ภาคีเครือข่ายวังประจันร่วมใจต้านภัยโรคเรื้อรัง ปีงบประมาณ 2564
-
นายวัฒนชัย ไชยจิตต์
-
นางวนิดาศรีริภาพ
-
นางฮามีดะหลังยาหน่าย
-
นางอภิยาเหตุทอง
-
นางรสนา บินหมาน
หลักการและเหตุผล (ระบุที่มาของการทำโครงการ)
ปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยโดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคดังกล่าวเป็นโรคเรื้อรังซึ่งเกิดจากพันธุกรรมและพฤติกรรมสุขภาพที่มีความเสี่ยงจากการบริโภคอาหารการสูบบุหรี่การดื่มสุรา การไม่ออกกำลังกายความเครียด โรคอ้วนโรคเรื้อรังดังกล่าวเป็นโรคที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงถ้าไม่ได้รับการดูแลอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน และทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร
จากการดำเนินงานในคลินิกโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลวังประจันประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๒ พบว่า มีกลุ่มป่วยรายใหม่โรคความดันโลหิตสูง จำนวน ๑๘ ราย คิดเป็นร้อยละ ๒.๓๑ และโรคเบาหวาน จำนวน ๑๓ ราย คิดเป็นร้อยละ ๑.๓๙ในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ มีกลุ่มป่วยรายใหม่โรคความดันโลหิตสูง จำนวน ๑๕ ราย คิดเป็นร้อยละ ๑.๙๒ ของประชากรอายุ ๓๕ ปีข้นไปที่ยังไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง และกลุ่มป่วยรายใหม่โรคเบาหวาน จำนวน ๘ ราย คิดเป็นร้อยละ ๐.๘๖ ของประชากรอายุ ๓๕ปีขึ้นไปที่ยังไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน (ข้อมูลจากโปรแกรม HDC) เห็นได้ว่าอัตราป่วยรายใหม่มีแนวโน้มลดลง และยังพบว่าในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังส่วนใหญ่ ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับความดันโลหิตได้โดยผู้ป่วยเบาหวาน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ร้อยละ ๑๗.๕๐ และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควบคุมระดับความดันโลหิตได้ร้อยละ ๔๙.๑๙(ข้อมูลจากโปรแกรม HDC) จากผลการดำเนินงานดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผู้ป่วยเรื้อรังไม่สามารถควบคุมอาการและความรุนแรงของโรคได้ตามเกณฑ์ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่จะต้องเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะในพื้นที่เนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อม ส่งผลต่อวิถีชีวิตและก่อให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การบริโภคอาหารที่ไม่สมดุล(รับประทานหวาน มันเค็มมากเกินไปและรับประทานผัก ผลไม้น้อยเกินไป) การเคลื่อนไหวทางกายน้อยการบริโภคยาสูบรวมถึงภาวะเครียดซึ่งหากไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพดังกล่าวจะส่งผลให้โรคเรื้อรังที่เป็นอยู่มีความรุนแรงและมี ภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดความพิการและเสียชีวิตตามมา ซึ่งการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อในชุมชน ไม่สามารถดำเนินการได้โดยกระทรวงสาธารณสุขเพียงลำพัง หากแต่ชุมชนและภาคีเครือข่ายองค์กรต่างๆล้วนมีอิทธิพลและมีความสำคัญในการลดปัจจัยเอื้อต่อการเกิดโรค ฉะนั้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายในการค้นหาปัญหา และดำเนินการในการแก้ไขปัญหาร่วมกันจึงเป็นแนวทางที่สำคัญ
-
เพื่อให้กลุ่มสงสัยป่วยด้วยโรคความดันสูง ได้รับบริการวัดความดันที่บ้าน และกลุ่มสงสัยป่วยโรคเบาหวานได้รับการตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือด0.00
อัตรากลุ่มสงสัยป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ได้รับการวัดความดันโลหิตที่บ้านตามเกณฑ์
อัตราผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่จากกลุ่มสงสัยป่วยเบาหวานลดลง
-
เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและความเสี่ยงลดลง0.00
- กลุ่มเสี่งโรคเรื้อรังได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
-
เพื่อพัฒนาระบบบริการคลินิกโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงให้ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน โดยยึดชุมชนเป็นฐานการมีส่วนร่วมของบุคลากรสาธารณสุขและผู้รับบริการ ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน0.00
- ผู้ป่วยเรื้อรังสามารถเข้าถึงบริการได้ทั่วถึง
-
เพื่อให้ผู้ป่วยเรื้อรังสามารถควบคุมความรุนแรงของโรค และป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้0.00
- ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมระดับความรุนแรงได้ตามเกณฑ์ และไม่มีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น
-
กลุ่มวัยทำงาน0
-
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง54
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง0
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
จัดตั้งคณะทำงาน ที่มีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน ประเมินและวิเคราะห์ชุมชน จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จัดทำแผนการดำเนินงานเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
กิจกรรมประชุมคณะทำงาน ภาคีเครือข่าย แกนนำชุมชน ผุ้นำศาสนา และทีมสุขภาพโรคเรื้อรัง เพื่อวางแผนและสรุปผลการดำเนินงาน
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มจำนวน 23คนๆละ 2ครั้งๆละ25 บาท เป็นเงิน 1,150 บาท1 มีนาคม 2564 ถึง 30 กันยายน 25641150.00 บาท -
กิจกรรมให้บริการวัดความดันโลหิตที่บ้านในกลุ่มสงสัยป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง
ให้บริการวัดความดันโลหิตที่บ้านในกลุ่มสงสัยป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง
-ค่าเครื่องวัดความดันโลหิต แบบดิจิตอล จำนวน 2 เครื่อง ๆ ละ 6,300 บาทเป็นเงิน 12,600 บาท1 มีนาคม 2564 ถึง 30 กันยายน 256412600.00 บาท -
กิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ ค่าอาหารกลางพร้อมเครื่องดื่ม จำนวน55 คนละ 1 มื้อๆละ 60 บาทเป็นเงิน3,300 บาท ค่าอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่มจำนวน55คนๆละ2 มื้อๆละ 25 บาทเป็นเงิน 2,750 บาท. ค่าตอบแทนวิทยากร จำนวน 4 ชั่วโมงๆละ 300 บาท เป็นเงิน 1,200 บาท
1 มีนาคม 2564 ถึง 30 กันยายน 25647250.00 บาท -
กิจกรรมจัดทำค่ายผู้ป่วยเรื้อรัง / ผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
1.จัดทำค่ายผู้ป่วยเรื้อรัง/ผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง HT/DM) แบบไม่พักค้างแรมโดยทีมสหวิชาชีพใน การจัดกิจกรรมตามฐานประกอบด้วย ฐานให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง/เบาหวาน ฐานความรู้เกี่ยวกับการใช้ยา ฐานโภชนาการให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารในท้องถิ่น ขนาดปริมาณที่ผู้ป่วยรับประทานได้ในชีวิตประจำวัน อาหารทดแทนในผู้ป่วย ฐานการออกกำลังกาย แนะนำการสาธิตฝึกการออกกำลังกายที่สอดคล้องกับสภาพผู้ป่วยและการคลายเครียด 2.ตรวจประเมินโดยการเจาะเลือด HbA1c ในผู้ป่วยเบาหวานและวัด ความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ก่อน- หลัง เข้าร่วมโครงการ 3. ทีมสุขภาพโรคเรื้อรังมีการเยี่ยมดูแลสุขภาพกายและจิตใจผู้ป่วยพร้อมให้คำแนะนำญาติในการดูแลผู้ป่วยที่ถูกต้อง การรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย ตลอดจนให้ความรู้ในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย
4. ติดตาม ควบคุม กำกับ การดำเนินงานของทีมสุขภาพโรคเรื้อรัง โดยจัดประชุมนำเสนอผลการดำเนินงานเยี่ยมบ้านผู้ป่วย และฟื้นฟูความรู้ด้านการดูแลสุขภาพกายและจิตผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ค่าอาหารกลางพร้อมเครื่องดื่ม จำนวน55 คนละ 1 มื้อๆละ 60 บาทเป็นเงิน3,300 บาท ค่าอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่มจำนวน55คนๆละ2 มื้อๆละ 25 บาทเป็นเงิน 2,750 บาท. ค่าตอบแทนวิทยากร จำนวน 4 ชั่วโมงๆละ 300 บาท เป็นเงิน 1,200 บาท1 มีนาคม 2564 ถึง 30 กันยายน 25647250.00 บาท
1.กลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานได้รับการวินิจฉัยโรคและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีในรายที่จำเป็น 2.กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานได้รับการป้องกัน ควบคุมโรค และลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ 3.ผู้ป่วยเรื้อรังและผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังในพื้นที่ตำบลวังประจัน เกิดการตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัว และชุมชนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เข้มข้นสามารถควบคุมความรุนแรงของโรคและความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในรูปแบบต่างๆ อย่างยั่งยืน เกิดนโยบายสาธารณะเพื่อการสร้างสุขภาพให้มีสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี และการขยายผลการเกิดนวัตกรรมสุขภาพชุมชนสร้างความเข็มแข็งและการพึ่งตนเองทางสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
