ส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลและปลอดภัย (RDU) ในตำบลลางาโดยบูรณาการตามวิถีอัล-อิสลาม
-
ชมรมแกนนำสร้างเสริมสุขภาพตามวิถีอัล-อิสลามลางา
-
นางสาวกัลยา รีขะ
-
ชมรมแกนนำสร้างเสริมสุขภาพตามวิถีอัล-อิสลามลางา
-
นางตอยญีบะห์ นาแว
ในสภาพสังคมปัจจุบันที่ชุมชนมีการขยายตัวและการเข้ามาถึงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และผลจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคม การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนทุกคนมี “สุขภาพดี” หรือมี “สุขภาวะ” อีกทั้งการที่ประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น คนในวัยอื่น ๆ ก็มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังมากขึ้น เช่น ขาดการออกกาลังกาย บริโภคอาหารไม่มีประโยชน์ และมีปัญหาความเครียด ประชาชนมีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีผู้ป่วยเรื้อรังมากขึ้น ผลคือ สังคมเราในทุกวันนี้มีปัญหาสุขภาพที่เกิดมากขึ้น เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคอ้วน เส้นเลือดในสมองแตก เป็นมะเร็ง เบาหวาน และโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง เหล่านี้เป็นปัญหาสุขภาพที่ต้องการ การจัดการอย่างต่อเนื่องผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุที่อยู่กับบ้าน ไม่มีญาติคอยให้การดูแลเรื่องการทานยา หรือมีญาติคอยดูแลแต่ไม่มีความรู้ในเรื่องการใช้ยา โดยสรุปปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการใช้ยาของคนไทยที่พบบ่อย ได้แก่ การแพ้ยา ใช้ยาเสื่อมคุณภาพ ใช้ยาเกินขนาด หรือการได้รับปริมาณยาในขนาดที่ไม่เหมาะสม เช่น มากไป หรือน้อยไป และการใช้ยาไม่ถูกกับโรค เป็นต้น ประกอบกับความเชื่อแต่ดั้งเดิมที่ไม่ถูกต้องตามหลักการศาสนาของผู้ป่วยและญาติในสังคมมุสลิมในการดูแลตนเองที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความไม่เข้าใจในหลักการศาสนาและพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมของตัวผู้ป่วยเอง ในอีกมุมอาจเกิดจากระบบสาธารณสุขและการให้ บริการทางเภสัชกรรมที่ทำได้ไม่ทั่วถึง
ลางาเป็นตำบลหนึ่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอมายอ บริบททั่วไปมีลักษณะกึ่งเมือง กึ่งชนบท โดยเฉพาะชุมชนบ้านปาลัส เป็นพื้นที่ชุมชนเมือง มีร้านค้า ร้านสะดวกซื้อและร้านยา รวมทั้งคลินิกหลายร้าน ส่งผลให้การเข้าถึงบริการด้านการใช้ยาของประชาชนในพื้นที่ได้ง่ายและสะดวกขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้ยาแบบพร่ำเพรื่อย ไม่สมเหตุสมผล ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพที่จะตามมาในอนาคตได้ ส่วนในพื้นที่ชนบท ที่อยู่ด้านใน ประชาชนบางส่วนยังขาดถึงความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy, HL) มีการใช้ยาชุด สมุนไพรลูกกลอน หรือการใช้บริการจากหมอบ้านที่ขาดมาตรฐานทางด้านสาธารณสุข ซึ่งอาจนำพาสู่ภัยทางสุขภาพตามมาได้ สอดคล้องกับพื้นที่โดยรวมของตำบลที่มีประชากรนับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 100 มีวิถีปฏิบัติและขนบธรรมเดียวกันและยึดถือตามแนวทางศาสนาอิสลามเป็นหลัก จำเป็นต้องมีการสนับสนุน ส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็งในด้านการใช้ยาอย่างปลอดภัยโดยนำศาสนาเป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติ
ชมรมแกนนำสร้างเสริมสุขภาพตามวิถีอัล-อิสลามลางา ได้เล็งเห็นถึงปัญหาของการใช้ยาในชุมชน รวมไปถึงผลกระทบทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ จึงได้ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลางา ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ จัดทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อให้ชุมชนและประชาชนมีความรู้ในการดูแลสุขภาพตนเองอย่างถูกวิธีตามแนวทางอัล-อิสลามเพื่อส่งผลให้ชุมชน ผู้ป่วย/ผู้รับบริการในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
-
เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะ(ยาฆ่าเชื้อ)ในโรคหวัด
ร้อยละของประชาชนทีมีการใช้ยาปฏิชีวนะ(ยาฆ่าเชื้อ)ในโรคหวัด
-
เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะ(ยาฆ่าเชื้อ)ในโรคอุจจาระร่วง
ร้อยละของประชาชนทีมีการใช้ยาปฏิชีวนะ(ยาฆ่าเชื้อ)ในโรคอุจจาระร่วง
-
กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน60
-
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง60
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง110
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
โรงเรียน RDU ในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (เบาหวาน/ความดันโลหิตสูง) เพื่อการใช้ยาอย่างถูกต้อง เหมาะสม
ครั้งที่ 1 เวทีให้ความรู้ -ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 60 คน x 35 บาท x 2 มื้อ = 4,200 บาท -ค่าอาหารกลางวัน 60 คน x 70 บาท x 1 มื้อ = 4,200 บาท -ค่าวิทยากร จำนวน 1 คน x 3 ชั่วโมง x 600 บาท = 1,800 บาท ครั้งที่ 2 ลงพื้นที่ติดตามในพื้นที่ร่วมกับเครือข่ายและอสม.
ครั้งที่ 3 เวทีติดตามผล ประเมินผลลัพธ์ -ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 60 คน x 35 บาท x 2 มื้อ = 4,200 บาท -ค่าอาหารกลางวัน 60 คน x 70 บาท x 1 มื้อ = 4,200 บาท
1 เมษายน 2569 ถึง 31 สิงหาคม 2569ผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ดูแลมีความรู้ในการปฏิบัติตัวเอง ใช้ยารักษาโรคอย่างถูกต้อง เหมาะสม ไม่ใช้ยาพร่ำเพรื่อ และลดอัตาการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไต โรคตับ เป็นต้น
18600 บาท -
พัฒนาสมรรถนะเครือข่ายและอสม.ในการเป็นพี่เลี้ยง RDU ในชุมชน
เวทีอบรม -ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 60 คน x 35 บาท x 2 มื้อ = 4,200 บาท -ค่าอาหารกลางวัน 60 คน x 70 บาท x 1 มื้อ = 4,200 บาท -ค่าวิทยากร จำนวน 1 คน x 3 ชั่วโมง x 600 บาท = 1,800 บาท -ค่าถ่ายเอกสารเพื่อประกอบการอบรม = 2,000 บาท ลงพื้นที่ติดตามผู้ป่วยและให้ความรู้ในชุมชนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ RDU -ค่าไวนิลจัดนิทรรศการให้ความรู้ในชุมชนทั้ง 7 หมู่บ้านๆ 1 ชุดๆละ 1,000 บาท = 7,000 บาท
1 พฤษภาคม 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2569เครือข่ายและอสม.มีความรู้เรื่อง การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลและปลอดภัย (RDU) ในชุมชน ทำแบบประเมินได้มากกว่าร้อยละ 80 และสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ ส่งต่อข้อมูลในชุมชนได้
19200 บาท -
พัฒนาเครือข่ายในชุมชน ร้านค้า โรงเรียนให้มีความรู้ในการซื้อ-ขายยาอย่างถูกต้อง เหมาะสม ไม่เกิดภัยสุขสุขภาพต่อชุมชน1 พฤษภาคม 2569 ถึง 31 กรกฎาคม 256926600 บาท
-
ประชุมเชิงปฏิบัติการร้านค้าในชุมชน
-ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 35 คน x 35 บาท x 2 มื้อ = 2,450 บาท -ค่าอาหารกลางวัน 35 คน x 70 บาท x 1 มื้อ = 2,450 บาท -ค่าไวนิลโครงการ จำนวน 1 ผืน ผืนละ 700 บาท = 700 บาท -ค่าวิทยากร จำนวน 1 คน x 3 ชั่วโมง x 600 บาท = 1,800 บาท
เครือข่ายมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลและปลอดภัย (RDU) มากกว่าร้อยละ 80 และเกิดเครือข่าย RDU ในชุมชน
7400 บาท -
ประชุมเชิงปฏิบัติการแกนนำนักเรียนในพื้นที่
-ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 60 คน x 35 บาท x 2 มื้อ = 4,200 บาท -ค่าอาหารกลางวัน 60 คน x 70 บาท x 1 มื้อ = 4,200 บาท -ค่าวิทยากร จำนวน 1 คน x 3 ชั่วโมง x 600 บาท = 1,800 บาท -ค่าถ่ายเอกสารเพื่อประกอบการอบรม = 2,000 บาท - ค่าวัสดุสำนักงาน จำนวน 7,000 บาท (ประกอบด้วย กระดาษ ปากกา,แฟ้มพลาสติก,กล่องดินสอ,น้ำยาลบคำผิด เป็นต้น)
เครือข่ายมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลและปลอดภัย (RDU) มากกว่าร้อยละ 80 และเกิดเครือข่าย RDU ในชุมชน
19200 บาท
-
1.ลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนด้านการใช้ยาในกลุ่มป่วยโรคเรื้อรัง (เบาหวาน ความดันโลหิตสูง) 2.อสม.ตำบลลางามีสมรรถนะในการเป็นผู้นำด้านสุขภาพ และสามารถเป็นต้นแบบชุมชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุ สมผลและมีความปลอดภัยในชุมชน 3.ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุ สมผลและสามารถใช้ยาอย่างปลอดภัยในชุมชน 4.เครือข่ายและร้านค้าในชุมชนมีความรู้ในเรื่องยาสามัญประจำบ้านและยาควบคุมพิเศษ ให้ความร่วมมือกับรพ.สต.ในการลดความเสี่ยงจากการใช้ยาพร่ำเพรื่อในชุมชน
