โครงการชะลอไตเสื่อม
-
นายบุญทศ ประจำถิ่น
-
นางสาวชุติมา วงศ์ปัดสา
-
นางระพีพรรณ สว่างแสง
-
นางดรรชนี เขียนนอก
-
นางสาวพจนีย์ ฝุ่นทอง
โรคไตเรื้อรัง เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย มีจำนวนผู้ป่วย เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี และเมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย การรักษาด้วยวิธีบำบัดทดแทนไต ซึ่งได้แก่ การล้างไตทางช่องท้อง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการปลูกถ่ายไต มีค่าใช้ และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโดยรวมปัจจุบันพบผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังกระจายอยู่ในชุมชน และหมู่บ้านทั่วประเทศจึงถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนร่วมมือผลักดันทศวรรษการป้องกันและชะลอภาวะไตเรื้อรัง เพื่อขับเคลื่อนและร่วมดำเนินการแก้ไขปัญหาโรคไตทุกระดับ ซึ่งจะเป็นพลังในการแก้ไขปัญหาโรคไตอย่าง ยั่งยืนได้ งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นจึงมีความสำคัญยิ่งในการป้องกันและชะลอ การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรัง ให้มีจำนวนที่ลดลงได้ในอนาคต อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาตรา 16 กำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะของเทศบาล (19)การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัวและการรักษาพยาบาลและมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการประชุมครั้งที่5/2565 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2565 เห็นชอบนโยบายทศวรรษมาตรการการชะลอไตเสื่อมเพื่อลดผู้ป่วยโรคไตรายใหม่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม จากศึกษาผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตที่มารับบริการมีค่าการเสื่อมของไต e –GFR (ไตเสื่อมระยะ 2 และ 3 ) มากกว่า 80 % จากการสอบถามจึงพบว่า ผู้ป่วยรับประทานอาหารรสจัด เช่น รสเค็ม รสหวาน รสมัน เป็ฯต้น ซึ่งผู้ป่วยมักจะปรุงอาหารรับประทานเอง และผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองรับประทานอาหารรสเค็มจัดหรือไม่ ซึ่งมีผลต่อการควบคุมโซเดียมในอาหารที่มีความสำคัญในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเสื่อมของไต โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสงเปือยจึงเห็นความสำคัญของการป้องกันและชะลอภาวะไตวายเรื้อรังอย่างยั่งยืน เพื่อขอรับงบสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลสงเปือย ในการจัดบริการสาธารณสุข ให้แก่กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ตำบสงเปือยให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและครอบครัว และยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเป้าหมายได้
-
เพื่อประชาชนในตำบลสงเปือยสามารถรับบริการตรวจวัดความเค็มในอาหารได้สะดวก1.00
ประชาชนสามารถรับบริการตรวจวัดความเค็มในอาหารได้สะดวก
-
เพื่อให้ประชาชนทราบถึงปริมาณความเค็มของอาหารที่ตนเองรับประทานการเพื่อนำไปปรับปรุงพฤติกรรมการรับประทานที่ส่งผลต่อการชะลอเสื่อมของไตให้กับประชาชนทั่วไปได้1.00
พฤติกรรมในการรับประทานอาหารเค็มลดลง
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง200
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
พัฒนาแกนนำอาสาสมัครสาธารณสุข
พัฒนาแกนนำอาสาสมัครสาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้อง ให้สามารถเก็บข้อมูล การจัดทำข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง จัดทำทะเบียนกลุ่มเสี่ยง และการใช้งานเครื่องวัดความเค็มเพื่อให้แกนนำสามารถนำเครื่องมือไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง
1 กรกฎาคม 2567 ถึง 5 กรกฎาคม 2567แกนนำสามารถนำเครื่องมือไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
0.00 บาท -
จัดซื้อเครื่องมือวัดความเค็ม
จัดซื้อเครื่องมือวัดความเค็ม จำนวน 10 เครื่อง ๆ ละ 1,900 บาท เป็นเงิน 19,000 บาท เพื่อนำไปให้แกนนำปฏิบัติงาน
8 กรกฎาคม 2567 ถึง 12 กรกฎาคม 2567มีเครื่องมือในการตรวจวัดความเค็ม
19000.00 บาท -
แกนนำรับเครื่องมือในการตรวจวัดความเค็ม
ตัวแทน อสม. ประจำหมู่บ้าน 9 หมู่บ้าน ลงทะเบียนรับเครื่องมือวัดความเค็ม และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในเขตรับผิดชอบทราบการเข้ารับบริการตรวจวัดความเค็มในอาหาร
15 กรกฎาคม 2567 ถึง 15 กรกฎาคม 2567แกนนำสามารถให้บริการประชาชนในการตรวจวัดปริมาณความเค็มในอาหารได้
0.00 บาท -
ดำเนินการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในครัวเรือน
ดำเนินการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในครัวเรือน เช่น ลดหวาน มัน เค็ม โดยการให้แกนนำออกสุ่มตรวจอาหารโดยใช้เครื่องมือในการตรวจวัดความเค็มในอาหาร เพื่อให้บุคคลในครัวเรือนทราบถึงพฤติกรรมในการรับประทานอาหารในครัวเรือนของตนเอง และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานได้อย่างถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาด้านสุขภาพในอนาคต
16 กรกฎาคม 2567 ถึง 31 สิงหาคม 2567ครัวเรือนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารได้อย่างถูกต้องตามหลักอนามัย
0.00 บาท
1.ประชาชนในตำบลสงเปือยสามารถรับบริการตรวจวัดความเค็มในอาหารได้สะดวกยิ่งขึ้น 2.ประชาชนทราบถึงปริมาณความเค็มของอาหารที่ตนเองรับประทานการแล้วนำไปปรับปรุงพฤติกรรมการรับประทานที่ส่งผลต่อการชะลอเสื่อมของไตให้กับประชาชนทั่วไปได้
