โครงการเฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยในเกษตรกร
-
นายเอนกกลิ่นรส
-
นางสาวณัฐณิชาสมจิตร
-
นางสาวเบญจมาศเกื้อสุข
-
นางกิตติยาพรหมปาน
-
นายเอนกกลิ่นรส
-
นางสาวณัฐณิชาสมจิตร
-
นางสาวเบญจมาศเกื้อสุข
-
นางกิตติยาพรหมปาน
-
นายเอนกกลิ่นรส
-
นางสาวณัฐณิชาสมจิตร
-
นางสาวเบญจมาศเกื้อสุข
-
นางกิตติยาพรหมปาน
-
นายเอนกกลิ่นรส
-
นางสาวณัฐณิชาสมจิตร
-
นางสาวเบญจมาศเกื้อสุข
-
นางกิตติยาพรหมปาน
-
จำนวนของเกษตรกร(คน)ที่มีสารเคมีทางการเกษตรตกค้างในกระแสเลือดระดับอันตราย53.00
-
ร้อยละของพื้นที่เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรทั้งหมด15.00
-
ร้อยละของประชาชนที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัย35.00
สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สามารถทำอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้ทั้งมนุษย์ และสัตว์ กล่าวคือ จะไปทำลายอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต ปอด สมองผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และตาซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางใด และปริมาณมากน้อยเท่าใด ส่วนใหญ่แล้วการที่อวัยวะภายในร่างกายได้สะสมสารเคมีไว้จนถึงขีดที่ร่างกายไม่อาจทนได้ จึงแสดงอาการต่างๆ ขึ้นมาเช่นโรคมะเร็ง โรคต่อมไร้ท่อโรคเลือดและระบบภูมิคุ้มกันเป็นต้น ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรมากถึงร้อยละ ๘๐ของพื้นที่ทั้งหมดซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ ทำไร่อ้อย ทำไร่ข้าวโพด ทำสวน ปลูกพืชผักผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืช จึงกระจายและขยายเป็นวงกว้าง และยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงอยู่ จากข้อมูลดังกล่าว แสดงว่าเกษตรกร ยังคงมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในการนำมาใช้นั้นได้มีการใช้อย่างไม่ถูกวิธีและขาดความรู้ จึงทำให้มีผลกระทบกับด้านสุขภาพโดยตรง ดังนั้นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทุ่งยาว จึงเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพเกษตรกร จึงได้จัดทำโครงการสำรวจความเสี่ยงจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกร ขึ้นเพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเสี่ยง ได้รับการตรวจสุขภาพและเจาะเลือดเพื่อดูว่ามีปริมาณสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดอยู่ในระดับใดเพื่อทำการเฝ้าระวังต่อไป
-
เพื่อลดปัญหาเกษตรกรมีสารเคมีทางการเกษตรตกค้างในกระแสเลือดระดับอันตราย0.00
จำนวนของเกษตรกรที่มีสารเคมีทางการเกษตรตกค้างในกระแสเลือดระดับอันตราย(คน)
-
เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์50.00
ร้อยละของพื้นที่เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรทั้งหมด
-
เพื่อลดประชาชนที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัย0.00
ร้อยละของประชาชนที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัย
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง150
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
อบรมเกษตรกรและกลุ่มเสี่ยงให้มีความรู้และมีทักษะในการเฝ้าระระวัง การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
ค่าวิทยากร จำนวน 1 คน เวลา 9 ชั่วโมงๆละ 600 บาท (3 หมู่บ้านๆละ 3 ชั่วโมง) เป็นเงิน 5,400 บาท
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ผู้เข้าอบรม จำนวน 150 คนๆละ 25 บาท เป็นเงิน 3,750 บาท
17 มกราคม 2567 ถึง 26 กรกฎาคม 2567เกษตรกรและกลุ่มเสี่ยงมีความรู้และทักษะในการเฝ้าระวัง การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทุกคน
9150.00 บาท -
ตรวจคัดกรองสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดเกษตรกรและกลุ่มเสี่ยง
- ค่ากระดาษทดสอบหาปริมาณโคลีนเอสเตอเรส จำนวน 3 ชุดๆละ 1,200 บาท เป็นเงิน 3,600 บาท
- เข็มเจาะเลือดเพื่อหาสารเคมีตกค้างในกระแสเลือด จำนวน 4 กล่องๆละ 50 ชิ้น ราคากล่องละ 250 บาท เป็นเงิน 1,000 บาท
20 มีนาคม 2567 ถึง 22 มีนาคม 2567เกษตรกรและกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจคัดกรองหารสารเคมีตกค้างในกระแสเลือด ทุกคน
4600.00 บาท -
จัดบริการลดสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดกลุ่มเสี่ยงฯโดยใช้สมุนไพรรางจืด
จัดบริการลดสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดกลุ่มเสี่ยงฯโดยใช้สมุนไพรรางจืด
8 เมษายน 2567 ถึง 8 เมษายน 2567กลุ่มเสี่ยงสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดได้รับบริการลดสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดโดยใช้สมุนไพรรางจืด ทุกคน
0.00 บาท -
ติดตามและประเมินผล
- ตรวจสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดกลุ่มเสี่ยงฯ หลังจากใช้รางจืด
- สร้างพื้นที่เกษตรปลอดภัยบริเวณบ้านของครอบครัวที่สนใจ
15 พฤษภาคม 2567 ถึง 15 พฤษภาคม 2567- กลุ่มเสี่ยงฯได้รับการตรวจคัดกรองซ้ำเพื่อประเมินผลหลังจากการใช้รางจืดทุกคน
- สร้างพื้นที่เกษตรปลอดภัยบริเวณบ้านของครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 50
0.00 บาท
- กลุ่มเกษตรกรทุกคนมีความรู้ มีทักษะ ในการเฝ้าระวังตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
- กลุ่มเสี่ยงฯ ที่ผ่านการตรวจสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดในรายที่มีความเสี่ยงได้รับการรางจืดทุกคน
