โครงการอบรมฟื้นฟูผู้ดูแลผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ประจำปี 2565
-
นางสาวรอซีดาเจ๊ะแว
-
พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติ
ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าโครงสร้างประชากรไทยอยู่ในระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะประชากรสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ปี ๒๕๖๔ประชากรไทยที่อายุ ๖0 ปีขึ้นไป จะมีมากถึงร้อยละ ๒0 เรียกว่าเป็น สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และจะเป็น สังคมสูงวัยระดับสุดยอด จึงคลาดว่าในปี ๒๕๗๔ เมื่อประชากรสูงอายุเพิ่มเป็น ร้อยละ ๒8 ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พบว่า ผู้สูงอายุเป็นโรคเรื้อรัง (โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน มีภาวะอ้วน และโรคหลอดเลือดสมอง) ร้อยละ ๑๘ - ๕๓ และมีภาวะถดถอยของสมรรถนะทางร่างกาย (โรคต้อกระจก ระบบบดเคี้ยว การได้ยิน และสายตา)ร้อยละ ๒๒.๓ - ๕๒ ในขณะที่ลักษณะการอยู่อาศัยของครอบครัวไทย ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังกับคู่สมรส หรืออยู่ตามลำพังคนเดียว มีจำนวนมากขึ้นผู้สูงอายุวัยปลาย (อายุ ๘0 ปีขึ้นไป) มีมากถึงร้อยละ ๒๕ ที่ต้องการการดูแลปรนนิบัติ แต่มีผู้สูงอายุที่ต้องการดูแล แต่ไม่สามารถมีผู้ดูแลได้ เป็นสัดส่วนมากถึง ร้อยละ ๔ ของผู้สูงอายุวัยปลายทั้งหมด จากสถานการณ์ และแนวโน้มของสัดส่วนผู้สูงอายุ และความเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังทั้งทางกาย และจิตใจ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีการเตรียมระบบการดูแลสุขภาพของประชากรผู้สูงอายุ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) จึงได้จัดตั้งคณะทำงานพัฒนาประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุข ด้านการดูแลระยะยาว สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง และสนับสนุนให้จัดหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุ โดยดำเนินการภายใต้ศูนย์พัฒนา และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และคนพิการ ทั้งนี้ ให้จัดตั้ง และกำกับ หรือดำเนินการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐ (ประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕60)
ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโกลก พบว่าประชากรผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากปี พ.ศ. 2562คนปี พ. ศ. 2563 คน พ.ศ. 2564คน และมีในกลุ่มผู้สูงอายุมีติดบ้านติดเตียง ปี 2564จำนวน88 คนส่งผลให้ผู้สูงอายุบ้างกลุ่มที่มีโรคประจำตัว ติดบ้านติดเตียงหลังจากกลับรักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้ว ไม่สามารถดูแลตนเองได้ และผู้ดูแลขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงขณะอยู่ที่บ้านบางรายนอนติดเตียงนานจึงทำให้เกิดภาวะ มีแผลกดทับ อักเสบรุนแรง ข้อติดแข็ง ตามร่างกาย ส่งผลให้ผู้สูงอายุต้องกลับไปรักษาตัวอีกครั้งในโรงพยาบาล และส่งผลกระทบต่อการเพิ่มของความต้องการค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาพยาบาล ทั้งนี้หากผู้สูงอายุปรับตัวได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงก็จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข เกิดความพึงพอใจในชีวิต แต่ถ้าไม่พร้อมหรือปรับตัวไม่ได้และไม่ดีพอ จะส่งผลให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยวเหงา ถูกทอดทิ้ง มีความวิตกกังวล ท้อแท้ไม่อยากมีชีวิตอยู่ รู้สึกคุณค่าในชีวิตลดน้อยลงในด้านผู้พิการในชุมชน
ดังนั้นทางกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ได้ตระหนักถึงภาวะสุขภาพของประชาชนในวัยผู้สูงอายุและความรู้ทักษะ พื้นฐานในการดูแลผู้สูงอายุและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างแท้จริงรวมถึงได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริม ป้องกัน โดยมุ่งเน้นการมีส่วนรวมของผู้ดูแลผู้สูงอายุและครอบครัว ตามนโยบายขององค์กรปกครองท้องถิ่น เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจึงได้จัดทำโครงการ “อบรมฟื้นฟูผู้ดูแลผู้สูงอายุในเขตเทศบาล” ผู้จัดคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ดูแลผู้สูงอายุและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่เป็นภาระต่อสังคมและครอบครัวอีกต่อไป
-
1. เพื่อให้ผู้ดูแลมีความรู้ด้านสุขภาพในวัยผู้สูงอายุ0.00
-
2. เพื่อส่งเสริมให้ผู้ดูแลมีส่วนร่วมในการดูแลและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ0.00
-
3. เพื่อให้ผู้ดูแลมีความรู้เฝ้าระวังภาวะเสี่ยงและการเจ็บป่วยในผู้สูงอายุ0.00
-
กลุ่มผู้สูงอายุ30
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
โครงการอบรมฟื้นฟูผู้ดูแลผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ประจำปี 2565
กลุ่มเป้าหมาย ผู้ดูแลผู้สูงอายุ 30 คน
รายละเอียดกิจกรรม
จัดอบรมฟื้นฟูการดูแลผู้สูงอายุแก่ผู้ดูแลผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เป็นระยะเวลา 2 วัน โดยเชิญวิทยากรจากโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก
งบประมาณ
1. ค่าตอบแทนวิทยากร 600 บาท x 6 ชม. x 2 วัน เป็นเงิน 6,000 บาท
2. ค่าอาหารกลางวัน 50 บาท x 30 คน x 2 วันเป็นเงิน 3,000 บาท
3. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 25 บาท x 30 คน x 2 มื้อ x 2 วันเป็นเงิน 3,000 บาท
4. ค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช่ในการอบรม 30 คน x 50 บาท เป็นเงิน 1,500 บาท
5. ค่าป้ายโครงการ 1,200 บาทถึง14700.00 บาท
สามารถถัวเฉลี่ยได้ทุกรายการ
- ส่งเสริมผู้ดูแลมีความรู้ด้านสุขภาพในวัยผู้สูงอายุ
- ส่งเสริมให้ผู้ดูแลมีส่วนร่วมในการดูแลและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ
- ส่งเสริมผู้ดูแลมีความรู้เฝ้าระวังภาวะเสี่ยงและการเจ็บป่วยในผู้สูงอายุ
