โครงการส่งเสริมสุขภาพคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ตำบลบางขุนทอง ประจำปี 2569
-
นายนุ้ย ขุนพรม
-
นางดวงดาว พรหมเจียม
-
นางพยอม คงชำนิ
-
นางเพ็ญศรี เอียดปุ่ม
-
นางสาวแฉล้ม ขุนพรม
หลักการและเหตุผล ปัจจุบันผู้พิการเป็นกลุ่มประชากรที่ต้องการการดูแลด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติทางกาย จิตใจ และสังคม โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว การสื่อสาร หรือการช่วยเหลือตนเอง ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพ เช่น แผลกดทับ ภาวะขาดสารอาหาร ภาวะซึมเศร้า และโรคเรื้อรังต่าง ๆ หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกัน ผู้ดูแลผู้พิการซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลอย่างใกล้ชิด มักเผชิญภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจ อาจเกิดความเครียด เหนื่อยล้า ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการดูแลผู้พิการโดยตรง แนวคิดการส่งเสริมสุขภาพจึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรักษาโรค แต่ครอบคลุมถึงการป้องกัน การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการสร้างเสริมศักยภาพให้บุคคลสามารถดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับหลักการของ องค์การอนามัยโลก ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะครบทั้งมิติร่างกาย จิตใจ และสังคม ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานของ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแบบองค์รวม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางขุนทอง รับผิดชอบ 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ 2 บ้านบาวง และหมู่ 4 บ้านทุ่งฝ้าย ปี 2567 มีจำนวนผู้พิการ 30 คน ปี 2568 มีจำนวนผู้พิการ 32 คน ปี 2569 มีจำนวนผู้พิการ 35 คน โดยเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น การจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพผู้พิการและผู้ดูแลผู้พิการ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อ เสริมสร้างความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง ลดภาวะแทรกซ้อนและความเสี่ยงทางสุขภาพ สนับสนุนสุขภาพจิตและสร้างกำลังใจแก่ผู้ดูแล สร้างเครือข่ายการช่วยเหลือในชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตและความสามารถในการดำรงชีวิตประจำวัน การดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยให้ผู้พิการและผู้ดูแลมีความเข้มแข็งทั้งทางร่างกายและจิตใจ สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
-
เพื่อส่งเสริมให้ผู้พิการมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการดูแลสุขภาพตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสมกับสภาพความพิการ
-
เพื่อส่งเสริมให้ผู้พิการมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการดูแลสุขภาพตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสมกับสภาพความพิการเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังหรือปัญหาสุขภาพที่สามารถป้องกันได้
-
เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้พิการ ให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ
-
เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและทักษะการดูแลผู้พิการแก่ผู้ดูแล ให้สามารถดูแลได้อย่างถูกวิธีและปลอดภัย
-
เพื่อส่งเสริมสุขภาพจิต ลดความเครียด และป้องกันภาวะหมดไฟในการดูแล (Caregiver Burnout) ของผู้ดูแล
-
เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
-
เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการและผู้ดูแล ให้สามารถอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีความสุข
-
ผู้พิการ20
-
ผู้ดูแลผู้พิการ40
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
คัดกรองสุขภาพผู้พิการและผู้ดูแลผู้พิการ
ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต วัดรอบเอว คิดว่า BMI ตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดในกลุ่มเสี่ยง คัดกรองภาวะซึมเศร้า
1 มีนาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569ผู้พิการและผู้ดูแลผู้พิการได้รับการคัดกรองสุขภาพ
0 บาท -
ให้ความรู้เรื่องการดูแลผู้พิการเพื่อ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน โภชนาการ การใช้อุปกรณ์และการเคลื่อนย้าย
อบรมความรู้ เรื่องการดูแลผู้พิการและสวัสดิการ สาธิตและฝึกปฏิบัติการใช้อุปกรณ์และการเคลื่อนย้าย 1.ป้ายโครงการไวนิล 1 แผ่น จำนวน 570 บาท 2.ค่าอาหารกลางวัน 60 บาท1มื้อ60 คน1วัน จำนวน 3,600 บาท 3.ค่าอาหารว่าง 25 บาท *2 มื้อ1 วัน จำนวน 3,000 บาท 4.ค่าวิทยาการ 600 บาท5ชั่วโมง1คน จำนวน 3,000 บาท
1 มีนาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569ผู้พิการและผู้ดูแลผู้พิการได้รับความรู้และสามารถดูแลได้อย่างถุกต้อง
10170 บาท -
สร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของชุมชน
แต่งตั้งคณะกรรมการ สร้างเครือข่าย สร้างกลุ่ม Line
1 มีนาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569มีคณะสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของชุมชน
0 บาท
ให้ความรู้เรื่องการดูแลผู้พิการเพื่อ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน โภชนาการ การใช้อุปกรณ์และการเคลื่อนย้าย
1.ผู้พิการได้รับการคัดกรองสุขภาพและดูแลอย่างต่อเนื่อง 2.ลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้ เช่น แผลกดทับ ภาวะขาดสารอาหาร 3.ผู้พิการมีสมรรถภาพทางร่างกายดีขึ้นหรือคงสภาพได้เหมาะสมกับระดับความพิการ 4.ผู้พิการมีความมั่นใจและกำลังใจในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้น 5.ผู้ดูแลมีระดับความเครียดลดลง และสามารถจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น 6.ผู้พิการสามารถดูแลตนเองในกิจวัตรประจำวันได้มากขึ้น 7.ผู้ดูแลมีความรู้และทักษะในการดูแลอย่างถูกวิธีและปลอดภัย 8.ครอบครัวเข้าใจสิทธิและสามารถเข้าถึงบริการที่เกี่ยวข้องได้ 9.เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10.ชุมชนมีทัศนคติที่ดีต่อผู้พิการและตระหนักถึงสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 11.ผู้พิการสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนมากขึ้น
