โครงการใส่หมวกใส่แมสป้องกันโรคไวรัสโคโรน่า และป้องกันการบาดเจ็บและเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้การสร้างวินัยจราจร ในชุมชน หมู่ที่ 3 (บ้านใหม่ แหลมยาง)ตำบลหารเทา
-
นางวรดาจิตรหมั้น
-
นางกาญจนาแก้วคล้าย
-
นางวันดีจูดมาก
-
นส.กาญจนา เทพมาก
-
นางนิรัตน์เกิดหนู
โรคไวรัสโรโลน่าระบาดหนักในประเทศไทยและทั่วโลกซึ่งการที่ประชาชนมีพฤติกรรมการสวมหน้ากากอนามัยจะเป็นการช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ในระดับหนึ่งและจากสวมหมวกนิรภัยจะเป็นการช่วยลดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งร้อยละ99 สาเหตุเกิดจากการไม่สวมหมวกนิรภัย โดยรายงานของสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) ยังเผยว่า มีเด็กไทยเพียง 7% เท่านั้นที่ใส่หมวกนิรภัยระหว่างการเดินทาง ซึ่งอัตราการใช้หมวกนิรภัยจำนวนน้อยนี่เอง สะท้อนให้เห็นถึงความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าภัยอันตรายรอบตัวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้แบบไม่คาดฝัน และเป็นเรื่องที่น่ากังวลที่พ่อแม่และผู้ปกครองหลายๆ คนไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการให้บุตรหลานสวมใส่หมวกนิรภัยขณะเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ แล้วก็ยังมีอีกหลายครอบครัวที่แม้จะสวมหมวกนิรภัยให้เด็ก แต่กลับไม่รู้ว่าจะเลือกใช้หมวกนิรภัยที่มีคุณภาพ มีขนาดพอดีกับศีรษะเด็ก และจะสวมใส่หมวกนิรภัยให้เด็กอย่างถูกวิธีได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ การรณรงค์ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยและได้มาตรฐาน รวมถึงการเรียนรู้วิธีการใช้ถนนอย่างถูกต้อง จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการป้องกันและสร้างความตระหนักถึงความปลอดภัยบนท้องถนน เพื่อลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุ ดังนั้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่ถูกต้องในการใช้ถนน การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เด็ก พ่อแม่ และผู้ปกครอง ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้หมวกนิรภัย พร้อมอบรมการใช้งานที่ถูกวิธี ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากในการช่วยลดจำนวนตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ถือเป็นอนาคตของชาติ
จังหวัดพัทลุง มีอัตราการสวมหมวกนิรภัย ร้อยละ 26ในเขตพื้นที่ หมู่ที่ 3 บลหารเทา อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุงมีจำนวนครัวเรือน ทั้งสิ้น จำนวน 2,616 ครอบครัว ซึ่งไม่ค่อยสวมหมวกนิรภัย ดังนั้นเพื่อเป็นการสนองนโยบายผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ที่ต้องการให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ทุกคนสวมหมวกนิรภัย ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตำบลหารเทาได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนของชุมชน โดยการจัดอบรมด้านความปลอดภัยทางท้องถนน และการสาธิตใช้หมวกนิรภัยอย่างถูกวิธีให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยเน้นให้เป็นประชาคมหมู่บ้าน และหวังจะลดจำนวนการบาดเจ็บและเสียชีวิตของเด็กไทยจากอุบัติเหตุทางถนนประกอบกับช่วงนี้มีการระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า การใส่หน้ากากอนามัยและการใส่หมวกนิริภัยก่อนการขับรถออกจากบ้านจะเป็นการป้องก้นโรคได้
ดังนั้น การสร้างพฤติกรรมใส่แมส ใส่หมวกก่อนออกจากบ้านและขับมอเตอร์ไซด์ จะช่วยป้องกันโรคไวรัสโคโรน่า และลดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุพร้อมชุมชนมีมาตรการในการควบคุมโรค
-
เพื่อส่งเสริมการสวมหน้ากากอนามัย และหมวกนิรภัยและได้มาตรฐานขณะเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์50.0080.00
ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยและ.สวมหมวกนิรภัยและได้มาตรฐานขณะเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์อย่างน้อยร้อยละ 80
-
เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบวินัยจราจร รวมถึงการมีจิตสำนึกที่ดีในการใช้รถใช้ถนน และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตลอดถึงการสวมหน้ากากอนามัย50.0080.00
ประชาชนได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบวินัยจราจร และการใช้รถใช้ถนนให้ปลอดภัย การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตลอดถึงการสวมหน้ากากอนามัยร้อยละ 80
-
เพื่อลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนและลดการติดเชื้อโรคโคโรน่าไวรัส0.00
อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนไม่เกิน 16 ต่อประชากร
แสนคน ไม่มีผู้ติดเชื้อโรคโคโรน่าไวรัส
-
การประเมินการใช้หมวกนิรภัย/การสวมหน้ากากอนามัย0.00
มีจำนวนผู้ใช้หมวกนิรภัยและสวมหน้ากากอนามัยในการขับขี่ ร้อยละ 100
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง365
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
เตรียมวัสดุ อุปกรณ์ ในการดำเนินโครงการ
- ค่าอุปกรณ์สาธิตจัดซื้อหมวกนิรภัย จำนวน 100 ใบ
ใบละ 100 บาท เป็นเงิน 10,000 บาท
1 ธันวาคม 2563 ถึง 31 ธันวาคม 256310000.00 บาท -
จัดอบรมให้ความรู้ จำนวน 11 ครั้งๆ ละ 100 คน 2.1 การใช้ถนนอย่างถูกต้อง 2.2 การเลือกใช้หมวกนิรภัย/หน้ากากอนามัย 2.3 การสวมใส่หมวกนิรภัย/หน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี -การสาธิตใช้หมวกนิรภัย/หน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี 2.4 การปฐมพยาบาลเบ
. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 100 คนๆ ละ 25 บาท จำนวน 1 มื้อ เป็นเงิน 2,500 บาท
1 ธันวาคม 2563 ถึง 31 ธันวาคม 25632500.00 บาท -
5. จัดทำป้ายรณรงค์ ข้องใจ ใส่แมส ใส่หมวก
ค่าป้ายรณรงค์ ข้องใจ ใส่แมส ใส่หมวก จำนวน 1 ป้าย ๆ ละ 600 บาท เป็นเงิน 600 บาท
1 ธันวาคม 2563 ถึง 31 มกราคม 2564600.00 บาท
ผลผลิต 1. ประชาชนมีพฤติกรรมสวมหน้ากากอนามัยทุกคนและสวมหมวกนิรภัย 2.ประชาชนมีทักษะ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันโรคโคโรน่าและเคารพกฎระเบียบวินัยจราจร และการใช้รถใช้ถนนให้ปลอดภัย ร้อยละ 100 ผลลัพธ์ ประชาชน ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบวินัยจราจร รวมถึงการมีจิตสำนึกที่ดีในการใช้รถใช้ถนน อันจะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาจราจร และช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากผู้ใช้รถใช้ถนน โดยการสวมใส่หมวกนิรภัยและได้มาตรฐานขณะเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์จำนวนครั้งเกิดอุบัติเหตุลดลง และลดอัตราการบาดเจ็บ
