โครงการเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในเลือดเกษตรกร
-
จำนวนของเกษตรกรที่มีสารเคมีทางการเกษตรตกค้างในกระแสเลือดระดับอันตราย(คน)0.00
-
จำนวนผู้บริโภคที่มีสารเคมีทางการเกษตรตกค้างในกระแสเลือดระดับอันตราย0.00
ประชากรไทยมีอาชีพพื้นฐานอยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบผู้มีรายได้น้อย แต่ทำงานที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัด ท่าทางการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการปวดหลังและกล้ามเนื้ออักเสบ รวมทั้งการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพมีพิษทั้งแบบเฉียบพลัน และเรื้อรังตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนรุนแรงถึงแก่ชีวิตขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ความเป็นพิา และปริมาณที่ได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสามารถเข้าสู้ร่างกายได้หลายทาง โดยการสัมผัสทางผิวหนังที่ไม่สวมถุงมือและรองเท้าบู๊ท ป้องกันขณะทำงานกับสารเคมี การสูดหายใจละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศ และการรับประทานอาหารและดื่มน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน พฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยทำให้เกษตรกรมีความเสี่ยงจากการได้รับอันตรายจากสารเคมีเพิ่มขึ้นยกตัวอย่างเช่น ใช้ถังภาชนะบรรจุสารเคมีที่รั่วซึม ฉีดพ่นสวนทิศทางลมทำให้เสื้อผ้าเปียกชุ่มสารเคมีโดยไม่อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ซึมเปื้อนทันที เป็นต้นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สามารถทำอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้ทั้งมนุษย์ และสัตว์ กล่าวคือ จะไปทำลายอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต ปอด สมอง ผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และตา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะรับสารเคมีเข้าสู้ร่างกาย ทางใด และปริมาณมากน้อยเท่าใด ส่วนใหญ่แล้วที่อวัยวะภายในร่างกายได้สะสมสารเคมีไว้จนถึงขีดที่ร่างกายไม่อาจทนได้จึงแสดงอาการต่างๆขึ้นมาเช่นโรคมะเร็ง โรคต่อมไร้ท่อ เป็นต้น ตำบลอุใดเจริญเป้นตำบลหนึ่ง ที่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม ดดยมีพื้นที่ที่ใช้ในการเกษตร มากถึงร้อยละ 70 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ ทำสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืช คาดว่ากระจายและขยายเป็นวงกว้าง และยังไม่ได้รับการประเมิณภาวะเสี่ยง ผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรว่าอยู่ในระดับใด ประกอบกับเกษตรกรในตำบลอุใดเจริญ ยังคงมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในการนำมาใช้นั้นได้มีการใช้อย่างไม่ถูกวิะี และขาดความรู้ จึงทำให้มีผลกระทบกับด้านสุขภาพโดยตรง ดังนั่นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านผัง 34 จึงเล็งเห็นความสำคัยของสุขภาพเกษตรกรในตำบลอุใดเจริญจึงได้จัดทำโครงการตรวจคัดกรองหาสารพิษตกค้างในเลือดเกษตรกร ขึ้นเพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในตำบลอุใดเจริย ได้รับการตรวจสุขภาพ และเจาะเลือดเพื่อดูปริมารสารเคมีตกค้างในกระแยเลือดว่าอยู่ในระดับใดเพื่อทำการเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อไป
-
เพื่อตรวจหาระดับปริมาณสารเคมีตกค้างในเลือดของเกษตรกรที่มีผลต่อสุขภาพ
ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรได้รับการตรวจหาระดับโคลีนเอสเทอเรสในเลือดอย่างน้อยร้อยละ 80
-
เพื่อเฝ้าระวังภาวะสุขภาพของเกษตรกร
- เกษตรกรผู้ผา่นการตรวจฯทราบระดับความเสี่ยงต่อภาวะสารเคมีตกค้างใน เลือด ของตนเอง ร้อยละ 100
- เกษตรกรผู้ผ่านการตรวจหาระดับโคลีนเอสเทอเรสในเลือด และมีความเสี่ยงได้รับความรู้และปรับเปลี่ยน พฤติกรรม ร้อยละ 100
-
เพื่อให้เกษตรกรเกิดความรุ้และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเองที่ถูกต้อง
การลดลงของระดับโคลีนเอสเทอเรสของผู้ที่มีความเสี่ยง
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง1000
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
ประชุมเชิงปฏิบัติการ
กิจกรรมย่อย กิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการ ให้ความรู้
ค่าอาหารกลางวัน 50 บ.* 95 คน = 4,750 บ.
ค่าอาหารว่าง 25 บ.*2 มื้อ * 95 คน = 4,750 บ
ค่าชุดทดสอบเอนไซโคลีนเอสเทอเรส 16 ชุด = 16,000 บ.
ค่าป่ายไวนิลโครงการ 13 ม.150 บาท *2 = 900 บ.
รวม 26,400 บาท
ถึงผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ด้านการตรวจคัดกรองหาระดับโคลีนเอสเทอเรส เพื่อประเมินระดับของสารเคมีในเลือด
26400.00 บาท -
การตรวจคัดกรองหาระดับโคลีนเอสเทอเรสในเลือดเกษตรกร ชุมชน
กิจกรรมย่อย ตรวจคัดกรองหาระดับเอนไซย์โคลีนเอสเทอเรสในชุมชน
ค่าตอบแทน 100 บ.*10 คน * 4ครั้ง = 4,000 บ. (ในเขตรับผิดชอบของรพ.สต.บ้านผัง 34)
ค่าตอบแทน 100 บ.*5 คน * 5ครั้ง = 2,500 บ.(ในเขตรับผิดชอบของรพ.สต.อุใดเจริญ)
รวมเป็นเงิน 6,500 บาท
ถึงผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรได้รับการตรวจหาระดับโคลีนเอสเทอเรสในเลือดอย่างน้อยร้อยละ 80
6500.00 บาท
- ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ด้านการตรวจคัดกรองหาระดับโคลีนเอสเทอเรส เพื่อประเมินระดับของสารเคมีในเลือด
- ทราบถึงสถานการณ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในเลือดของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในตำบลอุใดเจริญ เตือนชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- เพื่อจะได้นำข้อมูลมาใช้ในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การเฝ้าระวังและควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพของเกษตรกรในชุมชน สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
