โครงการเกษตรกรปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย ปีงบประมาณ ๒๕๖๙
การทำเกษตรในทศวรรษหน้า ผลผลิตสำหรับผู้บริโภคจะเน้นคุณภาพเป็นหลัก หรืออาหารปลอดภัย(Food Safety) การค้าจะเน้นด้านคุณภาพของผลผลิตมากขึ้น การทำเกษตรด้วยระบบอินทรีย์จะเข้ามามีบทบาททดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและการใช้สารเคมีทางการเกษตร ปัจจุบันการทำเกษตรของประเทศไทย มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจำนวนมาก ซึ่งมีราคาแพงขึ้นทุกปีตามภาวะราคาตลาดน้ำมันโลก สารเคมีที่ใช้มีการสะสมในดิน น้ำและผลผลิต เป็นอันตรายต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค และผลผลิตที่เป็นสินค้าส่งออกมีโอกาสที่จะถูกประเทศคู่ค้าส่งคืนกลับ จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิตใหม่หันมาใช้สารอินทรีย์ทดแทนอย่างน้อยให้ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค (อาหารปลอดสารพิษ) และพัฒนาไปสู่อาหารไร้สารพิษและเกษตรอินทรีย์ในที่สุด จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น
ตำบลพนางตุง เป็นตำบลหนึ่งที่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรมโดยมีพื้นที่ ที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งประกอบไปด้วย การทำนาปี ทำสวนยางพารา พืชล้มลุกทางการเกษตรอีกหลายชนิดซึ่งมีการใช้สารเคมีเป็นประจำและส่งผลเสียทั้งตัวผู้ผลิตและผู้บริโภค ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืชจึงกระจายและขยายเป็นวงกว้าง ยังอยู่ในระดับที่รุนแรง และสูง การใช้สารเคมีกำจัดศตรูพืชเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งมีพิษทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนรุนแรงถึงแก่ชีวิตทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ความเป็นพิษ และปริมาณที่ได้รับสารเคมีเหล่านั้น สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทางโดยการสัมผัสทางผิวหนังที่ไม่สวมถุงมือและรองเท้าบู๊ทป้องกันขณะทำงานกับสารเคมี การสูดหายใจละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศ และการรับประทานอาหารและดื่มน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน พฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยทำให้เกษตรกรมีความเสี่ยงจากการได้รับอันตรายจากสารเคมีที่รั่วซึม ฉีดพ่นสวนทิศทางลมทำให้เสื้อผ้าเปียกชุ่มสารเคมีโดยไม่อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ซึมเปื้อนทันที เป็นต้น
จากการดำเนินการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพนางตุง ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ มีการดำเนินกิจกรรมในเกษตรกรจำนวน ๑๙๗ คน โดยเป็นกิจกรรมให้ความรู้ กิจกรรมคัดกรองประเมินความเสี่ยง (แบบ นบก.1) กิจกรรมการเจาะเลือดตรวจคัดกรองโดยใช้กระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส พบว่าทั้งที่เป็นเกษตรกรและที่ไม่ได้เป็นเกษตรกรแต่ใช้สารเคมีศัตรูพืช ในจำนวน ๑๙๗ คน ได้มีการเจาะหาสารเคมีในเลือดด้วยกระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส พบว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง จำนวน ๗๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๙.๐๙ และพบว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ปลอดภัย จำนวน ๖๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๑.๙๘ จากการศึกษาอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างกว้างขวางพบว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเหล่านี้สามารถถูกสะสมในร่างกายมนุษย์ได้เป็นเวลานาน ผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่การดูดซึมทางผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และการรับประทานอาหาร จึงมีความจำเป็นจะต้องดูแลสุขภาพของเกษตรกรและผู้ใช้สารเคมีศัตรูพืชให้ปลอดภัยจากโรคภัยที่เกิดจากการสะสมสารเคมีในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคเรื้อรัง ฯลฯ ไปพร้อมๆกับการส่งเสริมวิธีธรรมชาติในการกำจัดศัตรูพืชทดแทนสารเคมีให้มากขึ้น เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรมีความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เกิดความตระหนัก และการดูแลสุขภาพตนเองโดยใช้วิธีธรรมชาติ เช่นการใช้สมุนไพรในการถอนพิษสารเคมี ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรมีสุขภาพที่ดีพึ่งตนเองได้ และเพื่อผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดสารพิษคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพนางตุง จึงได้จัดโครงการเกษตรกรปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย ปี ๒๕๖๙ นี้ขึ้นเพื่อเฝ้าระวังและรักษาต่อไป
-
เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายได้รับการประเมินความเสี่ยงและตรวจเลือดคัดกรองความเสี่ยง จำนวน 300 คน0.00
-
เพื่อให้เกษตรกรและผู้ใช้สารเคมีมีความรู้และความตระหนักในการหลีกเลี่ยงและใช้สารเคมีให้ น้อยลง0.00
เกษตรกรและผู้ใช้สารเคมีมีการใช้สารเคมีลดลงร้อยละ ๘๐
-
เกษตรกรที่มีผลการตรวจเลือดอยู่ในระดับความเสี่ยงและไม่ปลอดภัยได้รับการทานสมุนไพรรางจืดล้างพิษ0.00
เกษตรกรที่มีผลการตรวจเลือดหาสารเคมีอยู่ในระดับมีความเสี่ยงและไม่ปลอดภัย ได้รับการเจาะเลือดซ้ำและได้ทานสมุนไพรรางจืดล้างพิษ อย่างน้อยร้อยละ ๘๐
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง300
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
กิจกรรมคัดกรองความเสี่ยงและตรวจเลือดประเมินความเสี่ยงในกลุ่มเป้าหมาย
1.ค่าชุดอุปกรณ์ทดสอบสารเคมีในเลือด จำนวน ๒ ชุดๆละ ๒,๐๐๐ บาทเป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท 2.ค่ากระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส ตรวจหายาฆ่าแมลงในเลือด จำนวน ๖ ขวดๆละ ๙๕๐ บาทเป็นเงิน ๕,๗๐๐ บาท
3.ค่าถ่ายเอกสารแบบประเมินความเสี่ยง จำนวน ๓๐๐ แผ่นๆละ๑ บาท เป็นเงิน ๓๐๐บาท 4.ค่าถ่ายเอกสารสีผลการเจาะเลือดหาสารเคมีตกค้างในเลือดจำนวน ๖๐๐ แผ่นแผ่นๆละ ๒.๕๐ บาท เป็นเงิน ๑,๕๐๐ บาท3 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 256911500.00 บาท -
กิจกรรมจ่ายยาสมุนไพรรางจืดเพื่อลดสารพิษตกค้างในเลือดแก่กลุ่มเสี่ยงสูง
ค่ายาสมุนไพรรางจืด จำนวน ๖๐ กล่องๆละ ๑๔๐ บาท เป็นเงิน ๘,๔๐๐ บาท
3 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 25698400.00 บาท
1.เกษตรกรมีความรู้ความเข้าเกี่ยวกับการใช้สารเคมี การใช้สมุนไพรล้างพิษ 2. เกษตรกรและผู้บริโภคมีความปลอดภัยจากการใช้สารเคมี
