ตรวจคัดกรองสารเคมีตกค้างในเลือดแก่ประชาชนที่มีความเสี่ยง ประจำปี 2569
สถานการณ์โรคและภัยสุขภาพจากสารเคมีในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่ามีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้อัตราป่วยของโรคจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่งสูงขึ้นเช่นกัน กลุ่มเกษตรกรเป็นกลุ่มแรงงานที่สำคัญ และยังคงมีปัญหาการเจ็บป่วยจากพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และสารกำจัดแมลง ซึ่งอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชดังกล่าวทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง อาการแสดงแบบเฉียบพลันมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนรุนแรงถึงแก่ชีวิตขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น ความเป็นพิษและปริมาณสารเคมีที่ได้รับ ส่วนอาการเรื้อรัง สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะสะสมในระบบต่างๆ ของร่างกายทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกาย สารเคมีที่เข้าไปสะสมจะไปทำลายอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต ปอด สมอง ผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และตา ขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางใด และปริมาณมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่แล้วการที่อวัยวะภายในร่างกายได้สะสมสารเคมีไว้จนถึงขีดที่ร่างกายไม่อาจทนได้ จนแสดงอาการต่างๆขึ้นมา เช่น โรคมะเร็ง โรคต่อมไร้ท่อ โรคเลือด และระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น โดยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ทั้งทางผิวหนัง การสูดหายใจละอองสารเคมีที่ฟุ้งกระจายในอากาศ และการรับประทานน้ำและอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อน ซึ่งพฤติกรรมการใช้สารเคมีที่ไม่ปลอดภัยนั้น ทำให้เกษตรกรผู้อาศัยในชุมชนและผู้บริโภคมีความเสี่ยงจากการได้รับอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น
พื้นที่ตำบลควนเมา อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม (สวนยางพารา สวนปาล์ม สวนผลไม้ ปลูกผัก) และได้มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากรูปแบบการเกษตรเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิม จากการทำเกษตรเพื่อบริโภคมาเป็นการทำเกษตรเพื่อเศรษฐกิจ เกษตรกรต้องการผลผลิตและรักษาคุณภาพของสินค้า ประกอบกับมีการระบาดของศัตรูพืช จึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชเพิ่มสูงขึ้น โดยทางสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลควนเมา ได้มีการดูแลสุขภาพเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง โดยการให้ความรู้ การจัดกิจกรรมรณรงค์ การจัดบริการตรวจระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส เพื่อให้เกษตรกรมีความตระหนักถึงโอกาสเสี่ยงในการได้รับอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกปี โดยล่าสุด ได้มีการสำรวจพฤติกรรมความเสี่ยงในกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้บริโภค และกลุ่มที่ได้รับการสัมผัสสารเคมีทั้งทางตรงและทางอ้อม และการตรวจวัดเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส จำนวน 315 คน พบว่า อยู่ในระดับไม่ปลอดภัย จำนวน 11 คน (ร้อยละ 3.49) ระดับเสี่ยง จำนวน 42 คน (ร้อยละ 13.33) ระดับปลอดภัย จำนวน 173 คน (ร้อยละ 54.92) และระดับปกติ จำนวน 89 คน (ร้อยละ 28.25) จากสถานการณ์ดังกล่าวจะเห็นว่าประชาชนยังคงมีพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ไม่ถูกต้องจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
ดังนั้น สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลควนเมา จึงได้จัดทำโครงการ ตรวจคัดกรองสารเคมีตกค้างในเลือดแก่ประชาชนที่มีความเสี่ยง ประจำปี 2569 ขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับการประเมินความเสี่ยงในการทำงานของเกษตรกรจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ได้รับการเจาะเลือดตรวจระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส เพื่อดูปริมาณสารเคมีตกค้างในกระแสเลือด ประชาชนที่มีผลการตรวจระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส อยู่ในระดับเสี่ยงและระดับไม่ปลอดภัย ได้รับการรักษาด้วยยาสมุนไพร และเพื่อให้ประชาชนมีความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้อย่างปลอดภัย *** โครงการนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุข***
-
เพื่อให้ประชาชนได้รับการประเมินความเสี่ยงและได้รับการเจาะเลือดตรวจระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส เพื่อดูปริมาณสารเคมีตกค้างในกระแสเลือด
ร้อยละ 100 ของประชาชนได้รับการประเมินความเสี่ยงและได้รับการเจาะเลือดตรวจระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส เพื่อดูปริมาณสารเคมีตกค้างในกระแสเลือด
-
เพื่อให้ประชาชนที่มีผลการตรวจระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส อยู่ในระดับเสี่ยงและระดับไม่ปลอดภัย ได้รับการรักษาด้วยยาสมุนไพร
ร้อยละ 100 ของประชาชนที่มีผลการตรวจระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส อยู่ในระดับเสี่ยงและระดับไม่ปลอดภัย ได้รับการรักษาด้วยยาสมุนไพร
-
เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้อย่างปลอดภัย
ร้อยละ 100 ของประชาชนมีความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้อย่างปลอดภัย
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง200
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
ประเมินความเสี่ยงในการทำงานของเกษตรกรจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
กิจกรรมย่อย
1.1.1 สัมภาษณ์แบบประเมินความเสี่ยงในการทำงานของเกษตรกรจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช จำนวน 200 คน
งบประมาณ
ค่าเอกสารประเมินความเสี่ยงในการทำงานของเกษตรกรจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช จำนวน 200 ชุดๆละ 5 บาท เป็นเงิน 1,000 บาท
ค่าป้ายไวนิล ขนาด 1x2 เมตร จำนวน 1 แผ่น เป็นเงิน 300 บาท
ถึง1300 บาท -
เจาะเลือดตรวจระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส
กิจกรรมย่อย
- เจาะเลือดตรวจระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส เพื่อดูปริมาณสารเคมีตกค้างในกระแสเลือด จำนวน 200 คน (จำนวน 4 วันๆละ 50 คน)
งบประมาณ
- ค่าชุดหายาฆ่าแมลงในเลือดเกษตรกรจำนวน 2 ชุดๆละ 2,800 บาท เป็นเงิน 5,60๐ บาท (1 ชุด ใช้ได้ 100 ตัวอย่าง) ประกอบด้วย
กระดาษโคลีนเอสเตอเรส
Blood Lancet
Micro Haematocrit tube (Red) (100 tube)
Slide ขนาด 2.5x7.5 ซม.
ปากคีบ (Forceps) ขนาด 5 นิ้ว
Pipette Tip with Dropper Bulb
ถาดดินน้ำมัน
Rack พลาสติกใส ขนาด 6x8.5x4.5 ซม.
ค่าเข็มเจาะปลายนิ้ว จำนวน 1 กล่องๆละ 8๐๐ บาท เป็นเงิน 800 บาท
ค่าแอลกอฮอล์บอล จำนวน 1 กล่องๆละ 800 บาท เป็นเงิน 800 บาท
ค่าสมุดประจำตัวเฝ้าระวังพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยง จำนวน 50 เล่มๆละ 5 บาท เป็นเงิน 250 บาท
ถึง7450 บาท -
สรุปผลการตรวจ
กิจกรรมย่อย
แจ้งผลการตรวจแก่ผู้เข้ารับการตรวจ
จ่ายยาสมุนไพรรางจืดแก่ผู้ที่มีผลอยู่ในระดับเสี่ยงและระดับไม่ปลอดภัย
งบประมาณ
- ค่ายารางจืดแคปซูล 500 มิลลิกรัม (100 แคปซูล) จำนวน 10 กระปุกๆละ 100 บาท เป็นเงิน 1,000 บาท
ถึง1000 บาท -
อบรมให้ความรู้
กิจกรรมย่อย
- อบรมให้ความรู้เรื่องโรคที่เกิดจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ความรุนแรง/ผลกระทบ ของโรค อาการ การดูแลรักษา และวิธีการป้องกัน (จำนวน 4 วันๆละ 50 คน)
งบประมาณ
ค่าเอกสารความรู้เรื่องโรคที่เกิดจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช จำนวน 200 เล่มๆละ 40 บาท เป็นเงิน 8,000 บาท
ค่าแฟ้ม สมุดและปากกา จำนวน 200 ชุดๆละ 30 บาท เป็นเงิน 6,000 บาท
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 200 ชุดๆละ 25 บาท เป็นเงิน 5,000 บาท
- ค่าสมนาคุณวิทยากร จำนวน 8 ชั่วโมงๆ ละ 600 บาท เป็นเงิน 4,800 บาท
ถึง23800 บาท
ทำให้ประชาชนได้รับการประเมินความเสี่ยงและตรวจระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส เพื่อดูปริมาณสารเคมีตกค้างในกระแสเลือด
ทำให้ประชาชนที่มีผลการตรวจระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส อยู่ในระดับเสี่ยงและระดับไม่ปลอดภัย ได้รับการรักษาด้วยยาสมุนไพร
ทำให้ประชาชนมีความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้อย่างปลอดภัย
