กองทุนสุขภาพตำบล - กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น - กปท

tune

ส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกาย ตำบลสร้างถ่อ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

กองทุนสุขภาพตำบล อบต.สร้างถ่อ
stars
1. ชื่อโครงการ/กิจกรรม
ส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกาย ตำบลสร้างถ่อ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
คณะกรรมการหมู่บ้าน ม.1- ม.17 ต.สร้างถ่อ
ม.1- ม.17 ต.สร้างถ่อ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี
คะแนน:
1
2
3
4
5
stars
2. ความสอดคล้องกับแผนงาน
คะแนน:
1
2
3
4
5
stars
3. สถานการณ์
format_list_bulleted_add
สถานการณ์ปัญหา
  1. ร้อยละของเด็กและวัยรุ่นอายุ 5-17 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลางถึงมาก อย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน)
    25.54

    อายุ 5-17 ปีจำนวน 1474 คน มีกิจกรรมทางกายผ่านเกณฑ์ 400 คนมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ 1,074 คน

  2. ร้อยละของผู้ใหญ่อายุ 18-64 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลางถึงมาก อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์)
    38.80

    ผู้ใหญ่อายุ 18-64 ปี จำนวน 6442 คน มีกิจกรรมทางกายผ่านเกณฑ์ 2,500 คน มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ 3,942 คน

  3. ร้อยละของผู้สูงอายุ 65 ปี ขึ้นไป ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลาง อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์)
    43.07

    ผู้สูงอายุ 65 ปี ขึ้นไป จำนวน 1625 คน มีกิจกรรมทางกายผ่านเกณฑ์ 700 คน มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ 925 คน

  4. ร้อยละของการใช้ประโยชน์ของพื้นที่สาธารณะในการมีกิจกรรมทางกายของคนในชุมชน
    23.08

    พื้นที่สาธารณะในตำบลจำนวนทั้งสิ้น 1,300 ไร่ มีการใช้ประโยชน์ในการมีกิจกรรมทางกาย 300 ไร่

  5. ร้อยละของคนที่มีการสัญจรโดยการเดินหรือใช้จักรยานในชุมชน
    31.44

    ประชากรทั้งตำบล 9541 คน มีการสัญจรโดยการเดินหรือใช้จักรยาน 3,000 คน

  6. ร้อยละของคนที่ออกกำลังกายในชุมชน
    41.92

    ประชากรทั้งตำบล 9541 คน มีการออกกำลังกาย 4000 คน

  7. ร้อยละของเวลาในโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนและการเล่นแบบกระฉับกระเฉง (Active play Active learning)
    28.57

    การเรียนการสอนในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งสิ้น 1400 ชั่วโมง มีการสอนActive play Active learning 400 ชั่วโมง

  8. ร้อยละของสำนักงานหรือหน่วยงานราชการ ที่มีกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เช่น การออกกำลังกาย การมีการเคลื่อนไหวระหว่างการทำงาน
    94.44

    หน่วยงาน สถานประกอบการในตำบลทั้งสิ้น 18 แห่ง มีกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกาย 17 แห่ง

description
สถานการณ์ หลักการและเหตุผล หรือ ที่มาของการทำโครงการ เพิ่มเติม

กลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) คือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อหรือเกิดจากเชื้อโรค หากแต่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ภายในร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากวิถีชีวิต หรือวิธีการใช้ชีวิตที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารหวานมันเค็มจัด และมีความเครียดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมักจะค่อยๆ มีอาการและรุนแรงขึ้นทีละน้อยหากไม่ได้มีการรักษาควบคุมโดยเฉพาะโรคเบาหวาน จะนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุความพิการ การสูญเสียคุณภาพชีวิต และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรองค์การอนามัยโลก(WHO) ระบุว่ากลุ่มโรค NCDs นั้น ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จาก สถิติผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs ในปี พ.ศ. 2552 พบว่าจำนวนการเสียชีวิตทั่วโลกไม่น้อยกว่า 35 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 63 และร้อยละ80 ของผู้เสียชีวิตเป็นประชากรของประเทศที่กำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย ที่กลุ่มโรค NCDs เป็นฆาตกรฆ่าคนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งคือ 300,000 คนต่อปี คิดเป็น 73% ของการเสียชีวิตซึ่งมากกว่าสาเหตุการเสียชีวิตอื่นๆ ทุกสาเหตุรวมกันถึง 3 เท่า ทั้งสถิติการเสียชีวิตดังกล่าวยังแสดงว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตมากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลกและมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ )ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นปัญหาสุขภาพขนาดใหญ่ของประเทศก่อปัญหาภาระกับคนรอบข้างผู้ป่วยทำลายคุณภาพประชากร และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล โดยรัฐต้องแบกรับต้นทุนที่เกิดจากโรคNCDs ถึง 200,000ล้านบาทต่อปี คิดเป็นต้นทุนที่คนไทยต้องแบกรับมูลค่าถึง 3,182 บาทต่อปี ทุกๆ ปี จะมีคนเสียชีวิตเพิ่มขึ้นปีละ 8,000 คน ซึ่งการแก้ปัญหานี้ จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เฉพาะหน่วยงานด้านสาธารณสุข” (ทักษพล,2557) แนวโน้มคนไทยเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น โดยสหพันธ์เบาหวานนานาชาติได้คาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2583 ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยเบาหวานสูงถึง 5.3 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะมีผู้สูงอายุ 1 คนในทุกๆ 5 คนเป็นโรคเบาหวานซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการณ์ว่า ปัจจุบันประเทศไทยจะต้องจัดสรรงบประมาณ ร้อยละ 11 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดสำหรับการดูแลรักษาโรคเบาหวานและคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41 ภายในปี พ.ศ.2573 ซึ่งหากคนไทยป่วยด้วยโรคเบาหวาน รวม 3 ล้านคน/ปี จะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลทั้งสิ้นประมาณ 47,596 ล้านบาท/ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศและประชากร(สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, พ.ศ.2551) 3 ปีย้อนหลัง( ปี 2561-2563 ) อำเภอเขื่องในมีผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวน 5,609 ,5,814 และ 6,141 คน ตามลำดับ ในกลุ่มนี้เป็นผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 556 ,374 และ 535คนตามลำดับซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆและเป็นอันดับหนึ่งของTop5ของผู้ป่วยที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลผู้ป่วยกลุ่มนี้หากไม่ได้รับการดูแลตนเองที่เหมาะสมจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่องมีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาสูงสาเหตุการเกิดภาวะแทรกซ้อนเกิดจากผู้ป่วยขาดความตระหนักในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ

มีข้อแนะนำการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ที่แตกต่างกัน ได้แก่ เด็กปฐมวัย (0 - 5 ปี) ควรมีกิจกรรมทางกายที่หลากหลาย อย่างน้อย 180 นาทีต่อวัน เด็กและวัยรุ่น (6 - 17 ปี) ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนัก อย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน ผู้ใหญ่ (18 - 59 ปี) ควรมีกิจกรรม ทางกายระดับปานกลาง อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือกิจกรรมทางกายระดับหนัก อย่างน้อย 75 นาที ต่อสัปดาห์และกิจกรรมพัฒนาความแข็งแรงและความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ผู้สูงวัย (60 ปีขึ้นไป) ควรมีกิจกรรมทางกายเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่เพิ่มกิจกรรมพัฒนาสมดุลร่างกาย และป้องกันการหกล้ม อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ปัจจุบันคนมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไปขาดการมีกิจกรรมทางกาย มีกิจกรรมที่ใช้พลังงานต่ำ ที่เรียกว่า “พฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behaviour)” เช่น การนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ การใช้คอมพิวเตอร์ การนั่งคุยกับเพื่อน การนั่ง หรือนอนดูโทรทัศน์ ที่ไม่รวมการนอนหลับ มีแนวโน้มที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากขึ้น โดยควร ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ด้วยการลุกขึ้นเดินไปมาหรือยืดเหยียดร่างกาย ทุก 1 ชั่วโมง ตลอดจนปัญหาเรื่องของปัญหาพฤติกรรมการกิน และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เร่งรีบอันนำมาสู่โรคอ้วนและโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆจึงทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง และมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ตลอดเวลา มีภาวะเสี่ยงต่อโรคอ้วน ตลอดจนโรคไข้หวัดเรื้อรังซึ่งมีผลต่อสุขภาพร่างกาย

คะแนน:
1
2
3
4
5
stars
4. วัตถุประสงค์และตัวชี้วัด
  1. เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในเด็กและวัยรุ่น
    25.54
    47.49

    ร้อยละของเด็กและวัยรุ่นอายุ 5-17 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลางถึงมาก อย่างน้อยที่สุด 60 นาทีต่อวัน)

  2. เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในผู้ใหญ่
    38.80
    46.57

    ร้อยละของผู้ใหญ่อายุ 18-64 ปี ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลางถึงมาก อย่างน้อยที่สุด 150 นาทีต่อสัปดาห์)

  3. เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในผู้สูงอายุ
    43.07
    61.54

    ร้อยละของผู้สูงอายุ 65 ปี ขึ้นไป ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ (ระดับปานกลาง อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์)

  4. เพื่อเพิ่มการสัญจรโดยการเดินหรือใช้จักรยานในชุมชน
    31.44
    36.68

    ร้อยละของคนที่มีการสัญจรโดยการเดินหรือใช้จักรยานในชุมชน

  5. เพื่อเพิ่มการออกกำลังกายในชุมชน
    41.92
    47.16

    ร้อยละของคนที่ออกกำลังกายในชุมชน

  6. เพื่อเพิ่มการเรียนการสอนในลักษณะ Active learning และ Active play ในโรงเรียนและศูนย์ฯเด็กเล็ก
    28.57
    42.85

    ร้อยละของเวลาในโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนและการเล่นแบบกระฉับกระเฉง (Active play Active learning)

  7. เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายในสถานที่ทำงาน
    94.44
    100.00

    ร้อยละของสำนักงานหรือหน่วยงานราชการ ที่มีกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เช่น การออกกำลังกาย การมีการเคลื่อนไหวระหว่างการทำงาน

 

คะแนน:
1
2
3
4
5
stars
5. กลุ่มเป้าหมาย
format_list_bulleted_add
กลุ่มเป้าหมาย
  1. กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน
    300
  2. กลุ่มวัยทำงาน
    500
  3. กลุ่มผู้สูงอายุ
    300
description
รายละเอียดกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติม

 

คะแนน:
1
2
3
4
5
stars
6. ระยะเวลาดำเนินงาน
1 กุมภาพันธ์ 2565 30 สิงหาคม 2565
คะแนน:
1
2
3
4
5
stars
7. วิธีการดำเนินงาน
  • กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
  • งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
sports_handball
กิจกรรมที่จะดำเนินการ
  1. การสร้างความรู้ ความเข้าใจ จัดการความรู้และนวัตกรรม และการสื่อสาร

    1.สื่อสารในช่องทางต่าง ๆ ที่หลากหลายรูปแบบ ที่สอดคล้องกับวัยและวิถีการทำงานของกลุ่มอาชีพต่าง ๆเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรณรงค์เรื่องกิจกรรมทางกาย และการลดพฤติกรรมเนือยนิ่งของคนในชุมชน เช่น การจัดนิทรรศการ เสียงตามสายในโรงเรียน หอกระจายข่าวหมู่บ้าน 2.รวบรวมและกระจายสื่อ สื่อเอกสารคลิปสั้น เพื่อการเรียนรู้ เชิญชวนให้คนมีกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่งด้านกิจกรรมทางกาย เพื่อให้โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำไปใช้ในระดับครัวเรือน ชุมชน ศูนย์เด็กเล็ก สถานที่ทำงาน 3. ชักชวนให้โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็กผลิตสื่อการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้และการเล่นอย่างสร้างสรรค์ (Active learning active play) 4.สร้างความเข้าใจร่วมกับสถานศึกษาพัฒนาหลักสูตรในพื้นที่ และกิจกรรมเสริมหลักสูตร ที่สอดแทรกเนื้อหา วิธีการสอนที่เน้นการมีกิจกรรมทางกาย เช่น เกษตรในโรงเรียน กิจกรรมปลูกป่า เดินสำรวจสมุนไพร กีฬาและการละเล่นไทย

    1 กุมภาพันธ์ 2565 ถึง 30 สิงหาคม 2565

    1.จำนวนครั้งการถ่ายทอด การสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และการณรค์เรื่องกิจกรรมทางกาย 2. ความรู้ ความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมายต่อความสำคัญการมีกิจกรรมทางกาย

    0.00 บาท
  2. 2.การขับเคลื่อนกระบวน การนโยบายสาธารณะในพื้นที่เพื่อเพิ่มการมีกิจกรรมทางกาย

    2.1 ผลักดันนโยบายศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนจัดรูปแบบกิจกรรมทางกายควบคู่กับกิจกรรมด้านอาหารและโภชนาการ 2.2 ผลักดันให้เกิดนโยบายการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา สถานประกอบการที่เอื้อต่อการสร้างแรงจูงใจ ความปลอดภัยในการมีกิจกรรมทางกาย 2.3 ร่วมสร้างนโยบายของหน่วยงาน สถานประกอบการ ในการจัดสรรเวลา สถานที่ และส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายของบุคลากร พนักงาน 2.4 ร่วมสร้างข้อตกลงชุมชนในการใช้พื้นที่สาธารณะ การใช้เส้นทางสัญจร (เดิน/จักรยาน) ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายของคนในชุมชน 2.4 ผลักดันนโยบายการจัดกิจกรรมทางกายในโรงเรียนผู้สูงอายุ สนับสนุนผู้สูงอายุเป็นจิตอาสาเป็นวิทยากรในโรงเรียน และศูนย์เด็กเล็ก 2.5 สนับสนุนข้อตกลงของชุมชนในการกำหนดให้มีการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายควบคู่กับการส่งเสริมกีฬาของเยาวชนในพื้นที่

    1 กุมภาพันธ์ 2565 ถึง 15 มีนาคม 2565

    เกิดข้อตกลงนโยบายศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน สถานประกอบการ หน่วยงานในการจัดกิจกรรมทางกาย

    เกิดข้อตกลงการใช้พื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายของคนในชุมชน

    0.00 บาท
  3. การพัฒนาขีดความ สามารถเครือข่าย

    3.1 พัฒนาแกนนำนักเรียน แกนนำในสถานประกอบการ แกนนำในชุมชน เพื่อถ่ายทอดและเป็นผู้นำเรื่องกิจกรรมทางกาย การลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง - จัดอบรมแกนนำนักเรียน
    - จัดอบรมแกนนำออกกำลังกายสถานประกอบการ แกนนำชุมชน 3.2 ขอความร่วมมือครูสุขศึกษา/พละ/ครูอนามัยโรงเรียน เรื่องกิจกรรมทางกายที่ไม่ได้เน้นการออกกำลังกาย 3.3 พัฒนาความรู้ ความเข้าใจเครือข่ายผู้สูงอายุในการเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้เรื่องกิจกรรมทางกาย ให้ศูนย์เด็กเล็ก/โรงเรียน รู้จักการละเล่นไทย/ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทำว่าว เล่านิทาน 3.4 สร้างเครือข่าย องค์กร หน่วยงานต้นแบบให้มีความสามารถในการขับเคลื่อนงานกิจกรรมทางกาย พัฒนาศักยภาพชมรม เครือข่ายผู้ปกครอง ชมรมกีฬาในชุมชน ให้มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องกิจกรรมทางกาย เพื่อถ่ายทอดต่อ

    งบประมาณ
    ค่าอาหารกลางวัน ค่าอาหารว่าง 100 บาท* 66 คน เป็นเงิน 6600 บาท ค่าตอบแทนวิทยากร 4 ชั่วโมงๆ ละ 600 บาท เป็นเงิน 2400 บาท ค่าป้ายอบรม 1000 บาท

    1 มีนาคม 2565 ถึง 10 มีนาคม 2565

    เกิดแกนนำนักเรียน แกนนำในสถานประกอบการ แกนนำในชุมชน แกนนำผู้สูงอายุ ที่สามารถถ่ายทอดและเป็นผู้นำกิจกรรมทางกาย

    เกิดเครือข่าย องค์กร หน่วยงานต้นแบบ

    10000.00 บาท
  4. การสร้างกลไกความร่วมมือขององค์กร หน่วยงาน เครือ ข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อการเพิ่มกิจกรรมทางกายของคนในชุมชน

    4.1 พัฒนาความร่วมมือในการใช้สนามในสถานที่ราชการ หรือเอกชนหลังเลิกงานเพื่อนันทนาการและออกกำลังกายสำหรับประชาชน

    4.2 พัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น/พื้นที่ให้มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องกิจกรรมทางกาย

    4.3 สร้างความร่วมมือกับองค์กร หน่วยงานในการสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น แสงสว่างในการมีกิจกรรมทางกายของคนในชุมชนยามค่ำคืน

    4.4 ร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุข พม. ศธ.ในการสนับสนุนการมีกิจกรรมทางกายของคนในชุมชน

    1 กุมภาพันธ์ 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2565

    มีเครือข่ายให้ความร่วมมือเพื่อการเพิ่มกิจกรรมทางกาย

    0.00 บาท
  5. จัดกิจกรรมทางกาย

    จัดกิจกรรมทางกายในสถานประกอบการ ในชุมชน
    1. สำรวจจัดทำทะเบียนกลุ่มเป้าหมายที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ - ในชุมชน จัดให้มีการรวมกลุ่มออกกำลังกายทุกเย็นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ วันละ 30 นาที โดยมีแกนนำออกกำลังกายในชุมชนเป็นผู้นำ - ในชุมชน ผู้ที่ไม่พร้อมการรวมกลุ่มออกกำลังกายในชุมชน ให้มีการทำกิจกรรมทางกายที่ครัวเรือน กำหนดทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ วันละ 30 นาที โดยมี ผู้นำออกำลังกาย และอสม. ออกเยี่ยมแนะนำการมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล และติดตามสำรวจการปฏิบัติตามข้อตกลงเดือนละ 1 ครั้ง - ในหน่วยงาน สถานประกอบการ มีการจัดกิจกรรมทางกายก่อนทำงานและก่อนเลิกงานทุกวัน ครั้งละ 15 นาที

    1 มีนาคม 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2565

    จำนวนผู้ร่วมกิจกรรมทางกายในชุมชน ในหน่วยงาน ในสถานประกอบการ
    จำนวนผู้ปฏิบัติตามข้อตกลงการทำกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ

    0.00 บาท
  6. ติดตามประเมินผล

    6.1 ติดตามประเมินพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายในแต่ละกลุ่มอายุ ติดตามสถานะสุขภาพในกลุ่มวัยทำงาน วัยผู้สูงอายุ ระดับความดันโลหิต รอบเอว ดัชนีมวลกาย
    6.2 รายงานสะท้อนข้อมูล คืนข้อมูลให้หน่วยงานสถานประกอบการ ทุก 1 เดือน 6.3 สรุปข้อมูล คัดเลือกบุคคลต้นแบบ จัดหารางวัลมอบเชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบ

    1 มีนาคม 2565 ถึง 27 สิงหาคม 2565

    รายงานผลการติดตามการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสถานะสุขภาพ ประชาชนในแต่ละกลุ่มวัยมีพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายเพียงพอ

    0.00 บาท
description
วิธีการดำเนินงานเพิ่มเติม

 

คะแนน:
1
2
3
4
5
stars
8. งบประมาณโครงการ
description
หมายเหตุ

 

คะแนน:
1
2
3
4
5
stars
9. ผลการดำเนินงานที่คาดหวัง
format_list_bulleted_add
ผลจากการดำเนินโครงการท่านคาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

คนในชุมชนมีกิจกรรมทางกายเพียงพอส่งผลให้มีสถานะสุขภาพที่ดี

คะแนน:
1
2
3
4
5
stars
10. เอกสารประกอบโครงการ
คะแนน:
1
2
3
4
5
พี่เลี้ยง อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานีโครงการเข้าสู่ระบบเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2565 12:02 น. แก้ไขล่าสุดเมื่อ 14 ก.ค. 2565 10:31 น.
คะแนน:
1
2
3
4
5