โครงการส่งเสริมสุขภาพด้วยแนวทาง “กินผักเป็นยา” ร่วมกับการทำกายบริหารศาสตร์ “มณีเวช”
-
หลักการและเหตุผล (ระบุที่มาของการทำโครงการ) ในปัจจุบันโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ในพื้นที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงเพิ่มสูงขึ้น ภาระการดูแลจึงตกอยู่กับผู้ดูแลคนพิการและผู้สูงอายุ (Caregiver) ซึ่งมักประสบปัญหาภาวะเครียดและออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เช่นเดียวกับกลุ่มประชากรวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง ข้อติด ไหล่ติด จากพฤติกรรมการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน อาการเหล่านี้หากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพในการทำงาน นอกจากปัญหาด้านโครงสร้างร่างกายแล้ว พฤติกรรมการบริโภคก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ปัจจุบันกระแสความนิยมบริโภคผักและผลไม้ปั่นเพื่อสุขภาพได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มวัยทำงานและผู้รักสุขภาพ ทว่าส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก โดยเฉพาะเรื่อง สมดุลฤทธิ์ร้อน-เย็น ของพืชผักแต่ละชนิด การบริโภคตามกระแสโดยไม่คำนึงถึงสภาพร่างกายหรือธาตุเจ้าเรือน (เช่น การดื่มน้ำผักฤทธิ์เย็นจัดติดต่อกันเป็นเวลานาน) อาจส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุล เกิดอาการท้องอืด ร่างกายอ่อนแอ หรือเกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ จากสภาพปัญหาดังกล่าว งานพัฒนาชุมชน สำนักปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนอก จึงได้จัดทำ โครงการส่งเสริมสุขภาพด้วยแนวทาง กินผักเป็นยา ร่วมกับการทำกายบริหารศาสตร์ มณีเวช ขึ้น เพื่อบูรณาการการดูแลสุขภาพทั้งภายนอกและภายใน โดยใช้ศาสตร์มณีเวชในการจัดปรับโครงสร้างร่างกาย ลดอาการปวดเมื่อย ข้อติด ควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องการกินผักปรับสมดุลธาตุ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายจำนวน 60 คน ประกอบด้วยกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มวัยทำงาน ผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง และประชาชนทั่วไป มีความรู้ความเข้าใจและสามารถนำไปปรับใช้ดูแลตนเองและครอบครัวได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และยั่งยืน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๖ ให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง (10) การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส และพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ และแก้ไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 ส่วนที่ ๓ อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล มาตรา ๖7 (6) ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ
-
1. เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริโภคผักและผลไม้ตามหลักฤทธิ์ร้อน-เย็นเพื่อปรับสมดุลร่างกายอย่างถูกต้อง 2. เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจหลักการและสามารถปฏิบัติกายบริหารศาสตร์ มณีเวช เพื่อลด อาการปวดเมื่อย ออฟฟิศซินโดรม และข้อติดไหล่ติดได้ด้วยตนเอง 3. เพื่อให้แกนนำหรือกลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมและมีอาการปวดระบบ กล้ามเนื้อและกระดูกลดลง
-
กลุ่มวัยทำงาน จำนวน 20 คน กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง จำนวน20คน กลุ่มอื่น ๆ ระบุ ........ผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง + ผู้สูงอายุ....... จำนวน20คน60
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
วิธีดำเนินการ (ออกแบบให้ละเอียด) 1 ขั้นเตรียมการและวางแผน (Pre-project) : เตรียมความพร้อมก่อนเริ่ม • ประสานงานวางแผนเนื้อหาร่วมกับวิทยากร (แพทย์แผนไทย/ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์มณีเวช) • ประสานงานคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย 60 คน (กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มวัยทำงาน ผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง และประชาชนทั่วไปที่สนใจ) • จัดเตรียมสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ 2 กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ภาคเช้า : ศาสตร์มณีเวช จัดกระดูกปรับสมดุล • บรรยาย: หลักการของศาสตร์มณีเวช (การจัดสมดุลโครงสร้างร่างกาย 3 แกน เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก) • ฝึกปฏิบัติ (Practice): ฝึกท่ากายบริหารมณีเวชพื้นฐาน เช่น ท่าพระรามแผลงศร ท่าโม่แป้ง ท่าเทวดา และท่าปล่อยนก เพื่อแก้ปัญหาไหล่ติด ข้อติด และออฟฟิศซินโดรม โดยมีการประกบตัวต่อตัวจากวิทยากร 3 กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ภาคบ่าย : กินผักเป็นยา รู้จักร้อน-เย็น • บรรยาย: การจำแนกผักฤทธิ์ร้อน (เช่น ขิง ข่า กะเพรา) และฤทธิ์เย็น (เช่น ใบบัวบก อ่อมแซบ แตงกวา) และการสังเกตอาการร่างกายว่ากำลัง ร้อนเกิน หรือ เย็นเกิน • สาธิตและลงมือทำ: กิจกรรม ปั่นน้ำผักปรับสมดุลตามธาตุ สาธิตการปั่นน้ำผักที่ถูกต้อง ไม่ทำลายไฟย่อยอาหาร และให้ผู้เข้าร่วมทดลองชิมและปรุงสูตรที่เหมาะกับตนเอง 4 ขั้นติดตามและประเมินผล (Post-project) วัดผลความสำเร็จ • ประเมินความรู้ (Pre-Post test) ด้านการกินผักและการบริหารร่างกาย ประเมินความพึงพอใจและแบบวัดระดับความปวด (Visual Analog Scale: VAS) ก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ
กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ภาคเช้า : ศาสตร์มณีเวช จัดกระดูกปรับสมดุล • บรรยาย: หลักการของศาสตร์มณีเวช (การจัดสมดุลโครงสร้างร่างกาย 3 แกน เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก) • ฝึกปฏิบัติ (Practice): ฝึกท่ากายบริหารมณีเวชพื้นฐาน เช่น ท่าพระรามแผลงศร ท่าโม่แป้ง ท่าเทวดา และท่าปล่อยนก เพื่อแก้ปัญหาไหล่ติด ข้อติด และออฟฟิศซินโดรม โดยมีการประกบตัวต่อตัวจากวิทยากร
กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ภาคบ่าย : กินผักเป็นยา รู้จักร้อน-เย็น • บรรยาย: การจำแนกผักฤทธิ์ร้อน (เช่น ขิง ข่า กะเพรา) และฤทธิ์เย็น (เช่น ใบบัวบก อ่อมแซบ แตงกวา) และการสังเกตอาการร่างกายว่ากำลัง ร้อนเกิน หรือ เย็นเกิน • สาธิตและลงมือทำ: กิจกรรม ปั่นน้ำผักปรับสมดุลตามธาตุ สาธิตการปั่นน้ำผักที่ถูกต้อง ไม่ทำลายไฟย่อยอาหาร และให้ผู้เข้าร่วมทดลองชิมและปรุงสูตรที่เหมาะกับตนเอง
1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569ผลผลิต 1. เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริโภคผักและผลไม้ตามหลักฤทธิ์ร้อน-เย็นเพื่อปรับสมดุลร่างกายอย่างถูกต้อง 2. เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจหลักการและสามารถปฏิบัติกายบริหารศาสตร์ มณีเวช เพื่อลด อาการปวดเมื่อย ออฟฟิศซินโดรม และข้อติดไหล่ติดได้ด้วยตนเอง 3. เพื่อให้แกนนำหรือกลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมและมีอาการปวดระบบ กล้ามเนื้อและกระดูกลดลง ผลลัพธ์ 1. กลุ่มเป้าหมายเข้าใจเกี่ยวกับการบริโภคผักและผลไม้ได้อย่างถูกต้องตามหลักฤทธิ์ร้อน-เย็น เป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านยาแก้ปวดและการรักษาพยาบาลในระยะยาวโดยใช้ทรัพยากรพืชผักในท้องถิ่นและพึ่งตนเองได้ 2. กลุ่มเป้าหมายสามารถปฏิบัติกายบริหารศาสตร์ “มณีเวช” เพื่อลดอาการปวดเมื่อย ออฟฟิศซินโดรม และข้อติดไหล่ติดได้ด้วยตนเอง
18920 บาท
18920
- กลุ่มเป้าหมายร้อยละ 80 มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการเลือกบริโภคผักและผลไม้ตามหลักฤทธิ์ร้อน-เย็นเพิ่มขึ้น และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย
- กลุ่มเป้าหมายร้อยละ 85 สามารถปฏิบัติท่ากายบริหารศาสตร์มณีเวชได้อย่างถูกต้อง และนำไปใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อย ออฟฟิศซินโดรม หรือข้อติดของตนเองได้
- กลุ่มเป้าหมายที่มีภาวะปวดกล้ามเนื้อ (ออฟฟิศซินโดรม/ไหล่ติด) มีระดับความปวดลดลง และมีคุณภาพชีวิตทางกายที่ดีขึ้น
- เกิดแกนนำในครอบครัว (โดยเฉพาะกลุ่มผู้ดูแลและวัยทำงาน) ที่สามารถส่งต่อความรู้เรื่องการจัดสมดุลกายและอาหารไปยังผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยพึ่งพิงที่บ้านได้
