เฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกรพื้นที่หมู่ที่ 1, 8 ,9 ,10 และ หมู่ที่ 11 ตำบลชัยบุรี
ประเทศไทยจัดเป็นประเทศเกษตรกรรมประเทศหนึ่ง ที่สามารถผลิตพืชผลทางการเกษตรสำหรับบริโภคภายในประเทศได้อย่างพอเพียง อีกทั้งยังมีผลผลิตส่งเป็นสินค้าออก นำเงินรายได้เข้ามาเพื่อพัฒนาประเทศในแต่ละปีคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท จึงทำให้เกษตรกรมาให้ความสนใจเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในวิธีการเพิ่มผลผลิตที่เกษตรกรนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด คือ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงอันตรายและวิธีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและปลอดภัย การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ประกอบกับศัตรูพืชมีการดื้อยา จึงมีการใช้สารเคมีแรงขึ้น มีความเข้มข้นสูงขึ้น ใช้บ่อยครั้งมากขึ้น หรือผสมสารเคมี 2 ชนิดขึ้นไป ทำให้ผู้ใช้สารเคมีมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากสารเคมีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แนวโน้มสถานการณ์ปัญหาการป่วยด้วยพิษจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจึงมีแนวโน้มที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนตำบลบ้านมะกอกใต้มากขึ้น อันตรายจากสารเคมีจะมีผลต่อร่างกายหลายอย่าง อาทิเช่น โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และอื่นๆ ซึ่งส่งผลระยะยาวทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ ตำบลชัยบุรีเป็นตำบลหนึ่งที่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรมากถึงร้อยละ ๘๐ ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ทำนาปี นาปลัง ปลูกผัก ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืชจึงกระจายและขยายเป็นวงกว้างและยังอยู่ในระดับที่รุนแรงและสูงอยู่จากข้อมูลดังกล่าวแสดงว่าเกษตรกรในเขตตำบลชัยบุรียังคงมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในการนำมาใช้นั้นได้มีการใช้อย่างไม่ถูกวิธีและขาดความรู้จึงทำให้มีผลกระทบกับสุขภาพโดยตรง ดังนั้น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านปากสระ จึงเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพเกษตรกรในเขตพื้นที่รับผิดชอบ จึงได้จัดทำโครงการเฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกร ปี ๒๕64 ขึ้นเพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่รับผิดชอบได้รับการตรวจสุขภาพและเจาะเลือด เพื่อเฝ้าระวังสารเคมีตกค้างในกระแสเลือด และเฝ้าระวังภาวะสุขภาพต่อไป
-
เพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายได้รับการตรวจสารเคมีตกค้างในเลือด0.00
ร้อยละ 80 ของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจสารเคมีตกค้างในเลือด
-
เพื่อให้เกษตรกลุ่มเป้าหมายมีความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช0.00
ร้อยละ 80 ของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงได้รับความรู้ในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
-
เพื่อให้เกษตรกลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมการใช้สารเคมีที่ถูกต้อง0.00
ร้อยละ 20 ของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงทีมีผลเลือดระดับเสี่ยง ไม่ปลอดภัย มีผลเลือดในระดับที่ดีขึ้น
-
กลุ่มวัยทำงาน200
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง200
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
เจาะเลือดตรวจสารเคมีตกค้างในกลุ่มเป้าหมาย
ค่ากระดาษทดสอบหาปริมาณโคลีนเอสเตอเรส จำนวน 4 กล่องๆละ 900 บาท เป็นเงิน 3,600 บาท
ค่าเข็มเจาะเลือดปลายนิ้ว (200 อัน/กล่อง) จำนวน 2 กล่องๆละ 400 บาท เป็นเงิน 800 บาท
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 200 คนๆละ 1 มื้อๆละ 25 บาท เป็นเงิน 5,000 บาท
ค่าป้ายไวนิลขนาด 1.2 x 2.4เมตร เป็นเงิน 518 บาท
17 พฤษภาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม 25649918.00 บาท -
อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมี การปรับเปลี่ยนลดการใช้สารเคมี17 พฤษภาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม 25640.00 บาท
-
ติดตามเจาะเลือดหาสารเคมีตกค้างซ้ำครั้งที่ 2 ในกลุ่มเป้าหมายที่มีผลเลือดระดับเสี่ยงและไม่ปลอดภัย16 สิงหาคม 2564 ถึง 20 สิงหาคม 25640.00 บาท
เกษตรกรกลุ่มเสี่ยงมีความรู้สามารถนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับการประกอบอาชีพ ตลอดจนการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อให้ตนเองมีความปลอดภัยจากสารเคมี มีสุขภาพดี ไม่มีการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคจากสารเคมี
