเครียดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมักจะค่อยๆ มีอาการและรุนแรงขึ้นทีละน้อยหากไม่ได้มีการรักษาควบคุมโดยเฉพาะโรคเบาหวาน จะนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุความพิการ การสูญเสียคุณภาพชีวิต และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรองค์การอนามัยโลก(WHO) ระบุว่ากลุ่มโรค NCDs นั้น ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จาก สถิติผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs ในปี พ.ศ. 2552 พบว่าจำนวนการเสียชีวิตทั่วโลกไม่น้อยกว่า 35 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 63 และร้อยละ80 ของผู้เสียชีวิตเป็นประชากรของประเทศที่กำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย ที่กลุ่มโรค NCDs เป็นฆาตกรฆ่าคนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งคือ 300,000 คนต่อปี คิดเป็น 73% ของการเสียชีวิตซึ่งมากกว่าสาเหตุการเสียชีวิตอื่นๆ ทุกสาเหตุรวมกันถึง 3 เท่า ทั้งสถิติการเสียชีวิตดังกล่าวยังแสดงว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตมากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลกและมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ )ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นปัญหาสุขภาพขนาดใหญ่ของประเทศก่อปัญหาภาระกับคนรอบข้างผู้ป่วยทำลายคุณภาพประชากร และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล โดยรัฐต้องแบกรับต้นทุนที่เกิดจากโรคNCDs ถึง 200,000ล้านบาทต่อปี คิดเป็นต้นทุนที่คนไทยต้องแบกรับมูลค่าถึง 3,182 บาทต่อปี ทุกๆ ปี จะมีคนเสียชีวิตเพิ่มขึ้นปีละ 8,000 คน ซึ่งการแก้ปัญหานี้ จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เฉพาะหน่วยงานด้านสาธารณสุข” (ทักษพล,2557) แนวโน้มคนไทยเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น โดยสหพันธ์เบาหวานนานาชาติได้คาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2583 ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยเบาหวานสูงถึง 5.3 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะมีผู้สูงอายุ 1 คนในทุกๆ 5 คนเป็นโรคเบาหวานซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการณ์ว่า ปัจจุบันประเทศไทยจะต้องจัดสรรงบประมาณ ร้อยละ 11 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดสำหรับการดูแลรักษาโรคเบาหวานและคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41 ภายในปี พ.ศ.2573 ซึ่งหากคนไทยป่วยด้วยโรคเบาหวาน รวม 3 ล้านคน/ปี จะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลทั้งสิ้นประมาณ 47,596 ล้านบาท/ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศและประชากร(สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, พ.ศ.2551) 3 ปีย้อนหลัง( ปี 2561-2563 ) อำเภอเขื่องในมีผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวน 5,609 ,5,814 และ 6,141 คน ตามลำดับ ในกลุ่มนี้เป็นผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 556 ,374 และ 535คนตามลำดับซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆและเป็นอันดับหนึ่งของTop5ของผู้ป่วยที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลผู้ป่วยกลุ่มนี้หากไม่ได้รับการดูแลตนเองที่เหมาะสมจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่องมีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาสูงสาเหตุการเกิดภาวะแทรกซ้อนเกิดจากผู้ป่วยขาดความตระหนักในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
มีข้อแนะนำการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ที่แตกต่างกัน ได้แก่ เด็กปฐมวัย (0 - 5 ปี) ควรมีกิจกรรมทางกายที่หลากหลาย อย่างน้อย 180 นาทีต่อวัน เด็กและวัยรุ่น (6 - 17 ปี) ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนัก อย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน ผู้ใหญ่ (18 - 59 ปี) ควรมีกิจกรรม ทางกายระดับปานกลาง อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือกิจกรรมทางกายระดับหนัก อย่างน้อย 75 นาที ต่อสัปดาห์และกิจกรรมพัฒนาความแข็งแรงและความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ผู้สูงวัย (60 ปีขึ้นไป) ควรมีกิจกรรมทางกายเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่เพิ่มกิจกรรมพัฒนาสมดุลร่างกาย และป้องกันการหกล้ม อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ปัจจุบันคนมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไปขาดการมีกิจกรรมทางกาย มีกิจกรรมที่ใช้พลังงานต่ำ ที่เรียกว่า “พฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behaviour)” เช่น การนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ การใช้คอมพิวเตอร์ การนั่งคุยกับเพื่อน การนั่ง หรือนอนดูโทรทัศน์ ที่ไม่รวมการนอนหลับ มีแนวโน้มที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากขึ้น โดยควร ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ด้วยการลุกขึ้นเดินไปมาหรือยืดเหยียดร่างกาย ทุก 1 ชั่วโมง ตลอดจนปัญหาเรื่องของปัญหาพฤติกรรมการกิน และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เร่งรีบอันนำมาสู่โรคอ้วนและโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆจึงทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง และมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ตลอดเวลา มีภาวะเสี่ยงต่อโรคอ้วน ตลอดจนโรคไข้หวัดเรื้อรังซึ่งมีผลต่อสุขภาพร่างกาย
-
เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในเด็กและวัยรุ่น51.0073.00
ร้อยละของเด็กและวัยรุ่นอายุ 5-17 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลางถึงมาก อย่างน้อยที่สุด 60 นาทีต่อวัน)
-
เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในผู้ใหญ่29.0035.00
ร้อยละของผู้ใหญ่อายุ 18-64 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลางถึงมาก อย่างน้อยที่สุด 150 นาทีต่อสัปดาห์)
-
เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายในสถานที่ทำงาน22.0035.00
ร้อยละของสำนักงานหรือหน่วยงานราชการ ที่มีกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เช่น การออกกำลังกาย การมีการเคลื่อนไหวระหว่างการทำงาน
-
กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน0
-
กลุ่มวัยทำงาน100
-
กลุ่มผู้สูงอายุ20
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง20
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
อบรมแกนนำ เรื่องออกกำลังกายอย่างถูกวิธีและเหมาะสม กลุ่มเป้าหมายรุ่นที่ 1 ( 2 หมู่บ้าน บ้านดงยาง หมู่ที่ 8 - 12)
จัดอบรมกลุ่มเป้าหมายรุ่นที่ 1 (งบประมาณ 22,000 บาท) ประกอบด้วย -ค่าอาหารกลางวัน จำนวน 140 คนๆ ละ 50 บาท เป็นเงิน 7,000 บาท -ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม (เช้า - บ่าย) จำนวน 140 คนๆ ละ 25 บาท เป็นเงิน 7,000 บาท -ค่าวิทยากร 5 ชั่วโมงๆ ละ 600 บาทเป็นเงิน 3,000 บาท -ค่าวัสดุอุปกรณ์เป็นเงิน 5,000 บาท (ทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยจ่ายได้)
9 กุมภาพันธ์ 2565 ถึง 29 กรกฎาคม 2565เพื่อให้เข้าใจและออกกำลังกายอย่างถูกต้องและเหมาะสม
22000.00 บาท -
อบรมแกนนำ เรื่องออกกำลังกายอย่างถูกวิธีและเหมาะสม กลุ่มเป้าหมายรุ่นที่ 2 ( 2 หมู่บ้าน บ้านยางน้อย หมู่ที่ 1 - 2)
จัดอบรมกลุ่มเป้าหมายรุ่นที่ 2 (งบประมาณ 22,000 บาท) ประกอบด้วย -ค่าอาหารกลางวัน จำนวน 140 คนๆ ละ 50 บาท เป็นเงิน 7,000 บาท -ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม (เช้า - บ่าย) จำนวน 140 คนๆ ละ 25 บาท เป็นเงิน 7,000 บาท -ค่าวิทยากร 5 ชั่วโมงๆ ละ 600 บาทเป็นเงิน 3,000 บาท -ค่าวัสดุอุปกรณ์เป็นเงิน 5,000 บาท (ทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยจ่ายได้)
9 กุมภาพันธ์ 2565 ถึง 29 กรกฎาคม 2565เพื่อให้เข้าใจและออกกำลังกายอย่างถูกต้องและเหมาะสม
22000.00 บาท -
กิจกรรมที่ดำเนินการตามโครงการฯ
1.รณรงค์ออกกำลังกายในชุมชนเป้าหมาย 4 หมู่บ้าน (บ้านยางน้อย หมู่ 1-2 และบ้านดงยางหมู่ที่ 8- 12) 2.ตั้งกลุ่มไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมการออกกำลังกาย 3.กำหนดการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเหมาะสมกับกลุ่มวัย(ทุกวันๆ ละ 1 ชั่วโมงตอนเย็น) 4.จัดกิจกรรมประกวดการออกกำลังกายแบบเต้นแอโรบิก ( 3 วัยหัวใจเดียวกัน)
9 กุมภาพันธ์ 2565 ถึง 31 สิงหาคม 25651.ประชาชนออกกำลังกายเพิ่มขึ้น 300 คน 2.เกิดความสามัคคีในชุมชน
3.ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง ลดการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง0.00 บาท -
ติดตามและสรุปผลตามโครงการฯ
1.จัดทำทะเบียนผู้ร่วมกิจกรรมทุกครั้ง 2.จัดประชุมติดตามและสรุปผลการดำเนินโครงการฯ และคืนข้อมูลให้ชุมชน
9 กุมภาพันธ์ 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2565ชุมชนมีเครือข่ายการออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น
6000.00 บาท
- ประชาชนลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ
- เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
