โครงการต้านภัยวัณโรค พิชิตกลุ่มเสี่ยง
-
-
วัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยมาเป็นเวลานาน ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียหายทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมาก อุบัติการณ์ของวัณโรคเคยลดลงอย่างช้าๆในอดีตแต่ในระยะหลังนี้กลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคเอดส์และการดื้อยา แม้ว่าประเทศไทยจะนำกลยุทธ์ DOTS มาใช้ในการดำเนินงานควบคุมวัณโรค แต่อัตราผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะพบเชื้อยังอยู่ และประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ทำให้ปัญหาวัณโรคทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ในแต่ละปีมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ขึ้นทะเบียนรายใหม่ ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะบวกที่สามารถแพร่เชื้อได้ และมีแนวโน้มของการดื้อต่อยารักษาวัณโรคเพิ่มสูงขึ้น กลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับการตรวจคัดกรองวัณโรค มี ๗ กลุ่ม ดังนี้ ๑.ผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค ๒.ผู้สูงอายุ ๓. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง(เบาหวาน/ความดัน/COPD/Stroke/ไต/มะเร็ง) ๔.ผู้ติดเชื้อ HIV/AIDs ๕. แรงงานต่างด้าว ๖. ผู้ต้องขัง ๗. ผู้ติดสุรา/ยาเสพติด สำหรับข้อมูลผลการดำเนินงานกลุ่มเสี่ยง ๓ ปี ย้อนหลัง ในเขตพื้นที่รับผิดชอบกลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลกาบัง ตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๖๓-๒๕๖๕ ร้อยละ๘๗.๕๗ ๙๔.๘๗ ๙๗.๐๐ ซึ่งหากไม่มีการควบคุมที่ดีและถูกต้องตามแนวทาง อาจก่อให้เกิดการระบาดของวัณโรคในอนาคตได้ ดังนั้น เพื่อผลสำเร็จในการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับวัณโรค จึงจัดทำโครงการ ต้านภัยวัณโรค พิชิตกลุ่มเสี่ยงปี ๒๕๖๖ โดยหน่วยงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลกาบัง ตำบลกาบัง อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ปีงบประมาณ ๒๕๖๖ เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องวัณโรคเพิ่มขึ้น ลดอัตราการเกิดผู้ป่วยรายใหม่และติดตามควบคุมวัณโรคโดยการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยและการส่งต่อผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไป
-
เพื่อให้ผู้เข้าอบรม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรควัณโรคเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๖๐ (จากการทำแบบทดสอบก่อน-หลัง การอบรม)60.00
ร้อยละ ๖๐ กลุ่มเป้าหมายได้รับความรู้ ความเข้าใจ และสามารถป้องกันตนเองในการแพร่ระบาดในชุมชนได้ (จากการทำแบบทดสอบก่อน-หลัง การอบรม)
-
เพื่อพัฒนาระบบการติดตามควบคุมวัณโรคโดยการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยและการส่งต่อผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ0.00
กลุ่มเป้าหมายสามารถค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ในชุมชนได้ และประสานต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อระบบการส่งต่อในการรักษาได้เร็วขึ้น
-
เพื่อให้ผู้เข้าอบรม คัดกรองอาการเสี่ยงเกี่ยวกับโรควัณโรคด้วยตนเองได้0.00
กลุ่มเป้าหมาย ได้รับบริการคัดกรองอย่างครอบคลุม และเกิดการตระหนักในเรื่องวัณโรคเพิ่มขึ้น
-
กลุ่มวัยทำงาน0
-
กลุ่มผู้สูงอายุ0
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง126
-
สำหรับการบริหารหรือพัฒนากองทุนฯ [ข้อ 10(4)]0
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
อบรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับวัณโรคแก่ประชากรกลุ่มเสี่ยง
- ค่าอาหารกลางวัน จำนวน ๙๐ คนๆ ละ ๕๐ บาท จำนวน ๑ มื้อเป็นเงิน๔,๕๐๐บาท
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน ๙๐ คนๆ ละ ๓๕ บาท จำนวน ๒ มื้อเป็นเงิน๖,๓๐๐บาท
- ค่าวิทยากรอัตรา ๓๐๐ บาท/ชม. จำนวน ๖ ชั่วโมงเป็นเงิน๑,๘๐๐ บาท
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน ๙๐ คนๆ ละ ๓๕ บาท จำนวน ๒ มื้อเป็นเงิน๖,๓๐๐บาท
1 สิงหาคม 2566 ถึง 1 สิงหาคม 2566ผลผลิต:เพื่อให้ผู้เข้าอบรม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรควัณโรคเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๖๐ (จากการทำแบบทดสอบก่อน-หลัง การอบรม)
และคัดกรองอาการเสี่ยงเกี่ยวกับโรควัณโรคด้วยตนเองได้
ผลลัพธ์:ร้อยละ ๖๐ กลุ่มเป้าหมายได้รับความรู้ ความเข้าใจ สามารถป้องกันตนเองในการแพร่ระบาดในชุมชนได้ (จากการทำแบบทดสอบก่อน-หลัง การอบรม) และได้รับบริการคัดกรองอย่างครอบคลุม เกิดการตระหนักในเรื่องวัณโรคเพิ่มขึ้น
12600.00 บาท - ค่าอาหารกลางวัน จำนวน ๙๐ คนๆ ละ ๕๐ บาท จำนวน ๑ มื้อเป็นเงิน๔,๕๐๐บาท
-
ลงพื้นที่ติดตาม เฝ้าระวัง หากลุ่มเสี่ยงเพิ่มเติม ใช้แบบคัดกรอง (ICF1) ผู้ที่มีอาการสงสัยวัณโรคปอด
-ค่าตอบแทนในการลงพื้นที่ จำนวน ๑๐๐บาท x๑๒ คน x ๓ ครั้ง เป็นเงิน ๓,๖๐๐ บาท
1 สิงหาคม 2566 ถึง 1 สิงหาคม 2566ผลผลิต:เพื่อพัฒนาระบบการติดตามควบคุมวัณโรคโดยการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยและการส่งต่อผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์:กลุ่มเป้าหมายสามารถค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ในชุมชนได้ และประสานต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อระบบการส่งต่อในการรักษาได้เร็วขึ้น
3600.00 บาท
ร้อยละ ๖๐ กลุ่มเป้าหมายได้รับความรู้ ความเข้าใจ สามารถป้องกันตนเองในการแพร่ระบาดในชุมชนได้ (จากการทำแบบทดสอบก่อน-หลัง การอบรม)และได้รับบริการคัดกรองอย่างครอบคลุม เกิดการตระหนักในเรื่องวัณโรคเพิ่มขึ้น สามารถค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ในชุมชนได้ และประสานต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อระบบการส่งต่อในการรักษาได้เร็วขึ้น
