โครงการคัดกรองสารเคมีตกค้างในเลือด
สถานการณ์โรคและภัยสุขภาพจากสารเคมีในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราป่วยของโรคจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่งสูงขึ้นเช่นกัน กลุ่มเกษตรกรเป็นกลุ่มแรงงานที่สำคัญของประเทศ และยังคงมีปัญหาการเจ็บป่วยจากพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และสารกำจัดแมลง ซึ่งอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชดังกล่าวทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง อาการแสดงเฉียบพลันมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนรุนแรงถึงแก่ชีวิตขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ความเป็นพิษและปริมาณที่ได้รับ ส่วนอาการเรื้อรังสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะสะสมในระบบต่างๆ ของร่างกายทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกาย สารเคมีที่เข้าไปสะสมจะไปทำลายอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต ปอด สมอง ผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และตา ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางใด และปริมาณมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่แล้วการที่อวัยวะภายในร่างกายได้สะสมสารเคมีไว้จนจนถึงขีดที่ร่างกายไม่อาจทนได้ จนแสดงอาการต่างๆขึ้นมา เช่น โรคมะเร็ง โรคต่อมไร้ท่อ โรคเลือด และระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง โดยการสัมผัสทางผิวหนัง การสูดหายใจเอาละอองสารเคมีที่ฟุ้งกระจายในอากาศ และการรับประทานน้ำและอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อน ซึ่งพฤติกรรมการใช้สารเคมีที่ไม่ปลอดภัยนั้น ทำให้เกษตรกรผู้อาศัยในชุมชนและผู้บริโภคมีความเสี่ยงจากการได้รับอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น ในส่วนของการตรวจวิเคราะห์หาสารพวกออร์กาโนฟอสเฟตหรือคาร์บาเมท จากอวัยวะต่างๆ หรือจากเลือดมักจะได้ผลไม่ดี เนื่องจากสารพิษเหล่านั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกายอย่างรวดเร็ว โดยเกิดปฏิกิริยาทางเคมีหลายอย่าง จึงนิยมใช้วิธีตรวจหาระดับของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส (Cholinesterase Enzyme) ในเลือดและอวัยวะต่างๆ เป็นการยืนยันการเป็นพิษแทน เพราะสารเคมีทั้งสองกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส (Cholinesterase Enzyme) ซึ่งสามารถตรวจหาเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส (Cholinesterase Enzyme) โดยใช้กระดาษทดสอบพิเศษขององค์การเภสัชกรรม ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรมากถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่ทั้งหมด ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืช จึงกระจายและขยายเป็นวงกว้าง ดังนั้นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านในปง จึงเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพเกษตรกรในพื้นที่ จึงได้จัดทำโครงการตรวจคัดกรองสารเคมีในเลือดเกษตรกรและกลุ่มเสี่ยง ประจำปี 2567 ขึ้นเพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในบ้านพื้นที่ ได้รับการตรวจสุขภาพและเจาะเลือดเพื่อดูว่ามีปริมาณสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดอยู่ในระดับใดเพื่อทำการเฝ้าระวังต่อไป
-
เพื่อให้ประชาชนได้รับการตรวจคัดกรองหาระดับสารเคมีตกค้างในเลือด10.00
-
เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้รับความรู้และติดตามเฝาระวังภาวะสุขภาพ80.00
-
กลุ่มวัยทำงาน140
-
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง0
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง100
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
ประชุมคณะทำงาน
ขั้้นเตรียมการ
1.จัดทำโครงการเพื่อขออนุมัติ
2. ประชุมชี้แจงผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อรับทราบนโยบายวัตถุประสงค์และวางแผนการดำเนินโครงการ
3. ประสานกับพื้นที่เพื่อเตรียมการและจัดทำแผนกำหนดวันปฏิบัติงาน
4. ประชาสัมพันธ์โครงการเพื่อเตรียมกลุ่มเป้าหมาย และนัด วัน เวลา และสถานที่ในการจัดกิจกรรม
5. จัดเตรียมเอกสารและอุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินโครงการ17 มกราคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2567มีการเตรียมแผนการดำเนินงานโครงการ
0.00 บาท -
รับสมัครประชาชนวัยทำงานเข้าร่วมโครงการตรวจคัดกรองสารเคมีตกค้าง และอบรมใ่ห้ความรู้กลุ่มเป้าหมาย
ขั้นดำเนินการ
กิจกรรมลงทะเบียน และรับแบบสอบถามคัดกรองความเสี่ยงก่อนเข้ารับการเจาะเลือด
เตรียมเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ในการตรวจคัดกรองการตรวจเลือด โดยใช้กระดาษทดสอบเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส และชุดตรวจคัดกรองความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
ดำเนินการอบรมให้ความรู้วัยทำงานที่สมัครเข้าร่วมโครงการและตรวจคัดกรองสารเคมีตกค้าง จำนวน 140 คนและตรวจหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในกลุ่มเกษตรกร/ผู้บริโภค ตามวัน และเวลาที่นัดหมาย
โดยมีค่าใช้จ่ายดังนี้
ค่าอาหารกลางวัน สำหรับผู้เข้าร่วมอบรม จำนวน 140 คนๆละ 1 มื้อๆละ 80 บาท เป็นเงิน 11,200 บาท
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมอบรม จำนวน 140 คนๆละ 2 มื้อๆละ 25 บาท เป็นเงิน 7,000 บาท
ค่าสมนาคุณวิทยากรจำนวน 5 ชั่วโมงๆละ 600 บาท เป็นเงิน 3,000 บาท
ค่าชุดตรวจสารเคมีตกค้างในเลือด ชุดละ 1,700 บาท 2 ชุด เป็นเงิน 3,400 บาท
ค่าจ้างทำสมุดการป้องกันสารเคมีตกค้าและแจ้งผลตรวจ จำนวน 140 เล่มๆละ 20 บาท เป็นเงิน 2,800บาท
รวม 27,400 บาท
17 มกราคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2567ประชาชนวัยทำงานเข้าร่วมโครงการและได้รับการตรวจคัดกรองสารเคมีตกค้าง จำนวน 140 คน/ประชาชนวัยทำงานมีสุขภาพดี
27400.00 บาท -
ติดตามเฝ้าระวังตรวจซ้ำในกลุ่มที่ตรวจพบ เสี่ยงและไม่ปลอดภัย
ขั้นประเมินผล
1.ติดตามเฝ้าระวังตรวจซ้ำในกลุ่มที่ตรวจพบ เสี่ยงและไม่ปลอดภัย จำนวน 100 คน
โดยมีค่าใช้จ่ายดังนี้
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมอบรม จำนวน 100 คนๆละ 1 มื้อๆละ 25 บาท เป็นเงิน 2,500 บาท
รวม 2,500 บาท
แจ้งผลให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ทราบผลการตรวจว่าอยู่ในระดับใด ตามวัน และเวลาที่นัดหมาย
รายงานผลการดำเนินงานปรับปรุง พัฒนาจากผลการดำเนินงาน เพื่อใช้ในการจัดทำแผนงาน / โครงการต่อไป
17 มกราคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2567กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มไม่ปลอดภัย ได้รับการติดตามเฝ้าระวัง และตรวจซ้ำ
2500.00 บาท
1.ผู้้เข้าร่วมโครงการมีความรู้และเข้าใจอันตรายจากการสารเคมีกำจัดศัตรูพืช รวมไปถึงสามารถป้องกันตัวเองได้ หากมีการสัมผัสหรือใกล้ชิดกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2.ผู้เข้าร่วมโครงการได้รู้ผลว่าระดับสารเคมีในเลือดของตนเองว่าอยู่ในระดับใดเฝ้าระวังตรวจซ้ำในกลุ่มที่ตรวจพบ เสี่ยงและไม่ปลอดภัย หลังจากติดตาม กลับมา ปกติ และ ปลอดภัย
