โครงการอาหารเช้าเพื่อน้อง อิ่มท้อง สมองแจ่มใส ประจำปีงบประมาณ 2566
-
นางเจ๊ะอะ สัญญา ตำแหน่ง ครูเบอร์โทร 0850796221
-
นางสาวกูจิตรา หลังจิตำแหน่ง ผู้ช่วยครูผู้ดูแลเด็กเบอร์โทร 0896812018
-
นางลิยะ เหมสลาหมาดตำแหน่งครู เบอร์โทร 0950859431
-
นางรอสนี สัญญา ตำแหน่ง ครู เบอร์โทร 0851188759
-
นายเจ๊ะอาด สัญญาตำแหน่งครูผู้ช่วยครูผู้ดูแลเด็ก เบอร์โทร 0896559070
-
ร้อยละของเด็กเล็ก (2-6ปี) ที่มีภาวะเสี่ยงทุพโภชนาการ12.00
หลักการและเหตุผล
รายงานเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2560 ว่ายูนิเซฟและสำนักงานสถิติแห่งชาติได้เผยแพร่ผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในจังหวัดชายแดนใต้ โดยระบุว่า จังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทยมีอัตราของเด็กที่ประสบภาวะทุพโภชนาการมากที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ ผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีรายจังหวัด ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและสนับสนุนโดยยูนิเซฟ พบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีในจังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น (ความสูงต่ำกว่าเกณฑ์อายุ) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยในจังหวัดนราธิวาสมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่มีภาวะเตี้ยแคระแกร็นสูงถึงร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 11 ในขณะที่จังหวัดยะลา ปัตตานี สตูล และสงขลา อัตรานี้อยู่ที่ร้อยละ 21 ร้อยละ 19 ร้อยละ 17 และร้อยละ 13 ตามลำดับ
นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าวว่า “ปัญหานี้น่าเป็นห่วงมากเพราะ
มันหมายความว่า เด็กที่อยู่ในจังหวัดเหล่านี้ไม่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน การขาดสารอาหารทำให้การเจริญเติบโตทางร่างกายและการพัฒนาสมองของเด็กต้องหยุดชะงัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ ทั้งหมดนี้ส่งผลเสียในระยะยาวต่อตัวเด็กเองและสังคมโดยรวม”นอกจากนี้ อัตราของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่มีภาวะผอมแห้งหรือภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลันในจังหวัดชายแดนใต้ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเช่นกัน อัตรานี้สูงสุดในจังหวัดปัตตานีเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ในชายแดนใต้ คือร้อยละ 13 ตามด้วยจังหวัดนราธิวาสที่ร้อยละ 11 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ร้อยละ 5 (เว็บไซต์ข่าวสด )การบริโภคอาหารไม่สมดุลทำให้ขาดวิตามินและเกลือแร่ แต่ได้รับไขมันและคาร์โบไฮเดรตเกิน เป็นเหตุให้เด็กไทยในเมืองมีความเสี่ยงสูงต่อการด้อยพัฒนาการทางกายและสมอง
ด้วยสภาพปัญหาดังกล่าว บริบทขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านควนเป็นสังคมที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท และบริบทของชุมชนนั้นเป็นสังคมที่มีการสื่อสาร สองภาษาโดยได้รับวัฒนธรรมมาจากประเทศมาเลเซียเพราะเป็นจังหวัดที่มีเขตแดนติดกับประเทศมาเลเซีย โดยภาษาที่ใช้เป็นภาษามาลายู โดยผู้สูงอายุบางกลุ่มพูดภาษาไทยไม่คล่อง อีกทั้งคนในวัยกลางคนได้ไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย ทิ้งบุตรหลานให้อยู่กับปู่ย่า ตา ยาย ทำให้เด็กที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบ อีกทั้งโดยส่วนใหญ่ผู้ปกครองมีอาชีพเกษตรกรทำสวนยางพารา อาชีพค้าขายทำให้ช่วงเช้าเป็นเวลาเร่งรีบทำให้เด็ก มีพฤติกรรมไม่ได้รับประทานอาหารเช้า ทำให้เด็กบางกลุ่มมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งนี้อาหารถือว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กในทุกด้านและที่สำคัญเด็กในวัย ๐-๗๒ เดือนนับเป็นช่วงวัยทองของการเจริญเติบโต ทั้งด้านอารมณ์ สติปัญญา และพัฒนาการทางด้านร่างกาย การรับประทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ถือเป็นเรื่องสำคัญ อาหารเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญกว่ามื้ออื่น ๆ เพราะการกินอาหารเช้าจะช่วยเติมท้องที่ว่างมาทั้งคืนของเราให้เต็ม ทำให้เรามีพลังที่จะทำงานต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะพลังสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำ การเรียนรู้ ความกระตือรือร้นแต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญเพราะคิดว่าช่วงเช้าร่างกายยังไม่ต้องการอาหารส่วนใหญ่จะซื้อ ข้าวเหนียวไก่ทอดขนมกรุบกรอบพวกน้ำหวานให้ลูกกินในตอนเช้า ทั้งนี้มีผลการวิจัยพบว่าเด็กนักเรียนที่กินอาหารเช้าไปโรงเรียนจะเรียนและทำงานได้ดีกว่าเด็กที่ไม่กินอาหารเช้า ซึ่งจะเหนื่อยเร็วกว่า หงุดหงิดง่ายกว่า และจะมีปฏิกิริยาตอบโต้กับสิ่งต่าง ๆ ได้ช้ากว่าด้วย เรื่องนี้เป็นจุดที่ทำให้ทางโรงเรียน (เริ่มตั้งแต่เด็กอนุบาล) ของอเมริกาหันมาให้ความสนใจกับพฤติกรรมการกินอาหารเช้าของครอบครัวเด็ก ๆถึงขั้นจัดให้เดือน กันยายนเป็น Better Breakfast Month (เดือนแห่งการกินอาหารเช้าที่ดีขึ้น)
ความพลังงานและสารอาหารจากอาหารเช้า
วันหนึ่งๆ ลูกควรได้รับอาหารให้ครบ ๕ หมู่ มีความหลากหลาย ปริมาณเพียงพอเหมาะสมกับอายุของลูก เช่น ลูกวัย ๑-๓ ขวบ ควรได้รับข้าวหรืออาหารประเภทแป้งอย่างอื่นๆ วันละ ๓-๔ ทัพพีเมื่อโตขึ้นอีกหน่อยในช่วง ๓-๕ ปี ก็ควรเพิ่มเป็นวันละ ๔-๕ ทัพพี เนื้อสัตว์ก็เช่นเดียวกัน เด็กเล็กควรได้รับวันละอย่างน้อย ๓ ช้อนกินข้าว โตขึ้นมาหน่อย ก็ควรได้รับ ๔-๕ ช้อนกินข้าวต่อวันนอกจากนี้ อาหารประจำที่ควรได้รับทุกวันคือ ไข่วันละ ๑ ฟอง และนมวันละ ๒-๓ แก้วเด็กอายุ ๑-๓ ขวบ มีความต้องการพลังงานประมาณวันละ ๑,๐๐๐ กิโลแคลอรี และเพิ่มอีกประมาณ ๒๕๐ กิโลแคลอรี เมื่ออายุ ๔-๕ ขวบ โปรตีนก็เช่นเดียวกันความต้องการเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วความต้องการโปรตีนของเด็กเล็กอยู่ในช่วง ๒๐-๓๐ กรัมต่อวัน
การกระจายของพลังงานในมื้ออาหารของลูกที่เหมาะสม คือ
มื้อเช้า ๒๕% พลังงาน๒๕๐-๓๑๕กิโลแคลอรีโปรตีน๘๕ กรัม
มื้อกลางวัน ๓๕% พลังงาน๓๕๐-๔๔๐ กิโลแคลอรีโปรตีน๗-๑๑กรัม
มื้อเย็น๓๐%พลังงาน๓๐๐-๓๗๕ กิโลแคลอรีโปรตีน ๖-๙ กรัม
อาหารว่าง๑๐%พลังงาน๑๐๐-๑๒๕กิโลแคลอรีโปรตีน ๒-๓ กรัม
จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งวิมานชัยพัฒน์ พบว่าโดยส่วนใหญ่ผู้ปกครองไม่ให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารเช้าของเด็กนักเรียนที่มาเรียนที่ศูนย์ ส่วนใหญ่จะใส่ขนมมาในกระเป๋าเด็ก และขนมส่วนใหญ่เป็นขนมที่ไม่มีประโยชน์ และพบว่ามีเด็กที่มีภาวะเสี่ยงน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ จำนวน12 คน และอีกกลุ่มคือเด็กที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักมากจากการรับประทานอาหารประเภทขนมกรุปกรอบและน้ำหวาน จำนวน 6 คน และเด็กที่ไม่ยอมทานอาหารเช้าจำนวน 3 คน โดยรวมจำนวน 21 คน โดยที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งวิมานชัยพัฒน์มีเด็กปฐมวัยทั้งหมด 100 คนในปีการศึกษา 2565 และจากผลการดำเนินการในปีที่ผ่านมาตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อลดจำนวนเด็กที่มีภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์ ปรากฎว่า นักเรียนมีนำ้หนักผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้น จำนวน 10 คน จากจำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 66.66 จากข้อมูลข้างต้น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งวิมานชัยพัฒน์ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 โดยมีหนึ่งในจุดมุ่งหมาย คือ ให้เด็กปฐมวัยมีร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขภาพดี ตามหลักสูตรศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และให้เด็กมีร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี และสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดสตูล 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) ประเด็นการพัฒนา ที่ 2 การพัฒนาคนคุณภาพ สังคมแห่งความสงบเรียบร้อย สันติสุข และระบบบริการรัฐ ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาประชาชนคุณภาพรองรับการเติบโตของจังหวัดในทุกมิติ และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาบริการของรัฐที่มีคุณภาพ เข้าถึงการบริการประชาชน เป็นที่พึงพอใจของประชาชน
-
เพื่อสร้างความตระหนักแก่ผู้ปกครองในเรื่องการส่งเสริมให้เด็กทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์เพื่อ ร่างกายที่มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัยในเด็ก21.0021.00
ผู้ปกครองตระหนักถึงความ สำคัญ มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ของเด็ก และมีส่วนร่วมในการส่งเสริม พัฒนาเด็กปฐมวัย ร้อยละ 100
-
เพื่อส่งเสริมให้ผู้ปกครองเห็นถึงความสำคัญของการลดอาหารที่ไม่มีประโยชน์ในการให้เด็กทาน ในช่วงเช้า21.0021.00
ผู้ปกครองตระหนักถึงความ สำคัญ มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการลดอาหารที่ไม่มีประโยชน์ในการให้เด็กทาน
ในช่วงเช้า ร้อยละ 100 -
เพื่อให้เด็กปฐมวัยมีน้ำหนักเหมาะสมตามวัย12.009.00
เด็กปฐมวัยมีน้ำหนักตามเกณฑ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 75
-
เพื่อให้เด็กปฐมวัยมีส่วนร่วมในการปลูกผักสวนครัวและส่งเสริมการกินผักของเด็ก21.0021.00
เด็กปฐมวัยเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทางกายร้อยละ 100
-
เพื่อให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมในเรื่องการส่งเสริมการรับประทานอาหารเช้า ในเด็ก21.0021.00
ผู้ปกครองตระหนักถึงความ สำคัญ มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ของเด็ก และมีส่วนร่วมในการส่งเสริม พัฒนาเด็กปฐมวัย ร้อยละ 100
-
กลุ่มเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน21
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
เตรียมความพร้อม
ขั้นตอนที่ 1 สำรวจสภาพปัญหาเรื่องของเด็กที่มีน้ำหนักไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และเด็กที่มีน้ำหนักเกิน โดยดูจากแบบบันทึกพัฒนาการเด็ก เมื่อได้ข้อมูลดังกล่าวจึงหาสาเหตุถึงสภาพปัญหาดังกล่าว จากการสำรวจพบว่ามีเด็กที่มีปัญหาแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 เด็กที่น้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์พบว่าส่วนใหญ่ผู้ปกครองมักใส่ขนมกรุบกรอบมาในกระเป๋าเนื่องจากเด็กไม่ได้รับประทานอาหารเช้ามาโรงเรียน สอดคล้องกับสภาพเด็กที่ไม่ชอบทานข้าวตอนเที่ยงเนื่องจากไม่ชอบรสชาติอาหารที่ไม่เหมือนกับขนมกรุบกรอบที่กินทำให้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตที่ไม่เหมาะสมตามวัยจำนวน 12 คน
กลุ่มที่ 2 เด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ จำนวน 6 คน
กลุ่มที่ 3 เด็กที่ทานขนบกรุบกรอบแทนอาหารเช้า จำนวน 3 คน ขั้นตอนที่ 2 นำเสนอโครงการต่อกองการศึกษาเพื่อนำเข้าแผนพัฒนาการศึกษาท้องถิ่นและนำโครงการเข้าแผนพัฒนาการศึกษาของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จากนั้นนำโครงการดังกล่าวเข้าสู่แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ 2566 ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยกำหนดงบประมาณขอสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสุขภาพตำบล (สปสช.) ตำบลบ้านควน
ขั้นตอนที่ 3 ประชุมคณะครูเพื่อนำข้อมูลเด็กประกอบ การเขียนโครงการเพื่อนำเสนอของบประมาณจากสำนักงานกองทุนสุขภาพตำบล (สปสช) ตำบลบ้านควนโดยชื่อโครงการอาหารเช้าเพื่อน้องอิ่มท้องสมองแจ่มใสโดยมีกิจกรรมดังนี้13 มกราคม 2566 ถึง 31 มกราคม 25660.00 บาท -
กิจกรรมคัดกรอง ชั่งน้ำหนักส่วนสูงลงกราฟพัฒนาการรายละเอียดของกิจกรรมดังนี้
- ครูผู้ดูแลเด็กตรวจประเมินน้ำหนัก ส่วนสูง ลงกราฟพัฒนาการ เพื่อเป็นการคัดกรองและเฝ้าระวังภาวะโภชนาการเด็ก
- จดบันทึกพฤติกรรมการทานอาหารเช้าของเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ประเภทขนมในกระเป๋า)
1 กุมภาพันธ์ 2566 ถึง 29 กันยายน 25660.00 บาท -
กิจกรรมอบรมให้ความรู้เรื่องการจัดอาหารที่เหมาะสมกับเด็กและสะท้อนปัญหาภาวะโภชนาการของเด็กรายบุคคล
รายละเอียดกิจกรรม อบรมให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเด็กเล็กที่มีพฤติกรรมไม่ทานอาหารเช้า กลุ่มเด็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และกลุ่มเด็กน้ำหนักเกินเกณฑ์ ในช่วงเช้าและพูดคุย อธิบายผลการประเมินภาวะโภชนาการแนวทางการแก้ไขปัญหาของศูนย์ ช่วงบ่าย โดยอธิบาย แนวทาง ดังนี้
-เด็กเล็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และเด็กที่มีพฤติกรรมไม่ทานอาการเช้า จะดำเนินการเสริมอาหารมื้อเช้าให้ทานเป็นเวลา 8 เดือน (กพ - กย 66)
-เด็กเล็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ จะเพิ่มกิจกรรมทางกายโดยการสอนนักเรียนให้มีส่วนร่วมในการปลูกผักสวนครัวภายในศูนย์ และนำผักที่ได้มาประกอบอาหารทานภายในศูนย์ด้วย เป็นต้น
รายละเอียดงบประมาณ
1. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มแก่ผู้ปกครองที่มีปัญหาสุขภาพ (น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์และน้ำหนักเกินเกณฑ์)เข้ารับการอบรม จำนวน 21 คนๆละ 25 บาท จำนวน 2 มื้อเป็นเงิน 1,050 บาท
2. ค่าอาหารกลางวัน แก่ผู้ปกครอง จำนวน 21 คนๆละ 60 บาทเป็นเงิน 1,260 บาท
3. ค่าตอบแทนวิทยากร จำนวน 3 ชั่วโมงๆละ ุ600 บาท เป็นเงิน 1,800 บาท
กำหนดการอบรมให้ความรู้ผู้ปกครองโครงการอาหารเช้าเพื่อน้องอิ่มท้อง สมองแจ่มใส วันที่ ................................สถานที่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งวิมานชัยพัฒน์
เวลา 08.30 น.- 09.00 น. ลงทะเบียน
เวลา 09.00 น. - 09.30 น.เปิดการอบรม และบรรยายพิเศษโดยนายกูดานันหลังจิ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านควน
เวลา 09.30 น. -10.30 น. บรรยายเรื่องอาหารที่จำเป็น และที่สำคัญต่อโภชนาการที่สมวัย โดย นางปทุมมาศ โลหะจินดา ผอ.รพ.สต.บ้านควน1
เวลา 10.30 - 10.45 น.รับประทานอาหารว่างและเครื่องดื่ม
เวลา10.45 - 11.00 น. สันทนาการโดยผู้รับผิดชอบโครงการ
เวลา 11.00 น.-12.00 น. บรรยายเรื่องอาหารที่จำเป็นและที่สำคัญต่อโภชนาการที่สมวัย(ต่อ) โดย นางปทุมมาศโลหะจินดา ผอ.รพ.สต.บ้านควน1 เวลา 12.00 น. -13.00 น.พักรับประทานอาหาร/ละหมาด
เวลา 13.00 น.- 14.00 น. สันทนาการโดยผู้รับผิดชอบโครงการ
เวลา 14.00 น.-15.30 น. บรรยายเรื่องการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดย นางปทุมมาศโลหะจินดา ผอ.รพ.สต.บ้านควน1 เวลา 15.30 น.-15.45 น. รับประทานอาหารว่างและเครื่องดื่ม
เวลา 15.45 น. - 16.00 น.สันทนาการโดยผู้รับผิดชอบโครงการ
เวลา 16.00 น. ปิดพิธี
หมายเหตุ: กำหนดการนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม6 กุมภาพันธ์ 2566 ถึง 6 กุมภาพันธ์ 2566ผู้เข้ารับการอบบรมได้รับความรู้ เรื่องอาหารที่จำเป็น และที่สำคัญต่อโภชนาการที่สมวัย
4110.00 บาท -
กิจกรรมอาหารเช้าของหนูเพื่อพัฒนาการที่สมบรูณ์
รายละเอียดกิจกรรม ครูผู้ดูแลเด็กจัดเมนูอาหารเช้าที่เหมาะสมและมีประโยชน์กับเด็กที่มีภาวะโภชนาต่ำกว่าเกณฑ์ ทุกวันทำการ
รายละเอียดงบประมาณ
1.เด็กทีมีภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์ จำนวน 12 คนๆละ 16 บาท จำนวน 161 วัน เป็นเงิน 30,912 บาท
โดยเมนูประจำสัปดาห์หมุนเวียนไปในแต่เดือน ดังนี้
- วันจันทร์/พุธ เมนูนำ้เต้าหู้/โอวัลติลร้อน/ขนม /ผลไม้ - วันอังคาร/พฤหัสบดี /ศุกร์ เมนู ข้าวต้มไก่ สลับอาหารทะเล โดยนำผักที่ได้จากการปลูกมาเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารด้วยและมีการติดตามประเมินผลเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงด้านโภชนาการ1 กุมภาพันธ์ 2566 ถึง 29 กันยายน 2566เด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งวิมาชัยพัฒน์ที่นำ้หนักต่ำกว่าเกณฑ์ได้รับประทานอาหารเช้า
30912.00 บาท -
กิจกรรมปลูกผักสวนครัวเพื่อเพิ่มกิจกรรมทางกาย
รายละเอียดกิจกรรม
-ครูและผู้ปกครองช่วยกันทำแปลงผักภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อเป็นพื้นที่เพิ่มกิจกรรมทางกายที่มีประโยชน์ให้กับเด็ก ที่มีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ และเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเด็กทุกคนภายในศูนย์ฯ โดยมีครูเป็นพี่เลี้ยงและให้เด็กมีการแบ่งกลุ่มเพื่อรับผิดชอบในการดูแลแปลงผัก เมื่อผักสามารถรับประทานได้จึงมีการเก็บผักมาปรุงอาหาร เพื่อให้เด็กกินผักที่ปลอดสารพิษ และเพื่อเพิ่มธาตุเหล็กให้เด็ก1 กุมภาพันธ์ 2566 ถึง 29 กันยายน 25660.00 บาท
ค่าใช้จ่ายทุกรายการถั่วเฉลี่ยจ่าย
- ผู้ปกครองความตระหนักในเรื่องการส่งเสริมให้เด็กทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์เพื่อ ร่างกายที่มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย
- ผู้ปกครองเห็นถึงความสำคัญของการลดอาหารที่ไม่มีประโยชน์ในการให้เด็กทาน
ในช่วงเช้า - เด็กปฐมวัยมีน้ำหนักเหมาะสมตามวัย
- เด็กปฐมวัยมีส่วนร่วมในการปลูกผักสวนครัวและส่งเสริมการกินผักของเด็ก
- ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมในเรื่องการส่งเสริมการรับประทานอาหารเช้า ในเด็ก
