-
กลุ่มคน (ระบุ 5 คน) 1.นายวินัย นุ้ยไฉน 2.นายเสกสรรค์ มัจฉา 3.ด.ต.สะหรี แดงงาม 4.นายขัยรัตน์ ลำโป 5.นางสาวฮัสวานี ปากบารา
-
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ดำเนินการสำรวจประชากรสูงอายุอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี2537 โดยการสำรวจ ทุก 3 ปี และครั้งล่าสุดจัดทำสำรวจปี 2567 นับเป็นการสำรวจครั้งที่ 8 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูล ลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม ภาวะสุขภาพ การเกื้อหนุน ตลอดจนลักษณะการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากครัวเรือนตัวอย่างจำนวน 86,880 ครัวเรือน ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล ระหว่างเดือนเมษายน - มิถุนายน 2567 ซึ่งสรุปผลการสำรวจที่สำคัญ ได้ดังนี้ 1. ลักษณะทางประชากรของผู้สูงอายุ จากผลการสำรวจ พบว่า จำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2537 มีผู้สูงอายุร้อยละ 6.8 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.0 ในปี 2567 2. แนวโน้ม ดัชนีการสูงอายุ อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุและอัตราส่วนเกื้อหนุน ดัชนีการสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงสัดส่วนของประชากรสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เมื่อเทียบกับ ประชากรเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี) 100 คน จากการสำรวจพบว่า ดัชนีการสูงอายุของประเทศไทยมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภาระที่ประชากรวัยทำงานต้องรับผิดชอบในการดูแล ผู้สูงอายุ ซึ่งอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 10.7 ในปี 2537 เพิ่มขึ้นเป็น 31.1 ในปี 2567 นั่นคือ ประชากรวัยทำงาน 100 คน รับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุประมาณ 31 คน อัตราส่วนเกื้อหนุน เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงจำนวนประชากรวัยทำงานที่สามารถให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คนได้ ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9.3 ในปี 2537 ลดลงเป็น 3.2 ในปี 2567 นั่นคือ ในปี 2567 ประชากรวัยทำงานประมาณ 3 คน ให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน 3. ลักษณะทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่ทำงาน จำแนกตามเพศ และภาค พ.ศ. 2567 เหตุผลที่ผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานในระหว่าง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุ มีสุขภาพแข็งแรงและยังมีแรงทำงาน ร้อยละ 51.5 รองลงมาคือ ต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัวหรือ ตนเอง ร้อยละ 43.5 ช่วยบุตร/สมาชิกในครัวเรือน ร้อยละ 1.7 เป็นอาชีพประจำ ไม่มีผู้ดูแลแทน ร้อยละ 1.4 และทำงานเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ร้อยละ 1.0 สำหรับ อื่น ๆ เช่น ยังมี หนี้สิน ยังไม่เกษียณอายุต้องส่งเสียบุตร เป็นต้น มีเพียงร้อยละ 0.9 ผลการสำรวจในปี 2567 พบว่า ในระหว่าง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์ ผู้สูงอายุร้อยละ 34.0 ยังคง ทำงานอยู่ โดยผู้สูงอายุชายทำงานสูงกว่าผู้สูงอายุ หญิง (ร้อยละ 44.7 และ 26.2 ตามลำดับ) และ เมื่อพิจารณาระหว่างภาค พบว่า ภาคใต้มีผู้สูงอายุ ที่ทำงานสูงสุด ร้อยละ 39.9รองลงมาคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 35.5 33.5 และ 33.3ตามลำดับ) สำหรับกรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนของผู้สูงอายุที่ทำงานต่ำสุด ร้อยละ 27.6 สำหรับแหล่งรายได้หลักในการดำรงชีวิต ของผู้สูงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมีแหล่ง รายได้หลักจากบุตร (ร้อยละ 35.7) รองลงมาคือ แหล่งรายได้หลักจากการทำงาน (ร้อยละ 33.9) เบี้ยยังชีพจากทางราชการ (ร้อยละ 13.3) เงินบำเหน็จ หรือบำนาญ (ร้อยละ 6.8) คู่สมรส (ร้อยละ 5.6) และแหล่งรายได้หลักจากดอกเบี้ยจากเงินออม หรือการขายทรัพย์สิน (ร้อยละ 1.6) เมื่อพิจารณา ตามเพศ พบว่า ผู้สูงอายุชายมีแหล่งรายได้หลัก ส่วนใหญ่จากการทำงาน (ร้อยละ 45.8) ในขณะที่ ผู้สูงอายุหญิงมีแหล่งรายได้หลักส่วนใหญ่จากบุตร (ร้อยละ 41.7) ดังนั้นคณะกรรมการผู้จัดทำโครงการเล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาวะความปกติสุขทางอารมณ์ จิตใจ และสังคม ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีจะตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง สามารถรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกิจกรรมการทำบอนไซหรือไม้ดัดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เยาวชน คนวัยทำงานและผู้สูงอายุ สร้างสุขภาวะที่ดีต่ออารมณ์ สุขภาพจิต การเคลื่อนใหว และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงรอบตัวได้ดี สร้างอาชีพลดภาระการพึ่งพิงจากบุตรหลาน แล้วได้ทำกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้งปีลดช่องว่างระหว่างวัย
-
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ดำเนินการสำรวจประชากรสูงอายุอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี2537 โดยการสำรวจ ทุก 3 ปี และครั้งล่าสุดจัดทำสำรวจปี 2567 นับเป็นการสำรวจครั้งที่ 8 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูล ลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม ภาวะสุขภาพ การเกื้อหนุน ตลอดจนลักษณะการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากครัวเรือนตัวอย่างจำนวน 86,880 ครัวเรือน ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล ระหว่างเดือนเมษายน - มิถุนายน 2567 ซึ่งสรุปผลการสำรวจที่สำคัญ ได้ดังนี้ 1. ลักษณะทางประชากรของผู้สูงอายุ จากผลการสำรวจ พบว่า จำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2537 มีผู้สูงอายุร้อยละ 6.8 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.0 ในปี 2567 2. แนวโน้ม ดัชนีการสูงอายุ อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุและอัตราส่วนเกื้อหนุน ดัชนีการสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงสัดส่วนของประชากรสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เมื่อเทียบกับ ประชากรเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี) 100 คน จากการสำรวจพบว่า ดัชนีการสูงอายุของประเทศไทยมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภาระที่ประชากรวัยทำงานต้องรับผิดชอบในการดูแล ผู้สูงอายุ ซึ่งอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 10.7 ในปี 2537 เพิ่มขึ้นเป็น 31.1 ในปี 2567 นั่นคือ ประชากรวัยทำงาน 100 คน รับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุประมาณ 31 คน อัตราส่วนเกื้อหนุน เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงจำนวนประชากรวัยทำงานที่สามารถให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คนได้ ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9.3 ในปี 2537 ลดลงเป็น 3.2 ในปี 2567 นั่นคือ ในปี 2567 ประชากรวัยทำงานประมาณ 3 คน ให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน 3. ลักษณะทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่ทำงาน จำแนกตามเพศ และภาค พ.ศ. 2567 เหตุผลที่ผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานในระหว่าง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุ มีสุขภาพแข็งแรงและยังมีแรงทำงาน ร้อยละ 51.5 รองลงมาคือ ต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัวหรือ ตนเอง ร้อยละ 43.5 ช่วยบุตร/สมาชิกในครัวเรือน ร้อยละ 1.7 เป็นอาชีพประจำ ไม่มีผู้ดูแลแทน ร้อยละ 1.4 และทำงานเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ร้อยละ 1.0 สำหรับ อื่น ๆ เช่น ยังมี หนี้สิน ยังไม่เกษียณอายุต้องส่งเสียบุตร เป็นต้น มีเพียงร้อยละ 0.9 ผลการสำรวจในปี 2567 พบว่า ในระหว่าง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์ ผู้สูงอายุร้อยละ 34.0 ยังคง ทำงานอยู่ โดยผู้สูงอายุชายทำงานสูงกว่าผู้สูงอายุ หญิง (ร้อยละ 44.7 และ 26.2 ตามลำดับ) และ เมื่อพิจารณาระหว่างภาค พบว่า ภาคใต้มีผู้สูงอายุ ที่ทำงานสูงสุด ร้อยละ 39.9รองลงมาคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 35.5 33.5 และ 33.3ตามลำดับ) สำหรับกรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนของผู้สูงอายุที่ทำงานต่ำสุด ร้อยละ 27.6 สำหรับแหล่งรายได้หลักในการดำรงชีวิต ของผู้สูงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมีแหล่ง รายได้หลักจากบุตร (ร้อยละ 35.7) รองลงมาคือ แหล่งรายได้หลักจากการทำงาน (ร้อยละ 33.9) เบี้ยยังชีพจากทางราชการ (ร้อยละ 13.3) เงินบำเหน็จ หรือบำนาญ (ร้อยละ 6.8) คู่สมรส (ร้อยละ 5.6) และแหล่งรายได้หลักจากดอกเบี้ยจากเงินออม หรือการขายทรัพย์สิน (ร้อยละ 1.6) เมื่อพิจารณา ตามเพศ พบว่า ผู้สูงอายุชายมีแหล่งรายได้หลัก ส่วนใหญ่จากการทำงาน (ร้อยละ 45.8) ในขณะที่ ผู้สูงอายุหญิงมีแหล่งรายได้หลักส่วนใหญ่จากบุตร (ร้อยละ 41.7) ดังนั้นคณะกรรมการผู้จัดทำโครงการเล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาวะความปกติสุขทางอารมณ์ จิตใจ และสังคม ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีจะตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง สามารถรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกิจกรรมการทำบอนไซหรือไม้ดัดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เยาวชน คนวัยทำงานและผู้สูงอายุ สร้างสุขภาวะที่ดีต่ออารมณ์ สุขภาพจิต การเคลื่อนใหว และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงรอบตัวได้ดี สร้างอาชีพลดภาระการพึ่งพิงจากบุตรหลาน แล้วได้ทำกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้งปีลดช่องว่างระหว่างวัย
-
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ดำเนินการสำรวจประชากรสูงอายุอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี2537 โดยการสำรวจ ทุก 3 ปี และครั้งล่าสุดจัดทำสำรวจปี 2567 นับเป็นการสำรวจครั้งที่ 8 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูล ลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม ภาวะสุขภาพ การเกื้อหนุน ตลอดจนลักษณะการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากครัวเรือนตัวอย่างจำนวน 86,880 ครัวเรือน ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล ระหว่างเดือนเมษายน - มิถุนายน 2567 ซึ่งสรุปผลการสำรวจที่สำคัญ ได้ดังนี้ 1. ลักษณะทางประชากรของผู้สูงอายุ จากผลการสำรวจ พบว่า จำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2537 มีผู้สูงอายุร้อยละ 6.8 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.0 ในปี 2567 2. แนวโน้ม ดัชนีการสูงอายุ อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุและอัตราส่วนเกื้อหนุน ดัชนีการสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงสัดส่วนของประชากรสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เมื่อเทียบกับ ประชากรเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี) 100 คน จากการสำรวจพบว่า ดัชนีการสูงอายุของประเทศไทยมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภาระที่ประชากรวัยทำงานต้องรับผิดชอบในการดูแล ผู้สูงอายุ ซึ่งอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 10.7 ในปี 2537 เพิ่มขึ้นเป็น 31.1 ในปี 2567 นั่นคือ ประชากรวัยทำงาน 100 คน รับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุประมาณ 31 คน อัตราส่วนเกื้อหนุน เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงจำนวนประชากรวัยทำงานที่สามารถให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คนได้ ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9.3 ในปี 2537 ลดลงเป็น 3.2 ในปี 2567 นั่นคือ ในปี 2567 ประชากรวัยทำงานประมาณ 3 คน ให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน 3. ลักษณะทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่ทำงาน จำแนกตามเพศ และภาค พ.ศ. 2567 เหตุผลที่ผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานในระหว่าง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุ มีสุขภาพแข็งแรงและยังมีแรงทำงาน ร้อยละ 51.5 รองลงมาคือ ต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัวหรือ ตนเอง ร้อยละ 43.5 ช่วยบุตร/สมาชิกในครัวเรือน ร้อยละ 1.7 เป็นอาชีพประจำ ไม่มีผู้ดูแลแทน ร้อยละ 1.4 และทำงานเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ร้อยละ 1.0 สำหรับ อื่น ๆ เช่น ยังมี หนี้สิน ยังไม่เกษียณอายุต้องส่งเสียบุตร เป็นต้น มีเพียงร้อยละ 0.9 ผลการสำรวจในปี 2567 พบว่า ในระหว่าง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์ ผู้สูงอายุร้อยละ 34.0 ยังคง ทำงานอยู่ โดยผู้สูงอายุชายทำงานสูงกว่าผู้สูงอายุ หญิง (ร้อยละ 44.7 และ 26.2 ตามลำดับ) และ เมื่อพิจารณาระหว่างภาค พบว่า ภาคใต้มีผู้สูงอายุ ที่ทำงานสูงสุด ร้อยละ 39.9รองลงมาคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 35.5 33.5 และ 33.3ตามลำดับ) สำหรับกรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนของผู้สูงอายุที่ทำงานต่ำสุด ร้อยละ 27.6 สำหรับแหล่งรายได้หลักในการดำรงชีวิต ของผู้สูงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมีแหล่ง รายได้หลักจากบุตร (ร้อยละ 35.7) รองลงมาคือ แหล่งรายได้หลักจากการทำงาน (ร้อยละ 33.9) เบี้ยยังชีพจากทางราชการ (ร้อยละ 13.3) เงินบำเหน็จ หรือบำนาญ (ร้อยละ 6.8) คู่สมรส (ร้อยละ 5.6) และแหล่งรายได้หลักจากดอกเบี้ยจากเงินออม หรือการขายทรัพย์สิน (ร้อยละ 1.6) เมื่อพิจารณา ตามเพศ พบว่า ผู้สูงอายุชายมีแหล่งรายได้หลัก ส่วนใหญ่จากการทำงาน (ร้อยละ 45.8) ในขณะที่ ผู้สูงอายุหญิงมีแหล่งรายได้หลักส่วนใหญ่จากบุตร (ร้อยละ 41.7) ดังนั้นคณะกรรมการผู้จัดทำโครงการเล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาวะความปกติสุขทางอารมณ์ จิตใจ และสังคม ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีจะตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง สามารถรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกิจกรรมการทำบอนไซหรือไม้ดัดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เยาวชน คนวัยทำงานและผู้สูงอายุ สร้างสุขภาวะที่ดีต่ออารมณ์ สุขภาพจิต การเคลื่อนใหว และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงรอบตัวได้ดี สร้างอาชีพลดภาระการพึ่งพิงจากบุตรหลาน แล้วได้ทำกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้งปีลดช่องว่างระหว่างวัย
-
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ดำเนินการสำรวจประชากรสูงอายุอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี2537 โดยการสำรวจ ทุก 3 ปี และครั้งล่าสุดจัดทำสำรวจปี 2567 นับเป็นการสำรวจครั้งที่ 8 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูล ลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม ภาวะสุขภาพ การเกื้อหนุน ตลอดจนลักษณะการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากครัวเรือนตัวอย่างจำนวน 86,880 ครัวเรือน ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล ระหว่างเดือนเมษายน - มิถุนายน 2567 ซึ่งสรุปผลการสำรวจที่สำคัญ ได้ดังนี้ 1. ลักษณะทางประชากรของผู้สูงอายุ จากผลการสำรวจ พบว่า จำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2537 มีผู้สูงอายุร้อยละ 6.8 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.0 ในปี 2567 2. แนวโน้ม ดัชนีการสูงอายุ อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุและอัตราส่วนเกื้อหนุน ดัชนีการสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงสัดส่วนของประชากรสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เมื่อเทียบกับ ประชากรเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี) 100 คน จากการสำรวจพบว่า ดัชนีการสูงอายุของประเทศไทยมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภาระที่ประชากรวัยทำงานต้องรับผิดชอบในการดูแล ผู้สูงอายุ ซึ่งอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 10.7 ในปี 2537 เพิ่มขึ้นเป็น 31.1 ในปี 2567 นั่นคือ ประชากรวัยทำงาน 100 คน รับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุประมาณ 31 คน อัตราส่วนเกื้อหนุน เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงจำนวนประชากรวัยทำงานที่สามารถให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คนได้ ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9.3 ในปี 2537 ลดลงเป็น 3.2 ในปี 2567 นั่นคือ ในปี 2567 ประชากรวัยทำงานประมาณ 3 คน ให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน 3. ลักษณะทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่ทำงาน จำแนกตามเพศ และภาค พ.ศ. 2567 เหตุผลที่ผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานในระหว่าง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุ มีสุขภาพแข็งแรงและยังมีแรงทำงาน ร้อยละ 51.5 รองลงมาคือ ต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัวหรือ ตนเอง ร้อยละ 43.5 ช่วยบุตร/สมาชิกในครัวเรือน ร้อยละ 1.7 เป็นอาชีพประจำ ไม่มีผู้ดูแลแทน ร้อยละ 1.4 และทำงานเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ร้อยละ 1.0 สำหรับ อื่น ๆ เช่น ยังมี หนี้สิน ยังไม่เกษียณอายุต้องส่งเสียบุตร เป็นต้น มีเพียงร้อยละ 0.9 ผลการสำรวจในปี 2567 พบว่า ในระหว่าง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์ ผู้สูงอายุร้อยละ 34.0 ยังคง ทำงานอยู่ โดยผู้สูงอายุชายทำงานสูงกว่าผู้สูงอายุ หญิง (ร้อยละ 44.7 และ 26.2 ตามลำดับ) และ เมื่อพิจารณาระหว่างภาค พบว่า ภาคใต้มีผู้สูงอายุ ที่ทำงานสูงสุด ร้อยละ 39.9รองลงมาคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 35.5 33.5 และ 33.3ตามลำดับ) สำหรับกรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนของผู้สูงอายุที่ทำงานต่ำสุด ร้อยละ 27.6 สำหรับแหล่งรายได้หลักในการดำรงชีวิต ของผู้สูงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมีแหล่ง รายได้หลักจากบุตร (ร้อยละ 35.7) รองลงมาคือ แหล่งรายได้หลักจากการทำงาน (ร้อยละ 33.9) เบี้ยยังชีพจากทางราชการ (ร้อยละ 13.3) เงินบำเหน็จ หรือบำนาญ (ร้อยละ 6.8) คู่สมรส (ร้อยละ 5.6) และแหล่งรายได้หลักจากดอกเบี้ยจากเงินออม หรือการขายทรัพย์สิน (ร้อยละ 1.6) เมื่อพิจารณา ตามเพศ พบว่า ผู้สูงอายุชายมีแหล่งรายได้หลัก ส่วนใหญ่จากการทำงาน (ร้อยละ 45.8) ในขณะที่ ผู้สูงอายุหญิงมีแหล่งรายได้หลักส่วนใหญ่จากบุตร (ร้อยละ 41.7)
-
จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี2537 โดยการสำรวจ ทุก 3 ปี และครั้งล่าสุดจัดทำสำรวจปี 2567 ลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม ภาวะสุขภาพ การเกื้อหนุน ตลอดจนลักษณะการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 คน จากการสำรวจพบว่า ดัชนีการสูงอายุของประเทศไทยมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภาระที่ประชากรวัยทำงานต้องรับผิดชอบในการดูแล ผู้สูงอายุ ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9.3 ในปี 2537 ลดลงเป็น 3.2 ในปี 2567 นั่นคือ ในปี 2567 ประชากรวัยทำงานประมาณ 3 คน ให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน
-
จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี2537 โดยการสำรวจ ทุก 3 ปี และครั้งล่าสุดจัดทำสำรวจปี 2567 ลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม ภาวะสุขภาพ การเกื้อหนุน ตลอดจนลักษณะการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 คน จากการสำรวจพบว่า ดัชนีการสูงอายุของประเทศไทยมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภาระที่ประชากรวัยทำงานต้องรับผิดชอบในการดูแล ผู้สูงอายุ ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9.3 ในปี 2537 ลดลงเป็น 3.2 ในปี 2567 นั่นคือ ในปี 2567 ประชากรวัยทำงานประมาณ 3 คน ให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน ดังนั้นคณะกรรมการผู้จัดทำโครงการเล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาวะความปกติสุขทางอารมณ์ จิตใจ และสังคม ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีจะตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง สามารถรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกิจกรรมการทำบอนไซหรือไม้ดัดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เยาวชน คนวัยทำงานและผู้สูงอายุ สร้างสุขภาวะที่ดีต่ออารมณ์ สุขภาพจิต การเคลื่อนใหว และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงรอบตัวได้ดี สร้างอาชีพลดภาระการพึ่งพิงจากบุตรหลาน แล้วได้ทำกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้งปีลดช่องว่างระหว่างวัยและสร้างสุขภาวที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป
-
จากผลการสำรวจ พบว่า จำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2537 มีผู้สูงอายุร้อยละ 6.8 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.0 ในปี 2567 ดัชนีการสูงอายุของประเทศไทยมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภาระที่ประชากรวัยทำงานต้องรับผิดชอบในการดูแล ผู้สูงอายุ นั่นคือ ประชากรวัยทำงาน 100 คน รับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุประมาณ 31 คน อัตราส่วนเกื้อหนุน เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงจำนวนประชากรวัยทำงานที่สามารถให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คนได้ ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9.3 ในปี 2537 ลดลงเป็น 3.2 ในปี 2567 นั่นคือ ในปี 2567 ประชากรวัยทำงานประมาณ 3 คน ให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน สำหรับแหล่งรายได้หลักในการดำรงชีวิต ของผู้สูงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมีแหล่ง รายได้หลักจากบุตร (ร้อยละ 35.7) รองลงมาคือ แหล่งรายได้หลักจากการทำงาน (ร้อยละ 33.9) เบี้ยยังชีพจากทางราชการ (ร้อยละ 13.3) เงินบำเหน็จ หรือบำนาญ (ร้อยละ 6.8) คู่สมรส (ร้อยละ 5.6) และแหล่งรายได้หลักจากดอกเบี้ยจากเงินออม หรือการขายทรัพย์สิน (ร้อยละ 1.6) ดังนั้นคณะกรรมการผู้จัดทำโครงการเล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาวะความปกติสุขทางอารมณ์ จิตใจ และสังคม ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีจะตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง สามารถรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกิจกรรมการทำบอนไซหรือไม้ดัดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เยาวชน คนวัยทำงานและผู้สูงอายุ สร้างสุขภาวะที่ดีต่ออารมณ์ สุขภาพจิต การเคลื่อนใหว และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงรอบตัวได้ดี สร้างอาชีพลดภาระการพึ่งพิงจากบุตรหลาน แล้วได้ทำกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้งปีลดช่องว่างระหว่างวัย
-
จากผลการสำรวจ พบว่า จำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2537 มีผู้สูงอายุร้อยละ 6.8 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.0 ในปี 2567 ดัชนีการสูงอายุของประเทศไทยมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภาระที่ประชากรวัยทำงานต้องรับผิดชอบในการดูแล ผู้สูงอายุ นั่นคือ ประชากรวัยทำงาน 100 คน รับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุประมาณ 31 คน อัตราส่วนเกื้อหนุน เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงจำนวนประชากรวัยทำงานที่สามารถให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คนได้ ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9.3 ในปี 2537 ลดลงเป็น 3.2 ในปี 2567 นั่นคือ ในปี 2567 ประชากรวัยทำงานประมาณ 3 คน ให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน
สำหรับแหล่งรายได้หลักในการดำรงชีวิต ของผู้สูงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมีแหล่ง รายได้หลักจากบุตร (ร้อยละ 35.7) รองลงมาคือ แหล่งรายได้หลักจากการทำงาน (ร้อยละ 33.9) เบี้ยยังชีพจากทางราชการ (ร้อยละ 13.3) เงินบำเหน็จ หรือบำนาญ (ร้อยละ 6.8) คู่สมรส (ร้อยละ 5.6) และแหล่งรายได้หลักจากดอกเบี้ยจากเงินออม หรือการขายทรัพย์สิน (ร้อยละ 1.6)
ดังนั้นคณะกรรมการผู้จัดทำโครงการเล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาวะความปกติสุขทางอารมณ์ จิตใจ และสังคม ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีจะตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง สามารถรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกิจกรรมการทำบอนไซหรือไม้ดัดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เยาวชน คนวัยทำงานและผู้สูงอายุ สร้างสุขภาวะที่ดีต่ออารมณ์ สุขภาพจิต การเคลื่อนใหว และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงรอบตัวได้ดี สร้างอาชีพลดภาระการพึ่งพิงจากบุตรหลาน แล้วได้ทำกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้งปีลดช่องว่างระหว่างวัย
-
วัตถุประสงค์ ข้อที่ 1 เพื่อส่งเสริม ใส่ใจสุขภาพ ข้อที่ 2.เพื่อส่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีลดช่องว่างระหว่างวัยโดยการทำบอนไซ เป็นสื่อกลาง ข้อที่ 3.ลดช่องว่างระหว่างวัยและลดภาวะพึ่งพิงด้านเศรษฐกิจของคนสูงวัย
1.เปิดพื้นที่สาธรณะออกกำลังกายยามเช้า 2. ลดภาระพึ่งพาจากบุตรหลานจากการทำไม้บอนไซ 3.มีกลุ่ม ทำไม้บอนไซและศูนย์เรียนรู้ ขึ้นในตำบลปากน้ำ 1 แห่ง 4.กลุ่มคนวัยทำงาน 20 คน ได้ทักษะใหม่ๆในการทำบอนไซ 5.กลุ่มผู้สูงอายุ 60 คน ได้ทักษะใหม่ๆในการทำบอนไซ 6.กลุ่มเยาวชน 20 คน ได้ทักษะใหม่ๆในการทำบอนไซ
-
ผู้สูงอายุ60
-
กลุ่มวัยเรียนและเยาวชน20
-
กลุ่มวัยทำงาน20
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 8 พฤศจิกายน 2569ถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 8 พฤศจิกายน 2569ถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 8 พฤศจิกายน 2569ถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 8 พฤศจิกายน 2569 1.2 กิจกรรมย่อย - อาหารว่าง - อาหารเที่ยงถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ 20 คน ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 40 คน 8 พฤศจิกายน 2569 1.2 กิจกรรมย่อย - อาหารว่าง - อาหารเที่ยงถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ 20 คน ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 40 คน 8 พฤศจิกายน 2569 1.2 กิจกรรมย่อย -ถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ 20 คน ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 40 คน 8 พฤศจิกายน 2569 1.2 กิจกรรมย่อย -ค่าอาหารว่าง 40 คน 2 มื้อ 40x35x2 =2800 บาท ค่าอาหารเที่ยง 40 คน 1 มื้อ 80 x40 =3200 บาท ค่าวัสดุอุปกรณ์ 300 บ งบประมาณ 6300 บาทถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ 20 คน ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 40 คน 8 พฤศจิกายน 2569 1.2 กิจกรรมย่อย -ค่าอาหารว่าง 40 คน 2 มื้อ 40x35x2 =2800 บาท ค่าอาหารเที่ยง 40 คน 1 มื้อ 80 x40 =3200 บาท ค่าวัสดุอุปกรณ์ 300 บ งบประมาณ 6300 บาท
วันที่ 1 ฝึกทักษะการทำบอนไซ
- ลงทะเบียน ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา
- พิธีเปิดกิจกรรมตามโครงการโดยผู้ทรงคุณวุฒิและพบปะพูดคุยตามสมดุลย์วัย
- กิจกรรมกลุ่มโดยทีมพี่เลี้ยงเพื่อละลายพฤติกรรมและสร้างสัมพันธภาพ เพื่อการมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ พัฒนาการทางสังคม และความคิดความเข้าใจของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคม - ทีมพี่เลียงนำกายบริหารเพื่อผ่อนคลาย - เดินออกกำลังการ สะพานข้ามกาลเวลา รอบเขาโต๊ะหงาย - พักรับประทานอาหาร ว่าง -ชมการสาธิตการทำต้นไม้ บอนไซ - รับประทานอาหารเที่ยง - ภารกิจ ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรือง บอนไซ
- รับประทานอาหารว่าง - กิจกรรมแลกเปลี่ยน องความรู้และมุมมองเรื่อง บอนไซ1 ค่าวิทยากร 4 คนๆ 2 ช.ม.ๆ600 บ 600x2x4 =4800 บาท 2.ค่าอาหารว่างรวม 2 มื้อๆละ 100 คนๆละ 35 บาท =7,000 บ 3.ค่าอาหารกลางวัน 1 มื้อๆละ 100 คนๆละ 80 บ 100x80 = 8,000 .บาท 4ค่าวัสดุและอุปกรณ์สาธิตการทำและออกแบบ -คีมปากนกแก้ว 10 เล่มๆละ 950 บาท
=9500 บาท -คีมจับลวด-เหล็กดำ 10 เล่มละ 650 บาท
= 6,500 บาท -คีมปากท้องเรือ 10 เล่มๆละ 950 บาท
=9,500 บาท -กรรไกรตัดใบ 10 เล่มๆละ 450 บาท =4500 บาท -คีมตัดลวด 10 เล่มๆละ 650 บาท =6,500 บาท -กรรไกรตัดกิ่ง 10 เล่มๆละ 450 บาท =4,500 บาท -เลื้อยแต่งกิ่ง 10 เล่มๆละ 350 บาท =3,500 บาท -ลวดอลูมิเนียม 1.5 มิล 2 กิโลกรัมๆละ 680 บาท
=1,350 บาท -ลวดอลูมิเนียม 2.5 มิล 2 กิโลกรัมๆละ 680 บาท
=1,350 บาท -ลวดอลูมิเนียม 4 มิล 2 กิโลกรัมๆละ 680 บาท
=1,350 บาท -ลวดอลูมิเนียม 5 มิล 2 กิโลกรัมๆละ 680 บาท
=1,350 บาท 5.ค่าเต็นท์ 2 หลัง 2 วันๆละ 800 บาท =3,200 บาท 6.ค่าเครื่องเสียง 2 วันๆละ 2500 บาท =5,000 บาท 7. ค่าไวนิล ขนาด 4x5 เมตร 1 แผ่นๆละ850 บาท =1,250 บาท งบประมาณ 79,150 บาท
วันที่ 2
1.2กิจกรรมย่อย(วันที่สอง) - ลงทะเบียนตรวจรับต้นไม้ - ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรื่อง บอนไซ
- รับประทานอาหารว่าง - ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรื่อง บอนไซ - รับประทานอาหารเที่ยง - ส่งบอนไซเข้าประกวดเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ - กรรมการ คัดเลือกลงคะแนน - รับประทานอาหารว่าง -ประกาศรางวัล ติดโบว์เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ - ปิดกิจกรรม
- เดินทางกลับ 1.ค่าวิทยากร 3คนๆ 2 ช.ม.ๆ600 บ 600x2x3 =3,600 บาท
2ค่าอาหารกลางวัน 1 มื้อๆ 100 คนๆละ 80 บ 100x80 = 8,000 .บาท 3.ค่าอาหารว่างรวม 2 มื้อๆละ 100 คนๆละ 35 บาท =7,000 บาท งบประมาณถึงบาท -
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ 20 คน ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 40 คน 8 พฤศจิกายน 2569 1.2 กิจกรรมย่อย -ค่าอาหารว่าง 40 คน 2 มื้อ 40x35x2 =2800 บาท ค่าอาหารเที่ยง 40 คน 1 มื้อ 80 x40 =3200 บาท ค่าวัสดุอุปกรณ์ 300 บ งบประมาณ 6300 บาท 3.จัดทำโครงการตามแผน ฝึกทักษะการทำบอนไซถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ 20 คน ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 40 คน 8 พฤศจิกายน 2569 1.2 กิจกรรมย่อย -ค่าอาหารว่าง 40 คน 2 มื้อ 40x35x2 =2800 บาท ค่าอาหารเที่ยง 40 คน 1 มื้อ 80 x40 =3200 บาท ค่าวัสดุอุปกรณ์ 300 บ งบประมาณ 6300 บาท 3.จัดทำโครงการตามแผน ฝึกทักษะการทำบอนไซถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ 20 คน ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 40 คน 8 พฤศจิกายน 2569 1.2 กิจกรรมย่อย -ค่าอาหารว่าง 40 คน 2 มื้อ 40x35x2 =2800 บาท ค่าอาหารเที่ยง 40 คน 1 มื้อ 80 x40 =3200 บาท ค่าวัสดุอุปกรณ์ 300 บ งบประมาณ 6300 บาท 3.จัดทำโครงการตามแผน ฝึกทักษะการทำบอนไซ 1.1 กิจกรรมย่อย (วันที่ 1) - ลงทะเบียน ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา - พิธีเปิดกิจกรรมตามโครงการโดยผู้ทรงคุณวุฒิและพบปะพูดคุยตามสมดุลย์วัย - กิจกรรมกลุ่มโดยทีมพี่เลี้ยงเพื่อละลายพฤติกรรมและสร้างสัมพันธภาพ เพื่อการมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ พัฒนาการทางสังคม และความคิดความเข้าใจของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคม - ทีมพี่เลียงนำกายบริหารเพื่อผ่อนคลาย - เดินออกกำลังการ สะพานข้ามกาลเวลา รอบเขาโต๊ะหงาย - พักรับประทานอาหาร ว่าง -ชมการสาธิตการทำต้นไม้ บอนไซ - รับประทานอาหารเที่ยง - ภารกิจ ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรือง บอนไซ - รับประทานอาหารว่าง - กิจกรรมแลกเปลี่ยน องความรู้และมุมมองเรื่อง บอนไซถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ 20 คน ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 40 คน 8 พฤศจิกายน 2569 1.2 กิจกรรมย่อย -ค่าอาหารว่าง 40 คน 2 มื้อ 40x35x2 =2800 บาท ค่าอาหารเที่ยง 40 คน 1 มื้อ 80 x40 =3200 บาท ค่าวัสดุอุปกรณ์ 300 บ งบประมาณ 6300 บาท 3.จัดทำโครงการตามแผน ฝึกทักษะการทำบอนไซ 1.1 กิจกรรมย่อย (วันที่ 1) - ลงทะเบียน ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา - พิธีเปิดกิจกรรมตามโครงการโดยผู้ทรงคุณวุฒิและพบปะพูดคุยตามสมดุลย์วัย - กิจกรรมกลุ่มโดยทีมพี่เลี้ยงเพื่อละลายพฤติกรรมและสร้างสัมพันธภาพ เพื่อการมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ พัฒนาการทางสังคม และความคิดความเข้าใจของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคม - ทีมพี่เลียงนำกายบริหารเพื่อผ่อนคลาย - เดินออกกำลังการ สะพานข้ามกาลเวลา รอบเขาโต๊ะหงาย - พักรับประทานอาหาร ว่าง -ชมการสาธิตการทำต้นไม้ บอนไซ - รับประทานอาหารเที่ยง - ภารกิจ ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรือง บอนไซ - รับประทานอาหารว่าง - กิจกรรมแลกเปลี่ยน องความรู้และมุมมองเรื่อง บอนไซ งบประมาณถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ 20 คน ค่าอาหารว่าง 35 บ 1 มื้อ 20 คน x35 = 700 บ. ค่าวัสดุอุปกรณ์ = 300 บ. งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 40 คน 8 พฤศจิกายน 2569 1.2 กิจกรรมย่อย -ค่าอาหารว่าง 40 คน 2 มื้อ 40x35x2 =2800 บาท ค่าอาหารเที่ยง 40 คน งบประมาณ 6300 บาท 3.จัดทำโครงการตามแผน ฝึกทักษะการทำบอนไซ 1.1 กิจกรรมย่อย (วันที่ 1) - ลงทะเบียน ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา - พิธีเปิดกิจกรรมตามโครงการโดยผู้ทรงคุณวุฒิและพบปะพูดคุยตามสมดุลย์วัย - กิจกรรมกลุ่มโดยทีมพี่เลี้ยงเพื่อละลายพฤติกรรมและสร้างสัมพันธภาพ เพื่อการมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ พัฒนาการทางสังคม และความคิดความเข้าใจของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคม - ทีมพี่เลียงนำกายบริหารเพื่อผ่อนคลาย - เดินออกกำลังการ สะพานข้ามกาลเวลา รอบเขาโต๊ะหงาย - พักรับประทานอาหาร ว่าง -ชมการสาธิตการทำต้นไม้ บอนไซ - รับประทานอาหารเที่ยง - ภารกิจ ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรือง บอนไซ - กิจกรรมแลกเปลี่ยน องความรู้และมุมมองเรื่อง บอนไซ งบประมาณ 79,150ถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ 20 คน วันที่ งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 40 คน วันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 งบประมาณ 6300 บาท 3.จัดทำโครงการตามแผน ฝึกทักษะการทำบอนไซ 1.1 กิจกรรมย่อย (วันที่ 1) - ลงทะเบียน ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา - พิธีเปิดกิจกรรมตามโครงการโดยผู้ทรงคุณวุฒิและพบปะพูดคุยตามสมดุลย์วัย - กิจกรรมกลุ่มโดยทีมพี่เลี้ยงเพื่อละลายพฤติกรรมและสร้างสัมพันธภาพ เพื่อการมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ พัฒนาการทางสังคม และความคิดความเข้าใจของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคม - ทีมพี่เลียงนำกายบริหารเพื่อผ่อนคลาย - เดินออกกำลังการ สะพานข้ามกาลเวลา รอบเขาโต๊ะหงาย - พักรับประทานอาหาร ว่าง -ชมการสาธิตการทำต้นไม้ บอนไซ - รับประทานอาหารเที่ยง - ภารกิจ ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรือง บอนไซ - กิจกรรมแลกเปลี่ยน องความรู้และมุมมองเรื่อง บอนไซ งบประมาณ 79,150ถึงบาท
-
1 เตรียมแผนดำเนินงานตามโครงการ 20 กันยายน 2569 1.1 กิจกรรมย่อย ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ 20 คน วันที่ งบประมาณ 1000 บ 2.ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงาน 40 คน วันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 งบประมาณ 6300 บาท 3.จัดทำโครงการตามแผน ฝึกทักษะการทำบอนไซ 1.1 กิจกรรมย่อย (วันที่ 1) - ลงทะเบียน ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา - พิธีเปิดกิจกรรมตามโครงการโดยผู้ทรงคุณวุฒิและพบปะพูดคุยตามสมดุลย์วัย - กิจกรรมกลุ่มโดยทีมพี่เลี้ยงเพื่อละลายพฤติกรรมและสร้างสัมพันธภาพ เพื่อการมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ พัฒนาการทางสังคม และความคิดความเข้าใจของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคม - ทีมพี่เลียงนำกายบริหารเพื่อผ่อนคลาย - เดินออกกำลังการ สะพานข้ามกาลเวลา รอบเขาโต๊ะหงาย - พักรับประทานอาหาร ว่าง -ชมการสาธิตการทำต้นไม้ บอนไซ - รับประทานอาหารเที่ยง - ภารกิจ ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรือง บอนไซ - กิจกรรมแลกเปลี่ยน องความรู้และมุมมองเรื่อง บอนไซ งบประมาณ 79,150ถึงบาท
-
จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี2537 โดยการสำรวจ ทุก 3 ปี และครั้งล่าสุดจัดทำสำรวจปี 2567 ลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม ภาวะสุขภาพ การเกื้อหนุน ตลอดจนลักษณะการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 คน จากการสำรวจพบว่า ดัชนีการสูงอายุของประเทศไทยมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภาระที่ประชากรวัยทำงานต้องรับผิดชอบในการดูแล ผู้สูงอายุ ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9.3 ในปี 2537 ลดลงเป็น 3.2 ในปี 2567 นั่นคือ ในปี 2567 ประชากรวัยทำงานประมาณ 3 คน ให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน ดังนั้นคณะกรรมการผู้จัดทำโครงการเล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาวะความปกติสุขทางอารมณ์ จิตใจ และสังคม ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีจะตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง สามารถรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกิจกรรมการทำบอนไซหรือไม้ดัดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เยาวชน คนวัยทำงานและผู้สูงอายุ สร้างสุขภาวะที่ดีต่ออารมณ์ สุขภาพจิต การเคลื่อนใหว และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงรอบตัวได้ดี สร้างอาชีพลดภาระการพึ่งพิงจากบุตรหลาน แล้วได้ทำกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้งปีลดช่องว่างระหว่างวัยและสร้างสุขภาวที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป 1. ลักษณะทางประชากรของผู้สูงอายุ จากผลการสำรวจ พบว่า จำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2537 มีผู้สูงอายุร้อยละ 6.8 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.0 ในปี 2567 2. แนวโน้ม ดัชนีการสูงอายุ อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุและอัตราส่วนเกื้อหนุน ดัชนีการสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงสัดส่วนของประชากรสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เมื่อเทียบกับ ประชากรเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี) 100 คน จากการสำรวจพบว่า ดัชนีการสูงอายุของประเทศไทยมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภาระที่ประชากรวัยทำงานต้องรับผิดชอบในการดูแล ผู้สูงอายุ ซึ่งอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 10.7 ในปี 2537 เพิ่มขึ้นเป็น 31.1 ในปี 2567 นั่นคือ ประชากรวัยทำงาน 100 คน รับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุประมาณ 31 คน อัตราส่วนเกื้อหนุน เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงจำนวนประชากรวัยทำงานที่สามารถให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คนได้ ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9.3 ในปี 2537 ลดลงเป็น 3.2 ในปี 2567 นั่นคือ ในปี 2567 ประชากรวัยทำงานประมาณ 3 คน ให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน 3. ลักษณะทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่ทำงาน จำแนกตามเพศ และภาค พ.ศ. 2567 เหตุผลที่ผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานในระหว่าง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุ มีสุขภาพแข็งแรงและยังมีแรงทำงาน ร้อยละ 51.5 รองลงมาคือ ต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัวหรือ ตนเอง ร้อยละ 43.5 ช่วยบุตร/สมาชิกในครัวเรือน ร้อยละ 1.7 เป็นอาชีพประจำ ไม่มีผู้ดูแลแทน ร้อยละ 1.4 และทำงานเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ร้อยละ 1.0 สำหรับ อื่น ๆ เช่น ยังมี หนี้สิน ยังไม่เกษียณอายุต้องส่งเสียบุตร เป็นต้น มีเพียงร้อยละ 0.9 ผลการสำรวจในปี 2567 พบว่า ในระหว่าง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์ ผู้สูงอายุร้อยละ 34.0 ยังคง ทำงานอยู่ โดยผู้สูงอายุชายทำงานสูงกว่าผู้สูงอายุ หญิง (ร้อยละ 44.7 และ 26.2 ตามลำดับ) และ เมื่อพิจารณาระหว่างภาค พบว่า ภาคใต้มีผู้สูงอายุ ที่ทำงานสูงสุด ร้อยละ 39.9รองลงมาคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 35.5 33.5 และ 33.3ตามลำดับ) สำหรับกรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนของผู้สูงอายุที่ทำงานต่ำสุด ร้อยละ 27.6 สำหรับแหล่งรายได้หลักในการดำรงชีวิต ของผู้สูงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมีแหล่ง รายได้หลักจากบุตร (ร้อยละ 35.7) รองลงมาคือ แหล่งรายได้หลักจากการทำงาน (ร้อยละ 33.9) เบี้ยยังชีพจากทางราชการ (ร้อยละ 13.3) เงินบำเหน็จ หรือบำนาญ (ร้อยละ 6.8) คู่สมรส (ร้อยละ 5.6) และแหล่งรายได้หลักจากดอกเบี้ยจากเงินออม หรือการขายทรัพย์สิน (ร้อยละ 1.6) เมื่อพิจารณา ตามเพศ พบว่า ผู้สูงอายุชายมีแหล่งรายได้หลัก ส่วนใหญ่จากการทำงาน (ร้อยละ 45.8) ในขณะที่ ผู้สูงอายุหญิงมีแหล่งรายได้หลักส่วนใหญ่จากบุตร (ร้อยละ 41.7) ดังนั้นคณะกรรมการผู้จัดทำโครงการเล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาวะความปกติสุขทางอารมณ์ จิตใจ และสังคม ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีจะตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง สามารถรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกิจกรรมการทำบอนไซหรือไม้ดัดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เยาวชน คนวัยทำงานและผู้สูงอายุ สร้างสุขภาวะที่ดีต่ออารมณ์ สุขภาพจิต การเคลื่อนใหว และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงรอบตัวได้ดี สร้างอาชีพลดภาระการพึ่งพิงจากบุตรหลาน แล้วได้ทำกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้งปีลดช่องว่างระหว่างวัย วิธีดำเนินการ (ออกแบบให้ละเอียด) 1.เดือน กันยายน 2569 ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ กำหนดหลักสูตร กำหนดวัน ในการจัดทำโครงการให้สัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ของโครงการและกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลปากน้ำ (ตามเอสารแนบท้าย) 2.เดือน พฤศจิกายน 2569 ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงานของโครงการและแผนงานในการดูแลกลุ่มเป้าหมายหลังเสร็จสิ้นโครงการ (ตามเอสารแนบท้าย) 3.เดือน ธันวาคม 2569 จัดทำโครงการตามแผน (วันแรก) 1) 06.00 ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะและคุณภาพชีวิตเพื่อสุขภาวะดี ตำบลปากน้ำ ที่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา 2) เปิดกิจกรรมตามโครงการโดยผู้ทรงคุณวุฒิและพบปะพูดคุยตามสมดุลย์วัย 3) กิจกรรมกลุ่มโดยทีมพี่เลี้ยงเพื่อละลายพฤติกรรมและสร้างสัมพันธภาพ เพื่อการมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ พัฒนาการทางสังคม และความคิดความเข้าใจของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคม 4) ทีมพี่เลียงนำกายบริหารเพื่อผ่อนคลาย 5) เดินออกกำลังการ สะพานข้ามกาลเวลา รอบเขาโต๊ะหงาย 6) พักรับประทานอาหาร ว่าง 7)ชมการสาธิตการทำต้นไม้ บอนไซ 8) รับประทานอาหารเที่ยง 9) ฝึกทักษะ ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรื่อง บอนไซ 7) รับประทานอาหารว่าง 8) กิจกรรมแลกเปลี่ยน องความรู้และมุมมองเรื่อง บอนไซ (วันที่สอง) 1) ลงทะเบียนตรวจรับต้นไม้ 2) ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรือง บอนไซ 3) รับประทานอาหารว่าง 4) ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรื่อง บอนไซ 5) ส่งบอนไซเข้าประกวดเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ 6) รับประทานอาหารเที่ยง 7) กรรมการ คัดเลือกลงคะแนน 8) รับประทานอาหารว่าง 9)ประกาศรางวัล มอบโบว์เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจถึงบาท
จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี2537 โดยการสำรวจ ทุก 3 ปี และครั้งล่าสุดจัดทำสำรวจปี 2567 ลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม ภาวะสุขภาพ การเกื้อหนุน ตลอดจนลักษณะการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 คน จากการสำรวจพบว่า ดัชนีการสูงอายุของประเทศไทยมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภาระที่ประชากรวัยทำงานต้องรับผิดชอบในการดูแล ผู้สูงอายุ ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9.3 ในปี 2537 ลดลงเป็น 3.2 ในปี 2567 นั่นคือ ในปี 2567 ประชากรวัยทำงานประมาณ 3 คน ให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน
ดังนั้นคณะกรรมการผู้จัดทำโครงการเล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาวะความปกติสุขทางอารมณ์ จิตใจ และสังคม ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีจะตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง สามารถรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกิจกรรมการทำบอนไซหรือไม้ดัดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เยาวชน คนวัยทำงานและผู้สูงอายุ สร้างสุขภาวะที่ดีต่ออารมณ์ สุขภาพจิต การเคลื่อนใหว และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงรอบตัวได้ดี สร้างอาชีพลดภาระการพึ่งพิงจากบุตรหลาน แล้วได้ทำกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้งปีลดช่องว่างระหว่างวัยและสร้างสุขภาวที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป
- ลักษณะทางประชากรของผู้สูงอายุ จากผลการสำรวจ พบว่า จำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2537 มีผู้สูงอายุร้อยละ 6.8 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.0 ในปี 2567
- แนวโน้ม ดัชนีการสูงอายุ อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุและอัตราส่วนเกื้อหนุน ดัชนีการสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงสัดส่วนของประชากรสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เมื่อเทียบกับ ประชากรเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี) 100 คน จากการสำรวจพบว่า ดัชนีการสูงอายุของประเทศไทยมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภาระที่ประชากรวัยทำงานต้องรับผิดชอบในการดูแล ผู้สูงอายุ ซึ่งอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 10.7 ในปี 2537 เพิ่มขึ้นเป็น 31.1 ในปี 2567 นั่นคือ ประชากรวัยทำงาน 100 คน รับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุประมาณ 31 คน อัตราส่วนเกื้อหนุน เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงจำนวนประชากรวัยทำงานที่สามารถให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คนได้ ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9.3 ในปี 2537 ลดลงเป็น 3.2 ในปี 2567 นั่นคือ ในปี 2567 ประชากรวัยทำงานประมาณ 3 คน ให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน
- ลักษณะทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่ทำงาน จำแนกตามเพศ และภาค พ.ศ. 2567 เหตุผลที่ผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานในระหว่าง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุ มีสุขภาพแข็งแรงและยังมีแรงทำงาน ร้อยละ 51.5 รองลงมาคือ ต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัวหรือ ตนเอง ร้อยละ 43.5 ช่วยบุตร/สมาชิกในครัวเรือน ร้อยละ 1.7 เป็นอาชีพประจำ ไม่มีผู้ดูแลแทน ร้อยละ 1.4 และทำงานเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ร้อยละ 1.0 สำหรับ อื่น ๆ เช่น ยังมี หนี้สิน ยังไม่เกษียณอายุต้องส่งเสียบุตร เป็นต้น มีเพียงร้อยละ 0.9 ผลการสำรวจในปี 2567 พบว่า ในระหว่าง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์ ผู้สูงอายุร้อยละ 34.0 ยังคง ทำงานอยู่ โดยผู้สูงอายุชายทำงานสูงกว่าผู้สูงอายุ หญิง (ร้อยละ 44.7 และ 26.2 ตามลำดับ) และ เมื่อพิจารณาระหว่างภาค พบว่า ภาคใต้มีผู้สูงอายุ ที่ทำงานสูงสุด ร้อยละ 39.9รองลงมาคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 35.5 33.5 และ 33.3ตามลำดับ) สำหรับกรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนของผู้สูงอายุที่ทำงานต่ำสุด ร้อยละ 27.6 สำหรับแหล่งรายได้หลักในการดำรงชีวิต ของผู้สูงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมีแหล่ง รายได้หลักจากบุตร (ร้อยละ 35.7) รองลงมาคือ แหล่งรายได้หลักจากการทำงาน (ร้อยละ 33.9) เบี้ยยังชีพจากทางราชการ (ร้อยละ 13.3) เงินบำเหน็จ หรือบำนาญ (ร้อยละ 6.8) คู่สมรส (ร้อยละ 5.6) และแหล่งรายได้หลักจากดอกเบี้ยจากเงินออม หรือการขายทรัพย์สิน (ร้อยละ 1.6) เมื่อพิจารณา ตามเพศ พบว่า ผู้สูงอายุชายมีแหล่งรายได้หลัก ส่วนใหญ่จากการทำงาน (ร้อยละ 45.8) ในขณะที่ ผู้สูงอายุหญิงมีแหล่งรายได้หลักส่วนใหญ่จากบุตร (ร้อยละ 41.7)
ดังนั้นคณะกรรมการผู้จัดทำโครงการเล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาวะความปกติสุขทางอารมณ์ จิตใจ และสังคม ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีจะตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง สามารถรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกิจกรรมการทำบอนไซหรือไม้ดัดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เยาวชน คนวัยทำงานและผู้สูงอายุ สร้างสุขภาวะที่ดีต่ออารมณ์ สุขภาพจิต การเคลื่อนใหว และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงรอบตัวได้ดี สร้างอาชีพลดภาระการพึ่งพิงจากบุตรหลาน แล้วได้ทำกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้งปีลดช่องว่างระหว่างวัย
วิธีดำเนินการ (ออกแบบให้ละเอียด) 1.เดือน กันยายน 2569 ประชุมกรรมการเพื่อวางแผนการจัดทำโครงการ กำหนดหลักสูตร กำหนดวัน ในการจัดทำโครงการให้สัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ของโครงการและกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลปากน้ำ (ตามเอสารแนบท้าย)
2.เดือน พฤศจิกายน 2569 ประชุมทีมคณะทำงานและตัวแทนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจและกำหนดแผนการดำเนินงานของโครงการและแผนงานในการดูแลกลุ่มเป้าหมายหลังเสร็จสิ้นโครงการ (ตามเอสารแนบท้าย)
3.เดือน ธันวาคม 2569 จัดทำโครงการตามแผน
(วันแรก)
1) 06.00 ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะและคุณภาพชีวิตเพื่อสุขภาวะดี ตำบลปากน้ำ ที่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา
2) เปิดกิจกรรมตามโครงการโดยผู้ทรงคุณวุฒิและพบปะพูดคุยตามสมดุลย์วัย
3) กิจกรรมกลุ่มโดยทีมพี่เลี้ยงเพื่อละลายพฤติกรรมและสร้างสัมพันธภาพ เพื่อการมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ พัฒนาการทางสังคม และความคิดความเข้าใจของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคม
4) ทีมพี่เลียงนำกายบริหารเพื่อผ่อนคลาย
5) เดินออกกำลังการ สะพานข้ามกาลเวลา รอบเขาโต๊ะหงาย
6) พักรับประทานอาหาร ว่าง
7)ชมการสาธิตการทำต้นไม้ บอนไซ
รับประทานอาหารเที่ยง
9) ฝึกทักษะ ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรื่อง บอนไซ
7) รับประทานอาหารว่าง
กิจกรรมแลกเปลี่ยน องความรู้และมุมมองเรื่อง บอนไซ
(วันที่สอง)
1) ลงทะเบียนตรวจรับต้นไม้
2) ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรือง บอนไซ
3) รับประทานอาหารว่าง
4) ร่วมคิดและลงมือทำ บอนไซ ดูแลโดยทีมวิทยากรผู้ชำนาญการเรื่อง บอนไซ
5) ส่งบอนไซเข้าประกวดเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ
6) รับประทานอาหารเที่ยง
7) กรรมการ คัดเลือกลงคะแนน
รับประทานอาหารว่าง
9)ประกาศรางวัล มอบโบว์เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ
1.เปิดพื้นที่สาธรณะออกกำลังกายยามเช้า 2. ลดภาระพึ่งพาจากบุตรหลานจากการทำไม้บอนไซ 3.มีกลุ่ม ทำไม้บอนไซและศูนย์เรียนรู้ ขึ้นในตำบลปากน้ำ 1 แห่ง 4.กลุ่มคนวัยทำงาน 20 คน ได้ทักษะใหม่ๆในการทำบอนไซ 5.กลุ่มผู้สูงอายุ 60 คน ได้ทักษะใหม่ๆในการทำบอนไซ 6.กลุ่มเยาวชน 20 คน ได้ทักษะใหม่ๆในการทำบอนไซ
