โครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและฟื้นฟูสภาพผู้มีภาวะพึ่งพิงหรือผู้พิการในตำบลอุใดเจริญ
-
นายเสียนมูสิกชาติ ประธาน
-
นายโสภณคมขำ รองประธานคณะกรรมการ
-
นายสัมพันธ์มณีรัตน์ ฝ่ายเหรัญญิก
-
นางกานดาอ่อนแก้ว เลขานุการ
-
นางสาวยุวดีคงนวลผู้ช่วยเลขานุการ
ผู้สูงอายุนับเป็นกลุ่มประชากรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสังคมไทยที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญโดยข้อมูลปี พ.ศ.2565ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุ จำนวน 12.2 ล้านคนจากจำนวนประชากร 66 ล้านคน โดยคิดเป็นร้อยละ 18.3 ของประชากรรวม และคาดว่า ในปี พ.ศ. 2568ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์(Complete Aged Society) คือ มีประชากรอายุ60 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดประกอบกับประเทศไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางสาธารณสุข ปัญหาสุขภาพในผู้สูงอายุส่วนใหญ่พบว่าเป็นกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงที่เพิ่มขึ้นจากโรคเรื้อรัง ภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือกอุบัติเหตุ และการเจ็บป่วยระยะท้ายของชีวิต รัฐบาลจึงให้ความสำคัญในการดำเนินการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงมีการเจ็บป่วยจนต้องอยู่ในภาวะพึ่งพิง ปัจจุบันตำบลอุใดเจริญ มีประชากรทั้งหมด 8,863 คน พบว่ามีผู้สูงอายุจำนวน ผู้สูงอายุตำบลอุใดเจริญมีทั้งหมด1,203 คนมีจำนวนผู้สูงอายุติดบ้าน262 คน ผู้สูงอายุติดเตียงจำนวน 28คน และผู้พิการจำนวน 212 คน (ข้อมูล: งานชุมชนและสวัสดิการสังคมสำนักปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลอุใดเจริญ)จากข้อมูลดังกล่าวและจากการลงพื้นที่ของคณะทำงานในปีที่ผ่านมาพบปัญหาด้านการดูแลผู้ป่วยได้แก่ ผู้ป่วยและผู้ดูแลขาดกำลังใจ มีภาวะเครียด ทำให้เกิดปัญหาในครอบครัวตามมาทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในครอบครัวทำให้มีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นและจากสถิติผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องดูแลแบบประคับประคองในเขตพื้นที่ตำบลอุใดเจริญพบว่ามีผู้ป่วยระยะสุดท้ายของโรคที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (จากปีที่แล้วผู้ป่วยติดเตียง 22 คน เพิ่มขึ้นเป็น 28 คน คิดเป็นร้อยละ 27.27%) ซึ่งต้องได้รับการดูแลแบบองค์รวม และต้องอาศัยเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ในระยะท้ายของชีวิต เพื่อเพิ่มคุณค่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว และเป็นการช่วยผู้ป่วยได้เสียชีวิตอย่างสงบสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
จากปัญหาดังกล่าวข้างต้นศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุตำบลอุใดเจริญ ได้มองเห็นและตระหนักถึงสภาพปัญหาดังกล่าวจึงจัดทำโครงการดูและ ฟื้นฟู และจัดหาครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียงและผู้พิการในเขตตำบลอุใดเจริญเพื่อคลายทุกข์ให้แก่ประชาชนตามความเหมาะสมให้ผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือไม่สามารถช่วยเหลือตัวเอง มีความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้นศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุตำบลอุใดเจริญ จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนดูแลฟื้นฟู และจัดหาครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง และผู้พิการต่อไป
-
เพื่อให้การสนับสนุนด้านครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์แก่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง และผู้พิการในเขตตำบลอุใดเจริญ0.00
จำนวนผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง และผู้พิการที่ได้รับการช่วยเหลือด้านครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์
-
เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี0.00
ร้อยละของผู้ป่วยและผู้ดูแลที่มีความพึงพอใจต่อการได้รับการช่วยเหลือจากโครงการ (ไม่น้อยกว่า 80%)
-
เพื่อช่วยลดภาระและความเครียดของผู้ดูแลในครอบครัว0.00
จำนวนครอบครัวที่รายงานว่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและผู้ดูแลดีขึ้นหลังจากได้รับการสนับสนุน
-
เพื่อสนับสนุนการดูแลแบบองค์รวม (Palliative Care) สำหรับผู้ป่วยระยะท้ายของชีวิต0.00
อัตราการลดลงของภาวะเครียดและความขัดแย้งภายในครอบครัวของผู้ดูแล
-
กลุ่มผู้สูงอายุ0
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
ประชุมคณะกรรมศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตฯ23 มิถุนายน 2568 ถึง 30 กันยายน 25680.00 บาท
-
สำรวจ/คัดกรองเบื้องต้น/ค้นหา ผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง และผู้พิการ ในเขตตำบลอุใดเจริญ23 มิถุนายน 2568 ถึง 30 กันยายน 25680.00 บาท
-
จัดซื้อครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์
จัดซื้อครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์
-เบาะลม
-รถเข็น และอุปกรณ์อื่นที่จำเป็น ฯลฯ
23 มิถุนายน 2568 ถึง 30 กันยายน 2568-ค่าเบาะลม จำนวน 5 ใบ ใบละ
7,640 บาท เป็นเงิน 38,200 บ.
-รถเข็น จำนวน 2 คัน คันละ
5,900 บาท เป็นเงิน 11,800
50000.00 บาท
1.ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง และผู้พิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 2.ลดภาวะพึ่งพิงและความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยที่รุนแรงขึ้น 3.ครอบครัวของผู้ป่วยมีภาระลดลงและสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม 4.สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการดูแลสุขภาพในระดับตำบล
