ส่งเสริมการเผ้าระวังโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชนบ้านโตน ปี 2564
-
นางสุวรีย์ ปินคำ นางสุรัสวดีสะสมและคณะ
สถานการณ์ปัจจุบันกลุ่มโรคไม่ติดต่อเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของประเทศไทย ทั้งในมิติของจำนวนการเสียชีวิตและภาวะโรคโดยรวมในประเทศไทย ภาวะโรคเกิดจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อหลักสำคัญ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (ข้อมูลจากสำนักโรคไม่ติดต่อกรมควบคุมโรค)ประชากรที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อมีจำนวนเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงปัจจัยทางสังคม เช่น การขยายตัวของสังคมเมือง กลยุทธ์ทางการตลาด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการสื่อสาร ที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตและทำให้ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้มาตรฐาน หลักเกณฑ์และรูปแบบ การเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคไม่ติดต่อที่ดำเนินงานอยู่ยังไม่เพียงพอต่อการจัดการปัญหาและ ลดผลกระทบที่เกิดจากโรคไม่ติดต่อได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพเท่าที่ควรการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ
( Health Literacy ) ให้ประชาชนได้มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์โดย มีแกนนำเครือข่ายด้านสุขภาพ รวมทั้ง ชุมชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบาย มีมาตรการในชุมชนโดยมีเป้าหมายคือ ประชาชนกลุ่มเสี่ยงจัดการสุขภาพตนเองได้จะช่วย ลดการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังลงได้
นอกจากนั้นยังพบประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะภาวะเครียด ประชาชนมีความเสี่ยงป่วยด้วยโรคซึมเศร้าและ สตรี วัยเจริญพันธ์ มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ตลอดจนปัญหาสุขภาพ ด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคที่มาจากพฤติกรรมสุขภาพเช่น โรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัญหาในระดับต้น ของ รพสต. บ้านโตน โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากการบริโภคอาหารไม่ดีต่อสุขภาพ (การบริโภคเกลือ น้ำตาล และไขมันอิ่มตัว มากเกินไป) การไม่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูล ในปีที่ผ่านมาพบว่า ประชากรอายุ 15ปีขึ้นไป2,049คน ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง 396ราย ( ร้อยละ 19.32 ของประชากร ) โดยรักษาที่ รพ.สต. 242 ราย และคุมระดับความดันโลหิตได้ดี ร้อยละ 50.2ผู้ป่วยเบาหวาน 222ราย ( ร้อยละ 10.83 )รักษาที่ รพ.สต. บ้านโตน89รายคุมระดับน้ำตาลได้ดี ร้อยละ 42และกลุ่มป่วยเหล่านี้ มี ผลการตรวจการทำงานของไตมีภาวะการเสื่อมของไตผิดปกติ จำนวน12รายซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายหากมีการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพสู่การมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ให้ประชาชนทั้งกลุ่มเสี่ยงกลุ่มป่วย ญาติ มาเรียนรู้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ และมีเป้าหมายมีทักษะการดูแลตนเอง ประเมินพฤติกรรมเสี่ยงของตนเองทุกเดือนและประเมินทางเลือก ในการปฏิบัติตนเปลี่ยนแปลงตนเอง และ ประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในชุมชนในการออกติดตามการดำเนินกิจกรรม ทุกเดือนจะนำไปสู่การลดความรุนแรงของโรคในกลุ่มป่วย ลดโรค ลดภัยจากโรคเรื้อรังในกลุ่มเสี่ยงกลุ่มปกติ เหล่านี้ลงได้
จากเหตุผลความจำเป็นและสภาพปัญหาดังกล่าว รพ.สต.บ้านโตน จึงได้จัดทำโครงการโครงการ
ส่งเสริมการเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชนบ้านโตน ปี 2564 ขึ้น
-
กลุ่มวัยทำงาน2049
-
กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอด0
-
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง50
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
กิจกรรม การสนทนากลุ่ม ( focus group ) เสริมความรู้ แกนนำ อสม.Buddy
จัดกิจกรรม การสนทนากลุ่ม ( focus group ) เสริมความรู้ แกนนำ อสม.Buddy 30 คน ในการออกติดตามส่งเสริมทักษะการดูแลตนเอง และกลุ่มเสี่ยงสูง เบาหวาน/ ความดันโลหิตสูง
จำนวน 60 คน รวม 90 คน
ถึง8750.00 บาท -
กิจกรรมสนทนากลุ่ม ( focus group ) ในกลุ่มป่วยโรค ความดันโลหิตสูง
2 กิจกรรมสนทนากลุ่ม ( focus group ) ในกลุ่มป่วยโรค ความดันโลหิตสูง ที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน 1 ครั้ง เป้าหมาย 50 คน
ถึง6550.00 บาท -
การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพหญิงวัยเจริญพันธ์ในการเฝ้าระวังมะเร็งเต้านมมะเร็งปากมดลูก
กิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการ การส่งเสริมความรู้แกนนำ อสม.เชี่ยวชาญด้านการตรวจเต้านม ในการสื่อสารความเสี่ยงกับกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งฝึกทักษะ การสอนการ ตรวจเต้านมด้วยตนเอง อย่างต่อเนื่องที่บ้านจำนวน หมู่ละ 10 คน รวม 40 คน
ถึง4550.00 บาท
- ประชาชนมีความรอบรู้ในเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์
- ลดอัตราป่วย ตายด้วยโรคไม่ติดต่อรายใหม่ และลด ลดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มป่วย และความพิการที่ป้องกันได้
- ชุมชนมีรูปแบบหรือ มาตรการขับเคลื่อนกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพ ทุกกลุ่มวัย
- มีแกนนำ อสม. ที่เชี่ยวชาญตรวจเต้านม และให้ความรู้กลุ่มเป้าหมายในการตรวจเต้านมด้วยตนเองได้
