โครงการชาวบาโงยซิแน สานใจ ป้องกันภัยยาเสพติด และบุหรี่ ด้วย TO BE NUMBER ONE ปี 2569
-
นายอาฟีฟี อาแด
-
นายอิรฟาน ดอเลาะ
-
นายฮานาฟี สายะ
-
นายมูฮำหมัดซาลีม ยีเด็ง
-
นายอัสลัน มะซอ
-
ร้อยละของการสูบยาสูบในเด็กและเยาวชนอายุ 15- 25 ปี ในชุมชน35.00
-
ร้อยละของการสูบยาสูบของผู้ใหญ่ อายุ 25 ปีขึ้นไปในชุมชน25.00
-
จำนวนร้านค้าที่ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบในชุมชนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (รวมทั้งร้านสะดวกซื้อ)3.00
-
จำนวนกลุ่มหรือเครือข่ายเพื่อการจัดการควบคุมยาสูบในชุมชน4.00
-
จำนวนพื้นที่เสี่ยงต่อการมั่วสุมในชุมชน9.00
-
จำนวนกลุ่มหรือเครือข่ายเฝ้าระวังยาเสพติดในชุมชน3.00
-
ร้อยละของเด็กและเยาวชน อายุ 15-25 ปีในชุมชน ที่เสี่ยงต่อการใช้สารเสพติด60.00
-
ร้อยละเยาวชนขาดความรู้ ความตระหนัก ถึงโทษของยาเสพติด30.00
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีทรงมีพระดำริให้มีโครงการ TO BE NUMBER ONE ในสถานศึกษาทั่วประเทศ และหน่วยงาน องค์กร ชุมชนต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งปีนี้เป็นที่ 24ตามพระปณิธาน ทุกคนเป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด โดยมีการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ ปรับทุกข์ สร้างสุข แก้ปัญหา และพัฒนา EQ จนเป็นที่สนใจในกลุ่มเยาวชน ทำให้เยาวชนได้ใช้เวลาว่างมาร่วมกิจกรรมอันเปิดโอกาสให้ กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก ซึ่งทำให้เยาวชนที่มีความสามารถในด้านต่าง ๆ ได้พัฒนาความสามารถในด้านที่ตนถนัดด้วยกิจกรรมต่างๆ ทั้งทางด้านกีฬา ดนตรี และการช่วยเหลือสังคม ประกอบกับปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด โรคเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์อันไม่พึงประสงค์ ในปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในเขตชุมชน รวมทั้งพื้นที่ที่มีสถานบริการ และแหล่งมั่วสุม อบายมุขต่างๆ เช่น อินเตอร์เน็ต ร้านเกมส์ เป็นต้น โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 6 - 24 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ มีพัฒนาการทางร่างกาย ด้านจิตใจและมีการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือมีสิทธิทางกฎหมายในเรื่องต่างๆ วัยรุ่นเป็นวัยอยากรู้ อยากเห็น และอยากทดลอง ต้องการการยอมรับจากเพื่อน จึงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบุหรี่ สุรา ซึ่งเป็นระยะเริ่มแรกของการเข้าหายาเสพติด รวมถึงการรู้โทษที่ร้ายแรงของสิ่งเสพติด โรคเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การท้องไม่พร้อม เพื่อจะได้รู้จักการหลีกเลี่ยงจากปัญหาดังกล่าว
จากรายงานสถานการณ์ปัญหายาเสพติด สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า จากข้อมูลสถิติปี พ.ศ. 2559 สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ประมาณตัวเลขของผู้ที่มีพฤติการณ์เกี่ยวกับยาเสพติดไว้ที่ 1.2 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรของคนไทยที่มีประมาณ 65 ล้านคน ถือเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.93 พูดได้ว่าในจำนวนประชากรทุกๆ 100 คน จะมีผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดถึง 3 คน และ จากข้อมูลการเข้าบำบัดรักษาของประชาชนตำบลบาโงยซิแน พบว่า ปี 2555 มีผู้เข้ารับการบำบัด 29 ราย ปี 2556 มีผู้เข้ารับการบำบัด 30 ราย ปี 2557 มีผู้เข้ารับการบำบัด 1 ราย ปี 2558 มีผู้เข้ารับการบำบัด 15 ราย ปี 2559 มีผู้เข้ารับการบำบัด 2 ราย ปี 2560 ไม่มีผู้เข้าบำบัด ปี 2561 มีผู้เข้าบำบัด 6 ราย และปี 2562 มีผู้เข้าบำบัด 6 รายปี 2563 มีผู้เข้าบำบัด 4 รายปี 2564 ปี 2565 มีผู้เข้าบำบัด 3 ราย ปี 2566 มีผู้เข้าบำบัด8 ราย และปี 2567 มีผู้เข้าบำบัดจำนวน 17 คน ซึ่งจะมีผู้ที่ต้องการจะเข้าบำบัดเพิ่มขึ้น ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดผู้ป่วยรายใหม่ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ในขณะที่สถานการณืยาเสพติดไม่มีทีท่าจะเบาบางลง แต่ยังมีเยาวชนเป็นจำนวนมาก ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง อยากรู้ อยากลอง โดยการสูบบุหรี่เป็นการเริ่มต้น และข้ามไปหายาเสพติดต่อไป จึงจำเป็นจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้มากขึ้น เพื่อป้องกันมิให้เยาวชนกลุ่มเสพ ไปมั่วสุมกลับไปมีพฤติกรรมซ้ำ สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และกลุ่มเสี่ยง เลิกยุ่งจากยาเสพติด และจากการทำเวทีประชาคม ประชาชนได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นลำดับต้นๆ โดยเฉพาะการป้องกันในกลุ่มเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังของชาติในอนาคต ในการป้องกันการเริ่มต้นการติดยาเสพติดมักมาจากการสูบบุหรี่ก่อน แล้วพัฒนา ไปใช้ยาเสพติดอื่น เนื่องจาก ประชาชนขาดโอกาสในการศึกษาเป็นจำนวนมากและขาดความรู้ความเข้าใจในโทษของบุหรี่ อย่างลึกซึ้ง
ในปัจุบัน ตำบลบาโงยซิแน มีประชากรที่สูบบุหรี่จำนวนมาก ปี 2568 คิดเป็นร้อยละ 10.92 มีผู้สูบบุหรีที่เป็นเพศชายและเพศหญิง อีกทั่งยังมีกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เสพติดการสูบบหรี่ บุหรี่มีโทษมากมายหลายอย่างโดยเฉพาะโทษต่อตัวเองและคนรอบข้างด้านสุขภาพ ซึ้งทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากการสูบบุหรี่ตามมา และจากการสำรวจหาข้อมูลมีคนในหมู่บ้านที่มีโรคทางเดินหายใจจากผลที่เกิดจากสูบบุหรี่ บุหรี่เป็นสิ่งอันตรายต่อสูขภาพต่อผู้ที่สูบบุหรี่และคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่โดยตรง หรือทางอ้อมจากการได้รับควันบุหรี่มือสองและภัยอันตรายจากควันบุหรี่มือสาม และสารพิษที่ได้รับจากบุหรี่ อาจทำให้ทำร้ายสูขภาพต่อระบบต่างๆ เช่น ส่งผลต่อระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ และระบบการไหลเวียนเลือด ชมรม TO BE NUMBER ONE ได้ศึกษาค้นหาข้อมูล และได้ให้ความสำศัญต่อภัยอันตรายของบุหรี่ ซึ่งจะนำความรู้ให้สู่หมู่บ้านกับเด็กและเยาวชนได้มีความรู้เรื่องโทษของบุหรี่ ที่ถูกต้อง และหลี่กเลี่ยงการสูบบุหรี่อันจะนำไปสู่สิ่งเสพติดอื่นๆ ต่อไป
ดังนั้น ชมรม TO BE NUMBER ONE ตำบลบาโงยซิแน ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านลีมาปูโร๊ะ ตำบลบาโงยซิแน องค์การบริหารส่วนตำบลบาโงยซิแน แกนนำชุมชน และชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตำบลบาโงยซิแน เพื่อจะดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เบาบางลง และหมดจากพื้นที่ในที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่การเสพยาเสพติด มาจากการสูบบุหรี่ก่อนโดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 10-24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง และเป็นกำลังสำคัญของชุมชนในอนาคต จึงได้ดำเนินการควบคุมและป้องกัน ตามนโยบายและแนวทางของจังหวัดยะลา มาโดยตลอด แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีปัญหาอยู่มาก ทั้งด้านความจำกัดในทรัพยากร ลักษณะทางภูมิศาสตร์ วิธีการจัดการ การรับรู้และมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นผลให้การปัญหาดังกล่าว ไม่ได้ประสิทธิผลเป็นที่น่าพอใจ การแก้ไขต้องกระทำร่วมกัน ในภาพรวมพหุภาคี ทั้งภาครัฐ ประชาชน รวมทั้งภาคเอกชนควบคู่กันไป ที่สำคัญที่สุดให้ประชาชนและเยาวชนในชุมชนมีบทบาทอย่างเต็มที่ ในการป้องกันปัญหาของชุมชนเอง โดยยึดแนวดำเนินการตามโครงการ TO BE NUMBER ONE มาเติมเต็ม จึงได้จัดทำโครงการชาวบาโงยซิแน สานใจ ป้องกันภัยยาเสพติด และบุหรี่ ด้วย TO BE NUMBER ONE ปี 2569 ขึ้น
-
เพื่อลดการสูบยาสูบในเด็กและเยาวชนอายุ 15- 25 ปี ในชุมชน35.0030.00
ร้อยละของการสูบยาสูบในเด็กและเยาวชนอายุ 15- 25 ปี ในชุมชน
-
เพื่อลดการสูบยาสูบของผู้ใหญ่ อายุ 25 ปีขึ้นไปในชุมชน25.0020.00
ร้อยละของการสูบยาสูบของผู้ใหญ่ อายุ 25 ปีขึ้นไปในชุมชน
-
เพื่อลดจำนวนร้านค้าที่ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบในชุมชนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย3.000.00
จำนวนร้านค้าที่ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบในชุมชนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (รวมทั้งร้านสะดวกซื้อ)
-
เพื่อเพิ่มจำนวนกลุ่มหรือเครือข่ายเพื่อการจัดการควบคุมยาสูบในชุมชน4.005.00
จำนวนกลุ่มหรือเครือข่ายเพื่อการจัดการควบคุมยาสูบในชุมชน
-
เพื่อลดจำนวนพื้นที่เสี่ยงต่อการมั่วสุมในชุมชน9.008.00
จำนวนพื้นที่เสี่ยงต่อการมั่วสุมในชุมชน
-
เพื่อเพิ่มจำนวนกลุ่มหรือเครือข่ายเฝ้าระวังยาเสพติดในชุมชน3.004.00
จำนวนกลุ่มหรือเครือข่ายเฝ้าระวังยาเสพติดในชุมชน
-
เพื่อลดเด็กและเยาวชน อายุ 15-25 ปีในชุมชน ที่เสี่ยงต่อการใช้สารเสพติด60.0050.00
ร้อยละของเด็กและเยาวชน อายุ 15-25 ปีในชุมชน ที่เสี่ยงต่อการใช้สารเสพติด
-
เพื่อให้เยาวชนมีความรู้ในเรื่องยาเสพติด บุหรี่ และการป้องกันตัวเอง30.0025.00
เยาวชนมีความรู้ในเรื่องยาเสพติด บุหรี่ และการป้องกันตัวเอง ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 85
-
กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน2090
-
กลุ่มวัยทำงาน0
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
การสกัดกั้นเยาวชนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นนักสูบหน้าใหม่ และมีภาวะเสี่ยงต่อการเสพสารเสพติด
1 จัดตั้งทีมเฝ้าระวัง สำรวจและค้นหากลุ่มเสี่ยงหรือพื้นที่เสี่ยงต่อการมั่วสุมของเด็กและเยาวชนในชุมชน 2 จัดทีมอาสาสมัครเพื่อการคัดกรอง (กลุ่มเสี่ยง กลุ่มสูบ) และการบำบัดอย่างย่อในชุมชน 3 การจัดกิจกรรมส่งเสริมการสร้างสมรรถนะแห่งตน/ทักษะชีวิตในการหลีกเลี่ยงสิ่งยั่วยุ /ทักษะการจัดการความเครียดและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น 4 การจัดกิจกรรมส่งเสริมการเห็นคุณค่าแห่งตน/การใช้เวลาว่าง/การสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน 5 จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ แก่เยาวชน จำนวน 200 คน รุ่นละ 100 คน รวม 2 รุ่น
ค่าใช้จ่าย จัดอบรมรุ่นละ 1 วัน จำนวน 2 รุ่นๆละ 100 คน
-ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 35 บาท* 100 คน* 2 มื้อ * 2 รุ่น เป็นเงิน 14,000 บาท
-ค่าอาหารกลางวัน 75 บาท* 100 คน* 1 มื้อ * 2 รุ่น เป็นเงิน 15,000 บาท
-ค่าสมนาคุณวิทยากร ชั่วโมง 600 บาท* 10 ชม. เป็นเงิน 6,000 บาท
-ค่าวัสดุในการอบรมและจัดกิจกรรม (ค่าเอกสาร สมุด ปากกา กระเป๋าผ้า เป็นต้น) เป็นเงิน 12,000 บาท
รวม 47,000 บาท
1 มิถุนายน 2569 ถึง 30 กันยายน 2569-เยาวชนมีความรู้ในเรื่องยาเสพติด, บุหรี่ และการป้องกันตัวเอง ในระดับดี (ร้อยละ) 85
-เกิดแกนนำเยาวชนในการรณรงค์เรื่องบุหรี่และยาเสพติด
47000.00 บาท -
รณรงค์สร้างกระแส และประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ แก้ปัญหาการมีพฤติกรรมเสี่ยงด้านยาเสพติด บุหร่ีและการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยควร
1 ให้ความรู้ด้านเพศศึกษาและทักษะชีวิต แก่กลุ่มเด็กเยาวชน ผู้ปกครองและกลุ่มที่มีความเสี่ยง
2 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน สร้างแกนนำ/เครือข่าย
3 สร้างพื้นที่ทำกิจกรรมด้านสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมศิลปะ กีฬา เป็นต้น
4 การทำสื่อ ประชาสัมพันธ์ และแจกสื่อประชาสัมพันธ์ แผ่นพับ ตามบ้าน และพื้นที่เสี่ยง พร้อมให้สุขศึกษา
5 คลินิคแก้ปัญหาครอบครัว ช่วยให้แนวทางดำเนินชีวิต, กลไกการให้คำปรึกษา
6 ส่งเสริมการใช้หลักศาสนา ในการดำเนินชีวิต
7 จัดทำนิทรรศการในศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE บริเวณชมรม TO BE NUMBER ONE และรณรงค์สร้างกระแส ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด โรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
8 สนับสนุนกิจกรรม ชมรม TO BENUMBER ONE ในสถานศึกษาในพื้นที่ และร่วมเป็นเครือข่ายในสถานประกอบการโรงเรียน และชุมชนใกล้เคียง
ค่าใช้จ่าย
-ค่าจัดทำแผ่นพับความรู้ จำนวน 1,900 แผ่นๆละ 10 บาทเป็นเงิน 19,000 บาท
-ค่าไวนิลความรู้ พร้อมขาตั้ง จำนวน 2 ชุดๆละ 2000 บาท เป็นเงิน 4,000บาท
-ค่าตอบแทนในการแจกสื่อประชาสัมพันธ์ แผ่นพับและให้สุขศึกษา วันละ 200 บาท * 5 คน * 8 วัน เป็นเงิน 8,000 บาท
รวม ุ31,000 บาท
1 พฤษภาคม 2569 ถึง 31 ตุลาคม 25691ร้อยละของเยาวชน (อายุ 16-19 ปี) ที่มีภาวะเสี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ ลดลง
2.จำนวนพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่สร้างสรรค์ ที่เอื้อต่อการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยควรเพิ่มขึ้น
31000.00 บาท -
การสร้างแกนนำคนรุ่นใหม่ TO BE NUMBER ONE
จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ จำนวน 2 วัน ค่าใช้จ่าย
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 35 บาท* 40 คน* 4 มื้อ เป็นเงิน5,600 บาท
- ค่าอาหารกลางวัน 75 บาท* 40 คน* 2 มื้อ เป็นเงิน 6,000 บาท
- ค่าสมนาคุณวิทยากร จำนวน 10 ชั่วโมงๆละ 600 บาท เป็นเงิน 6,000 บาท
- ค่าวัสดุในการประชุมและจัดทำรูปเล่ม (สมุด ปากกา แฟ้ม ค่าถ่ายเอกสาร เป็นต้น) 4,400 บาทรวมเป็นเงิน 22,000 บาท
1 สิงหาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569มีแกนนำ TO BE NUMBER ONE และสามารถทำกิจกรรมการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ในโรงเรียน และชุมชน
22000.00 บาท -
สรุปผลการดำเนินงานและถอดบทเรียน1 มกราคม 2570 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2570
มีการสรุปผลงาน วิเคราะห์ และจัดทำเป็นรูปเล่ม
0.00 บาท
- เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจ และร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในการป้องกันปัญหายาเสพติด บุหรี่ในโรงเรียน และชุมชน
- ชุมชนมีความเข้มแข็งและปลอดจากยาเสพติดบุหรี่มือสอง และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยควร อย่างยั่งยืน
- แกนนำ มีศักยภาพในการเป็นแกนนำต้านภัยยาเสพติดนชุมชนได้
