-
นางน้องนุช หนูนาค
-
นางจรัส ชอบชูผล
-
นางกันยา อ่อนสนิท
-
น.ส.สุคนธ์ จันทร์เพชร
-
นางปราณี นานอน
-
ร้อยละของคนในชุมชนที่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องโควิด-19 จนสามารถปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโควิด-19 เช่น การล้างมือ การสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า การเว้นระยะห่างทางสังคม กินร้อน ช้อนส่วนตัว ไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน ได้ถูกต้อง80.00
-
ร้อยละของสถานที่ในชุมชน (ตลาด ศาสนสถาน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน สนามกีฬา และสถานที่ทำงาน) ที่ใช้มาตรการป้องกันโควิด-19100.00
-
ร้อยละของครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ ด้านร่างกาย จิต สังคม และปัญญา50.00
หลักการและเหตุผล (ระบุที่มาของการทำโครงการ)
นับตั้งแต่เกิดการระบาด (Outbreak) ของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่เมื่อเดือนธันวาคม 2562 ที่เมืองอู่ฮั่นของสาธารณรัฐประชาชนจีนหลังจากนั้นได้มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศจีนและหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยจนทำให้การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 กลายเป็นโรคระบาด (Epidemic) อย่างเต็มรูปแบบจนกระทั่งวันที่ 11 มีนาคม 2563 องค์การอนามัยโลกได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ได้กลายเป็นการระบาดใหญ่ (Pandemic)
ปัจจุบันเป็นเวลากว่า 2 ปี 2 เดือน ที่โลกต้องรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวหลายประเทศทั่วโลกกำลังเฝ้ารอการกลายเป็น “โรคประจำถิ่น (Endemic)” ของเชื้อไวรัสCOVID-19 ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของการระบาดใหญ่
“โรคประจำถิ่น” เป็นโรคที่เกิดขึ้นประจำเฉพาะบริเวณพื้นที่นั้น ๆ มีการแพร่กระจายในระดับต่ำและสามารถคาดเดาอัตราการติดเชื้อได้ เช่น โรคไข้เลือดออก เป็นต้น The Economist (2021) ระบุว่าการระบาดเฉพาะถิ่นเกิดขึ้นเมื่ออัตราการแพร่ระบาดอยู่ในระดับคงที่และคาดการณ์ได้แต่การติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้การติดเชื้อจะเข้าสู่ดุลยภาพ (Equilibrium) ที่อัตราการติดเชื้อของประชากรมีแนวโน้มลดลงในระดับเดียวกับโอกาสในการแพร่เชื้อและภาวะดุลยภาพจะต่ำลงด้วยการฉีดวัคซีน
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกลายเป็นโรคประจำถิ่นและการแพร่กระจายเชื้อที่แต่ละประเทศจะต้องเผชิญขึ้นอยู่กับ (1) สัดส่วนของประชากรที่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัส คุณภาพ และความทนทานของภูมิคุ้มกันที่มี (2) ความสามารถในการดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ และ (3) การกลายพันธุ์ของไวรัส
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาท่ามใต้ จึงได้จัดทำ โครงการ นาท่ามใต้ร่วมใจ ต้านภัย COVID-19” ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการการรองรับโรคประจำถิ่น และสร้างมาตรการเพื่อรองรับและป้องกันผลกระทบของ COVID 19 ในชุมชน
-
เพื่อเพิ่มให้คนในชุมชนที่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องโควิด-19 จนสามารถปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโควิด-19 ได้ถูกต้อง80.0060.00
ร้อยละของที่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องโควิด-19 จนสามารถปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโควิด-19 ได้ถูกต้อง
-
เพื่อให้สถานที่ในชุมชนที่ใช้มาตรการป้องกันโควิด-19 มีเพิ่มขึ้น100.004.00
ร้อยละของสถานที่ในชุมชนที่ใช้มาตรการป้องกันโควิด-19
-
เพื่อให้มีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ ด้านร่างกาย จิต สังคม และปัญญา ลดลง50.004.00
ร้อยละของครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ ทั้งทางกาย จิต สังคม และปัญญาลดลง
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง60
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
กิจกรรมให้ความรู้
- ค่าป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ “นาท่ามใต้ร่วมใจ ต้านภัย COVID-19”ขนาด 1x2 ม. ตร.ม.ละ 150 บ.=300 บาท
- ค่าอาหารว่างและอาหารกลางวัน 60 คนๆละ 300 บ./มื้อ = 18,000 บาท
- ค่าตอบแทนวิทยากร 4 คน ๆ ละ 1 ชม.ๆ ละ 600 บ. = 2,400 บาท
- ค่าถ่ายเอกสาร วัดความรู้/ จำนวน 60 ชุดๆละ 5 บ.=300 บาท -ปากกาลูกลื่นจำนวน 60 ด้ามๆละ 10 บ.= 600 บาท -กระดาษหมูย่าง 10 แผ่นๆละ 10 = 100 บ. -ปากกาเคมี 8 ด้ามๆละ 25 บ. 200 บ.
1 มิถุนายน 2565 ถึง 31 พฤษภาคม 2565แกนนำมีความรู้ร้อยละ 80
21900.00 บาท -
กิจกรรมคัดกรอง
เครื่องเทอร์โมแสกนเครื่องละ 1,500 บ./4 เครื่อง= 6,000 บาท
- เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ 480ml5 หลอดๆละ190บ.=950
-หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ 3M5กล่องๆละ125บ.=625บาท
1 พฤษภาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 2565. มีแนวทางและมาตรการรองรับโรคประจำถิ่นในชุมชน
ลดผลกระทบที่เกิดจากภาวะ Long covid
7575.00 บาท
1 แกนนำหมู่/อสม.มีความรู้
2. มีแนวทางและมาตรการรองรับโรคประจำถิ่นในชุมชน
3 ลดผลกระทบที่เกิดจากภาวะ Long covid
