โครงการ ชุมชนร่วมใจป้องกันไข้เลือดออก และโรคไข้มาลาเรีย ปี 2567
-
จำนวนผู้ที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก ต้องไม่เกิน ร้อยละ ๕๕ / แสนประชากร ไม่นับผู้ป่วยที่มาจากนอกพื้นที่ หรือ Import case40
-
จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรียต้องลดลง ๕๐ % จากจำนวนผู้ป่วย ในปี ๒๕66 ไม่นับผู้ป่วยที่มาจากนอกพื้นที่ หรือ Import case40
หลักการและเหตุผล
ในรอบระยะเวลา ตั้งแต่ ปี ๒๕62-๒๕66 ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่รับผิดชอบดูแลประชาชนในพื้นที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลมาโมงนั้น ได้มีรายงานการป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรียอย่างต่อเนื่องทุกปีในปี 2563สี่หมื่นแปดพันสี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน-2566 จากรายงานการเกิดโรคไข้เลือดออก จำนวน 2 ราย บางพื้นที่มีประชาชนป่วยด้วยโรคดังกล่าวจำนวนมากเป็นซ้ำซาก ทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่ ส่งผลถึงความสูญเสียรายได้ในภาคครัวเรือน โดยในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมาโมง ทั้ง ๔ หมู่บ้าน มีจำนวนผู้ป่วยสะสมตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาเฉพาะโรคไข้เลือดออก จำนวน ๔ ราย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพื้นที่และลักษณะภูมิประเทศของอำเภอสุคิริน เป็นป่าเขามีฝนตกชุกตลอดปีเหมาะแก่การแพร่พันธ์ของพาหะนำโรคอย่างยุงชนิดต่างๆโดยเฉพาะยุงลายและยุงก้นปล่องที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรียมาสู่คนได้
ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ทางกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลมาโมง ได้มีการสนับสนุนงบประมาณในการควบคุมโรคให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับภาระกิจการควบคุมโรคซึ่งได้แก่โรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกะลูบี รับผิดชอบหมู่บ้านทั้งหมด ๔ หมู่บ้านได้รับงบประมาณในการควบคุมโรคอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี ทำให้การดำเนินงานในการควบคุมโรคนำโดยแมลงของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกะลูบี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานปีแรก จำนวนผู้ป่วยด้วยไข้มาลาเรียลดลงเกินกว่า๕๐ % จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกลดลงและในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมายังไม่มีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก
จากเหตุผลและข้อมูลข้างต้นนั้นสามารถเปรียบเทียบให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าหากมีการสนับสนุนด้านงบประมาณและมีการทำงานอย่างจริงจังแล้วจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงและไม่มีการป่วยด้วยโรคดังกล่าวอีกทั้งนี้การดำเนินงานต้องมีการดำเนินงานควบคู่กับการให้สุขศึกษาในพื้นที่และการออกสำรวจแหล่งเพาะพันธ์ลูกน้ำยุงลายพร้อมทั้งทำลายแหล่งเพาะพันธ์ไปพร้อมเพื่อป้องกันและลดการเกิดโรค
-
1.เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญและตระหนักถึงอันตรายของโรคติดต่อที่มีอยู่ในพื้นที่มากขึ้น0
ประเมินจากแบบทดสอบความรู้ก่อนและหลังของการเข้ารับการอบรมของแกนนำควบคุมโรคประจำหมู่บ้าน
-
2.เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเฝ้าระวังโรค การดูแลตนเอง เรื่องโรคติดต่อ และสามารถดูแลเพื่อนบ้านได้ ให้มากขึ้น0
ประเมินจากการออกพ่นสารเคมีต่างๆ ทุกหมู่บ้าน ครอบคลุม ๑๐๐ %
-
3.เพื่อให้เกิดความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ0
จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรียต้องลดลง ๕๐ % จากจำนวนผู้ป่วย ในปี ๒๕66 ไม่นับผู้ป่วยที่มาจากนอกพื้นที่ หรือ Import case
-
4.เพื่อลดอัตราการป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรีย,ไข้เลือดออก0
จำนวนผู้ที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก ต้องไม่เกิน ร้อยละ ๕๕ / แสนประชากร ไม่นับผู้ป่วยที่มาจากนอกพื้นที่ หรือ Import case
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง0
-
ให้สุขศึกษาประชาสัมพันธ์แก่แกนนำหมู่บ้าน40
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
การดำเนินงาน
วิธีการดำเนินการ
ใช้เวลาในการดำเนินโครงการ ๘ เดือน โดยมีกลวิธีดังนี้
ระยะเตรียมการก่อนดำเนินโครงการ
๑.ประชุมทีมงานเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบโครงการ
๒.เตรียมสถานที่เพื่อจัดการอบรม ทีมงาน ควบคุมโรคระดับหมู่บ้าน
๓.จัดทำเอกสารต่าง ๆ และอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินโครงการ เช่น
-แบบทดสอบก่อนและหลังอบรม
-แผนที่หมู่บ้านเป้าหมาย
-สมุดคุมการออกปฏิบัติงานควบคุมโรค
-คู่มือการพ่นสารเคมี
-ทะเบียนคุมแผนการพ่นสารเคมี
-กล้องดิจิตอลสำหรับเก็บภาพผลงาน
ระยะดำเนินการ ก่อนการระบาด
๑.จัดอบรมทีมงานพ่นสารเคมี เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงปฏิบัติงาน
๒.สำรวจค่า BI,CI,HI
๓.สำรวจข้อมูลและแนวทางการระบาดของโรค รวมถึงกำหนด นิยามต่างๆ ไว้เพื่อกำหนดทิศทางในกรณีเกิดเหตุการณ์ระบาดขึ้น
๔.ให้สุขศึกษาประชาสัมพันธ์แก่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดระหว่างการปฏิบัติงาน เช่น
-กลุ่ม อสม.
-แกนนำครอบครัว
-กลุ่มแม่บ้าน
-กลุ่มเยาวชน
-กลุ่มผู้ใช้แรงงาน
๕.ทำแผนการออกให้สุขศึกษา
๖.ทำแผนการออกพ่นสารเคมีและเตรียมทรายอะเบท
๗.สรุปผลการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นเพื่อวางแผนการในขั้นต่อไป
๘.ออกพ่นสารเคมีตามแผน ครั้งที่ ๑
๙.เก็บข้อมูล ข้อปัญหาอุปสรรค ที่มีในระหว่างการปฏิบัติงาน มาประเมินแก้ไข เพื่อวางแผนใช้ในครั้ง ต่อไป
๑๐.สรุปการปฏิบัติงานครั้งที่ ๑ เพื่อเสนอต่อผู้บังคับบัญชาระดับต่อไป
ระยะดำเนินการขณะมีการระบาด
๑.ตรวจสอบข้อมูลที่ไดรับแจ้งหรือที่ได้จากการค้นหาให้ละเอียดรอบคอบ
๒.ลงสอบสวนโรคพร้อมด้วยทำการควบคุม ค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม ได้แก่
-สำรวจค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย
-พ่นสารเคมี รัศมี ๑๐๐ เมตรตามมาตรการ
-แจกทรายอะเบท
๓.ให้สุขศึกษารายบุคคล / รายกลุ่ม ตามแต่กรณี ให้บริการในเชิงรุกทุกพื้นที่
๔.เก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์หาสาเหตุ
๕.เขียนรายงาน ๕๐๖ ทุกราย
๗.ติดตามเฝ้าระวังการเกิดโรคซ้ำ ในระยะเวลา ๒๑ วัน
ระยะดำเนินการหลังการระบาด
๑.ออกให้บริการในเชิงรุกในทุกพื้นที่เพื่อเป็นการปฏิบัติการเชิงจิตวิทยาชุมชน
๒.ออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วยทุกรายเพื่อติดตามอาการ
๓.ให้สุขศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องการฟื้นฟูร่างกายและการดูแลตนเอง
๔.สำรวจค่าดัชนีลูกน้ำ
๕.สรุปผลการดำเนินโครงการและเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์แก้ไขปัญหา เพื่อวางแผนการใช้ในครั้งต่อไป
๖.สุ่มสำรวจความพึงพอใจในการดำเนินโครงการ
1 มีนาคม 2567 ถึง 30 สิงหาคม 25670 บาท -
งบประมาณ
ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลมาโมง ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้
ค่าจัดอบรมกลุ่มแกนนำควบคุมโรคประจำหมู่บ้าน ๔7 คน
1.1. ค่าอาหารในการจัดอบรม 60 บาท x ๑ มื้อ x 47 คน เป็นเงิน ๒,820 บาท
1.2. ค่าเครื่องดื่มและอาหารว่าง 35 บาท x 1 มื้อ x 47 คน เป็นเงิน 1,645 บาท
1.3. ค่าจัดทำป้ายไวนิล ขนาด 1x3 เมตร จำนวน 1 ผืน เป็นเงิน 750 บาท
1.4. ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการผสมน้ำยาพ่นหมอกควัน หมูบ้านละ ๒ ครั้ง ระยะห่าง ๑ เดือน
1.5. น้ำมันดีเซลหมู่บ้านละ 30 ลิตร x ๒ ครั้ง x ๔ หมู่บ้าน จำนวน 240 ลิตร x 37 บาท เป็นเงิน 8,880 บาท
1.6. น้ำมันเบนซินหมู่บ้านละ 10 ลิตร x ๒ ครั้ง x ๔ หมู่บ้านจำนวน 80 ลิตร x 43 บาท เป็นเงิน 3,440 บาท
1 มีนาคม 2567 ถึง 30 สิงหาคม 256717535 บาท
๑.ประชาชนเห็นความสำคัญและตระหนักถึงอันตรายของโรคติดต่อที่มีอยู่ในพื้นที่มากขึ้น
๒.มีการบูรณาการระหว่าหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ให้มากขึ้น ต่อเนื่อง ตลอดไป
๓.ผู้ป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรีย ลดน้อยลงทุกปี จนไม่มีผู้ป่วยอีกในอนาคต
๔.ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและสามารถนำความรู้ที่ได้ รวมถึงนำภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการประยุกต์ใช้ในการควบคุมป้องกันโรคได้
๕.ชุมชนสามารถพึงตนเองได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง
๖.ประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้าตลอดไป
