โครงการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอนศาลา ปี 2568
-
นางอารีรัตน์ รักษ์พันธ์ 2.นางสาวจันทรา ขุนรอง 3.นางสาวสุพัตราหนูฤทธิ์ 4.นางสายฝน รุ่นหมาด 5.นางสาวอารีย์ พูลสมบัติ
-
ร้อยละของประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน13.69
-
ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง38.27
-
ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง(CVA)38.27
-
ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวานที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขึ้นจอประสาทตา แผล ไตวาย9.09
ปัจจุบันมีประชาชนเป็นจำนวนมากที่มีการเจ็บป่วยด้วยโรคอันเกิดจากพฤติกรรมซึ่งเกิดจากปัญหาหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพเช่น ด้านเศรษฐกิจสังคม ค่านิยมและการขาดความรู้ปัญหาเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ประชาชนมองข้ามในเรื่องสุขภาพและโรคที่ตามมาเนื่องจากการดำเนินชีวิตในแต่ละวันล้วนมีการแข่งขันมากขึ้นทำให้เกิดช่องว่างในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเรื่องสุขภาพและโรคต่างๆที่สามารถป้องกันได้ สำหรับจังหวัดพัทลุง สถานการณ์โรคความดันโลหิตสูงจากข้อมูล HDC มีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่อยู่ในเขตรับผิดชอบ เพิ่มขึ้นทุกปี โดย ในปีงบประมาณ 2562 - 2566 จังหวัดพัทลุง มีอัตราป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง 1,136.36, 712.50 782.08 และ 1,263 ต่อแสนประชากร ตามลำดับ และจากสถิติการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ของประชากรกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไปในเขตรับผิดของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอนศาลามีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่อยู่ในเขตรับผิดชอบ ในปี 2562 -2566 ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน103 คน ,132 คน ,174 คน , 108 คน และ 112 คนในปี 2567 โดยในปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมาได้ทำการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงในประชากรกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไปพบอัตรากลุ่มสงสัยป่วยความดันโลหิตสูงในเขตรับผิดชอบ จำนวน 112 คน ได้รับการวัดความดันโลหิตที่บ้านจำนวน 95 คน คิดเป็นร้อยละ84.82จำนวนที่ถูกวินิจฉัยเป็นผู้ป่วยความดันโลหิตสูงรายใหม่ จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 0.47 จากสถิติการเกิดโรคดังกล่าว การแก้ไขปัญหาของโรคความดันโลหิตสูงต้องมีการส่งเสริมสุขภาพให้ประชาชนไม่เป็นโรคเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพราะจะทำให้ประชาชนสุขภาพชีวิตที่ดีและไม่สูญเสียงบประมาณในการดูแลการเจ็บป่วย แนวทางการป้องกันและควบคุมโรคความดันโลหิตสูง และการป้องกันภาวะแทรกซ้อนเมื่อเกิดเป็นโรคแล้วจึงเป็นทางเลือกที่ดี การป้องกันและควบคุมโรคซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับบุคคลครอบครัวและชุมชน จังหวัดพัทลุงมีอัตราตายของผู้ป่วยเบาหวานร้อยละ 0.12 ต่อแสนประชาการอำเภอควนขนุนมีอัตราตาย ร้อยละ 0.14 ต่อแสนประชากร ตำบลมะกอกเหนือมีอัตราตาย 0.22 ต่อแสนประชากร (ระบบคลังข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) และ มีแนวโน้มผู้ป่วยโรคเบาหวานสูงขึ้นทุกๆปี จากสถิติตั้งแต่ 2562 – 2566 ความชุกของผู้ป่วยเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นดังนี้ 5.483, 5.481 , 5.492,5.216 ,7.04 ต่อแสนประชากร ตามลำดับจากสถิติการเกิดโรคเบาหวานของประชากรกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอนศาลา จังหวัดพัทลุงปี2567 คัดกรองโรคเบาหวานกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไปดำเนินการคัดกรอง จำนวน 1,085 คนคิดเป็นร้อยละ 97.40 พบ ปกติ จำนวน851 คน คิดเป็นร้อยละ 78.47 พบว่า กลุ่มแฝง/เสี่ยง จำนวน 215 คน คิดเป็นร้อยละ 19.82 และกลุ่มสงสัยเป็นโรค จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 1.66 และพบผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ในปี 2562 - 2566 จำนวน674.72 , 427.50 , 148.51,544.55 , 714.00 ตามลำดับ อัตราต่อแสนประชากร (ข้อมูล HDC สสจ.พัทลุง) การที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทำให้ประเทศชาติสูญเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ดังนั้นการส่งเสริมสุขภาพให้ประชาชนไม่เป็นโรคเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพราะจะทำให้ประชาชนมีสุขภาพชีวิตที่ดีและไม่สูญเสียงบประมาณในการดูแลการเจ็บป่วย แนวทางการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน และการป้องกันภาวะแทรกซ้อนเมื่อเกิดเป็นโรคแล้วจึงเป็นทางเลือกที่ดี การป้องกันและควบคุมโรคซึ่งสามารถกระทำได้ทั้งการส่งเสริมสุขภาพด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับบุคคลครอบครัวและชุมชนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอนศาลา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงหาแนวทางปรับความคิด แนวปฏิบัติให้กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง เกิดความตระหนัก ร่วมกันดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังจากโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง โดยชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อความยั่งยืนต่อไปในชุมชน จึงได้จัดทำโครงการคัดกรองเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใน กลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรังขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีความรู้ และมีความตระหนัก ต่อการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม เฝ้าระวังไม่ให้กลุ่มเสี่ยงเกิดโรคดังกล่าว
-
เพื่อแก้ปัญหาผู้ป่วยเบาหวานที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขึ้นจอประสาทตา แผล ไตวาย9.097
ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวานที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขึ้นจอประสาทตา แผล ไตวาย ลดลง
-
เพื่อแก้ปัญหาประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน13.6912
ร้อยละของประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานลดลง
-
2.เพื่อแก้ปัญหาประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง38.2735
ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงลดลง
-
3.เพื่อแก้ปัญหาประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (CVA)12.7610
ร้อยละของประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (CVA) ลดลง
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง1320
-
สำหรับการบริหารหรือพัฒนากองทุนฯ [ข้อ 10(4)]0
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
1.คัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในประชาชนกลุ่มเป้าหมาย อายุ 15 – 34 ปี
คัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในประชาชนกลุ่มเป้าหมาย อายุ 15 – 34 ปี ด้วยวาจา
1.ค่าถ่ายเอกสารแบบคัดกรองความเสี่ยงต่อภาวะโรคกลุ่ม Metabolic จำนวน 1,500 แผ่น (หน้า-หลัง) x 1 บาท เป็นเงิน 1,500บาท1 พฤศจิกายน 2567 ถึง 31 สิงหาคม 2568ผลผลิต ประชาชนอายุ 15-34 ปีได้รับการคัดกรองโรคเบาหวานด้วยวาจามากกว่าร้อยละ 92 -กลุ่มเสี่ยงจากการคัดกรองด้วยวาจาได้การเจาะคัดกรองเบาหวานและได้รับการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงรับรู้ภาวะสุขภาพตามกลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มปกติ 2.กลุ่มเสี่ยง 3.กลุ่มสงสัยป่วย ผลลัพธ์ - ประชาชนที่มาคัดกรอง ตามกลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มปกติ 2.กลุ่มเสี่ยง 3.กลุ่มสงสัยป่วย สามารถปฏิบัติตัวได้เหมาะสม
1500 บาท -
2.คัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงแบบเชิงรุกในชุมชนหรือส่งเสริมการมารับบริการของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย
คัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในประชาชนกลุ่มเป้าหมาย
1.ค่าแถบตรวจระดับน้ำตาลในเลือดพร้อมเข็มเจาะ จำนวน 15กล่อง ๆ ละ 1,000 บาท เป็นเงิน 15,000 บาท
2.สำลีก้อนชุปแอลกอฮอล์สำเร็จรูป แผงละ 10 ก้อน จำนวน 40 แผง กล่อง ละ 750 บาท x 6 กล่อง เป็นเงิน 4,500บาท
3.สำลีแห้งฆ่าเชื้อ 250 ห่อ ๆ ละ 5 บาท เป็นเงิน 1,250 บาท1 พฤศจิกายน 2567 ถึง 31 สิงหาคม 2568ผลผลิต ประชาชนอายุ 35 ปีได้รับการคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงมากกว่าร้อยละ 92 -กลุ่มเป้าหมายรับรู้ภาวะสุขภาพตามกลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มปกติ ได้รับการคัดกรองปีละครั้ง 2.กลุ่มเสี่ยง ได้รับการติดตามระดับน้ำตาลในเลือดคัดกรองความดันโลหิตและได้รับความรอบรู้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3อ2ส 3.กลุ่มสงสัยป่วยได้รับการตรวจยืนยันวินิจฉัยมากกว่าร้อยละ 80 ผลลัพธ์ - กลุ่มเสี่ยง/กลุ่มสงสัยป่วยมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องตามหลัก 3อ 2ส - ลดกลุ่มเสี่ยงเบาหวานและความดันโลหิตสูง - ลดอัตราป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงรายใหม่
20750 บาท -
3.สร้างความรอบรู้ กลุ่มเสี่ยง/สงสัยป่วย เรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ 2ส โดยแพทย์เวชปฏิบัติครอบครัวในวันคลินิคโรคเรื้อรัง
สร้างความรอบรู้ กลุ่มเสี่ยง/สงสัยป่วย เรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ 2ส -กิจกรรมอบรมให้ความรู้กลุ่มเสี่ยง/กลุ่มสงสัยป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง -ประชาสัมพันธ์สื่อสารความเสี่ยง
1.โมเดลอาหารแลกเปลี่ยนชุดใหญ่ จำนวน 52 จาน พร้อมตู้เก็บจำนวน 1 ชุด เป็นเงิน 16,000 บาท
1 ตุลาคม 2567 ถึง 31 สิงหาคม 2568ผลผลิต - กลุ่มเสี่ยง/กลุ่มสงสัยป่วยเข้าร่วมกิจกรรมสร้างความรอบรู้ร้อยละ 90 - กลุ่มเสี่ยง/กลุ่มสงสัยป่วยมีความรอบรู้เรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก 3อ 2ส ร้อยละ 90 ผลลัพธ์ - ลดกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง - ลดอัตราป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงรายใหม่
16000 บาท -
4.กิจกรรมพัฒนาทักษะความรอบรู้โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง และการดูแลตัวเองแก่ผู้ป่วยและญาติ
กิจกรรมพัฒนาทักษะความรอบรู้โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง และการดูแลตัวเองแก่ผู้ป่วยและญาติ -ให้ความรู้ผู้ป่วยโรคเบาหวานความดันโลหิตสูง และญาติเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงการดูแลตนเองการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ -สื่อสารความเสี่ยงภาวะอันตราย เช่นเสี่ยงต่อภาวะ Hypotension , ภาวะ Hypo - Hyperglycemia - คืนข้อมูลภาวะสุขภาพโดยใช้เกณฑ์การควบคุมระดับเบาหวานและความดันโลหิตสูงแก่ผู้ป่วยและญาติ - กิจกรรมติดตามเฝ้าระวังเชิงรุกกรณีผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลและระดับความดันได้ โดยการเยี่ยมบ้าน
1 ตุลาคม 2567 ถึง 31 สิงหาคม 2568ผลผลิต
ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและญาติเข้าร่วมกิจกรรมสร้างความรอบรู้ร้อยละ90 -ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและญาติมีความรอบรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงและสามารถดูแลตนเองได้ -ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมระดับความดันได้ตามเกณฑ์ ผลลัพธ์ - ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารถดูแลตนเองได้ถูกต้อง -ลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคความดันโลหิตสูง -ลดอัตราการตายจากภาวะแทรกซ้อน0 บาท -
5.กิจกรรมตรวจและเฝ้าระวังแทรกซ้อนผู้ป่วยโรคเบาหวาน (ตา ไต เท้า ช่องปาก)
กิจกรรมตรวจและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยโรคเบาหวาน (ตา ไต เท้า ช่องปาก) -ให้ความรู้ผู้ป่วยเบาหวานเกี่ยวกับการป้องกันและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยโรคเบาหวาน -ตรวจภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยโรคเบาหวาน (ตา ไต เท้า ช่องปาก) ร่วมกับ รพ.ควนขนุน และส่งต่อกรณีพบความผิดปกติ
1 ตุลาคม 2567 ถึง 31 สิงหาคม 2568ผลผลิต ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ได้รับความรู้ในการดูแลป้องกันภาวะแทรกซ้อน และได้รับการตรวจภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวานตามมาตรฐานการดูแลได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวานได้รับการตรวจตา มากกว่าร้อยละ60 /ได้รับการตรวจภาวะแทรกซ้อนทางไตเท้า และช่องปากมากกว่าร้อยละ 80 ผลลัพธ์ ลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวาน -ลดอัตราตายจากภาวะแทรกซ้อน
0 บาท -
6.กิจกรรมติดตามวัดความดันที่บ้านในกลุ่มสงสัยป่วย/ส่งต่อเพื่อการวินิจฉัย
ติดตามวัดความดันที่บ้านในกลุ่มสงสัยป่วย/ส่งต่อเพื่อการวินิจฉัย ในกลุ่มเสี่ยงที่มีระดับความดันกลุ่มสงสัยเป็นโรค และจัดตั้ง ( Health station)ในหมู่บ้านนำร่อง หมู่ที่ 4 ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน
-ค่าเครื่องวัดความดันโลหิต(ดิจิตัล) คัฟใหญ่ จำนวน 2 เครื่อง ๆ ละ 3,500 บาท เป็นเงิน7,000 บาท - ป้ายโฟมบอร์ด (Health station) ขนาด 40x120 เซนติเมตร เป็นเงิน 200 บาท
-ป้ายโฟมบอร์ด ศูนย์คนไทยห่างไกลโรคเรื้อรัง ขนาด 40X120 เซนติเมตร เป็นเงิน 200 บาท -ไวนิล โรคเบาหวานขนาด 120x120 เซนติเมตร เป็นเงิน 220 บาาท
-ไวนิลความดันโลหิตสูง ขนาด 120X120 เซนติเมตร เป็นเงิน 220 บาท
- ไวนิลแนวทางการจัดบริการ ขนาด 120X120 เซนติเมตร เป็นเงิน 220 บาท - ไวนิล BMI ขนาด 120X120 เซนติเมตร เป็นเงิน 220 บาท - ไวนิลแนะนำการลดบริโภคโซเดียม ขนาด 120X120 เซนติเมตร เป็นเงิน 220 บาท1 ตุลาคม 2567 ถึง 31 สิงหาคม 2568ผลผลิต
ร้อยละ60 ของกลุ่มสงสัยป่วยได้รับการวัดความดันโลหิตที่บ้าน ผลลัพธ์
ติดตามวัดความดันที่บ้านในกลุ่มสงสัยป่วย/ส่งต่อเพื่อการวินิจฉัย8500 บาท -
7.กิจกรรมติดตามการรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
ติดตามการรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 395 คน
1 ตุลาคม 2567 ถึง 31 สิงหาคม 2568ผลผลิต
ร้อยละ100 ของผู้ป่วยได้รับการติดตาม
ผลลัพธ์
1.ผู้ป่วยได้รับยาและกินยาอย่างต่อเนื่องทุกราย2.ไม่เกิดโรคแทรกซ้อนรายใหม่
0 บาท
ทุกรายการถัวเฉลี่ยกันได้
มีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงรายใหม่ลดลง และผู้ป่วยเบาหวานสามารถคุมระดับน้ำตาลได้ดีเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงสามาถควบคุมภาวะความดันได้ดีและไม่มีภาวะการแทรกซ้อนของโรค
