โครงการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารและโภชนาการในแม่บ้านควนสตอ
หลักการและเหตุผล (ระบุที่มาของการทำโครงการ)
อาหารเป็นปัจจัยสี่ของการดำรงชีวิต ในการรับประทานอาหารจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงหลักโภชนาการ ซึ่งอาหารแต่ละประเภทให้ประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกันออกไป ประโยชน์ของอาหารที่มีต่อร่างกาย คือ ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย เสริมสร้างอวัยวะต่างๆ ของร่างกายให้เจริญเติบโต ซ่อมแซ่มอวัยวะของร่างกายที่สึกหรอ ทรุดโทรมให้กลับมาคงสภาพดี ช่วยควบคุมการกระตุ้นอวัยวะต่างๆ ของร่างกายให้ทำหน้าที่ปกติ ช่วยป้องกันและต้านทานโรค หากสภาพร่างกายได้รับอาหารที่มีสารอาหารครบ และเพียงพอต่อความต้องการ ร่างกายสามารถนำสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ได้อย่างเต็มที่ เรียกว่าภาวะโภชนาการที่ดี แต่ถ้าร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วน และไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะเรียกว่าภาวะโภชนาการที่ไม่ดี หรือทุพโภชนาการ
หลักการเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถ้าหากรับประทานอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ จะทำให้มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ ในปัจจุบันอาหารมีให้เลือกรับประทานมากมาย มีทั้งที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายและไม่ให้ประโยชน์ ดังนั้นในการบริโภคอาหารจึงคำนึงถึงหลักโภชนาการและการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดภาวะโภชนาการที่ดี อาหารนั้นต้องสดใหม่ไม่เน่าเสีย และที่สำคัญต้องรับประทานอาหารให้ครบทั้งห้าหมู่ ให้เหมาะสมตามแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็น ช่วงอายุ เพศ วัย ผู้ที่มีความเสี่ยงทางด้านสุขภาพ หรือมีโรคประจำตัวก็ตาม
หมู่ที่ 5 -10 ตำบลควนสตอ อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ในปี 2565 ประชากรที่มีภาวะทุพโภชนาการ(อ้วน ผอม เตี้ย) โดยแบ่งเป็นกลุ่มอายุดังนี้ เด็กอายุ 0 – 5 ปี จำนวน 393 คนที่ได้รับการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง ร้อยละ 20.72(51 ราย) เด็กอายุ 0 – 5 ปี จำนวน 261 คน ร้อยละ40.61(106 ราย) กลุ่มอายุ 5 -18 ปี จำนวน 1,661 คน มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน ร้อยละ 61.35 (1,019 ราย) และมีเส้นรอบเอวปกติ ร้อยละ 44.66(740 ราย)
การที่คนเราจะมีสุขภาพดีได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆ คือ การบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย และการจัดการกับความเครียด โดยจะต้องมีความรู้ในการดูแลตนเองสุขภาพที่เหมาะสมกับตนเอง รู้สถานะสุขภาพของตนเองว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง หรือเสี่ยงต่อสุขภาพด้านอื่นๆด้วยหรือไม่ เมื่อมีความรู้แล้ว ก็ต้องมีทักษะในเลือกสิ่งเหมาะสมและเกิดผลดีกับตัวเองมากที่สุด ทั้งการเลือกบริโภคอาหาร การออกกำลังกายที่เหมาะกับตนเอง และสามารถจัดการอารมณ์ ความเครียดของตนเองได้
การจัดทำโครงการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารและโภชนาการในแม่บ้านตำบลควนสตอขึ้นนั้น เพื่อให้แม่บ้านมีความรู้ มีทักษะในด้านอาหารและโภชนาการ ซึ่งเป็นคนสำคัญในการดูแลครอบครัว ทำให้บุคคล สมาชิกในครอบครัวได้รับโภชนาการที่ถูกต้อง เหมาะสมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งแม่บ้านได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของตนเองตามหลัก 3อ 2ส เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง และมีสุขภาพดีต่อไป
-
วัตถุประสงค์ ข้อที่ 1 เพื่อให้แม่บ้านมีความรู้ด้านอาหารและโภชนาการที่เหมาะสำหรับตนเอง และสมาชิกในครอบครัว ข้อที่ 2 เพื่อให้แม่บ้านมีทักษะในการดูแลสุขภาพตนเองและสมาชิกในครอบครัวในด้านการเลือกอาหาร การประกอบอาหารที่เหมาะสม ข้อที่ 3 เพื่อให้แม่บ้านที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ สามารถลดค่าดัชนีมวลกาย รอบเอว ค่าน้ำตาลในเลือด ค่าความดันโลหิต ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือมีความเสี่ยงน้อยลง0.00
ตัวชี้วัดความสำเร็จ
ข้อที่ 1 เปรียบเทียบคะแนนความรู้ก่อนและหลัง ของผู้เข้าร่วมกิจกรรม
ข้อที่ 2 เปรียบเทียบพฤติกรรมบริโภคอาหาร การประกอบอาหารในครอบครัว ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม
ข้อที่ 3 เปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกาย รอบเอว ค่าน้ำตาลในเลือด ค่าความดันโลหิต ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง50
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
โครงการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารและโภชนาการในแม่บ้านควนสตอ
- กิจกรรมที่ 1 ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประเมิน และคัดกรองภาวะสุขภาพตนเอง
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม
25 บ. x 50 คน x 1 มื้อ = 1,250 บ.
- ค่าแบบบันทึกสุขภาพประจำตัว
30 บ. x 50 เล่ม = 1,500 บ.
- ค่าแบบสำรวจข้อมูลในครอบครัว
แบบประเมินความรู้ และพฤติกรรมสุขภาพ
5 บ. x 50 ชุด = 250 บ.
รวมเป็นเงิน 3,000 บาท
- กิจกรรมที่ 2 ให้ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และการประกอบอาหาร - ค่าวิทยากร 500 บ. x 4 ชั่วโมง x 1 คน = 2,000 บ.
ค่าอาหารกลางวัน 60 บ.x 50 คน = 3,000 บ.
ค่าอาหารว่าง 25 บ.x 50 คน x 2 มื้อ = 3,000 บ.
ค่าเอกสารให้ความรู้ด้านโภชนาการและการปรับ
เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 13 บ.x 50 เล่ม = 650 บ.
รวมเป็นเงิน 8,650 บาท
กิจกรรมที่ 3 ติดตามภาวะสุขภาพ ประเมินความรู้และพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายรายบุคคล และให้ความรู้การเฝ้าระวัง สังเกตอาการ และการดูแลสุขภาพโดยตนเอง - ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม
25 บ. x 50 คน x 1 มื้อ = 1,250 บ.
แบบประเมินความรู้ และพฤติกรรมสุขภาพ
2 บ. x 50 ชุด = 100 บ.
รวมเป็นเงิน 1,350 บาท
- กิจกรรมที่ 4 ติดตามภาวะสุขภาพ พฤติกรรมบริโภคอาหาร การประกอบอาหารในครอบครัวของกลุ่ม เป้าหมาย 3,6 เดือนหลังเข้าร่วมกิจกรรม โดย อสม.
แบ่งตามเขตรับผิดชอบ - ไม่มีค่าใช้จ่าย
ประเมินผลลัพธ์ของกิจกรรมจากการติดตาม และสรุปผลการดำเนินงาน - ไม่มีค่าใช้จ่าย
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,000 บาท
1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 2566- กิจกรรมที่ 1 ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประเมิน และคัดกรองภาวะสุขภาพตนเอง
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม
25 บ. x 50 คน x 1 มื้อ = 1,250 บ.
- ค่าแบบบันทึกสุขภาพประจำตัว
30 บ. x 50 เล่ม = 1,500 บ.
- ค่าแบบสำรวจข้อมูลในครอบครัว
แบบประเมินความรู้ และพฤติกรรมสุขภาพ
5 บ. x 50 ชุด = 250 บ.
รวมเป็นเงิน 3,000 บาท
- กิจกรรมที่ 2 ให้ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และการประกอบอาหาร - ค่าวิทยากร 500 บ. x 4 ชั่วโมง x 1 คน = 2,000 บ.
ค่าอาหารกลางวัน 60 บ.x 50 คน = 3,000 บ.
ค่าอาหารว่าง 25 บ.x 50 คน x 2 มื้อ = 3,000 บ.
ค่าเอกสารให้ความรู้ด้านโภชนาการและการปรับ
เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 13 บ.x 50 เล่ม = 650 บ.
รวมเป็นเงิน 8,650 บาท
กิจกรรมที่ 3 ติดตามภาวะสุขภาพ ประเมินความรู้และพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายรายบุคคล และให้ความรู้การเฝ้าระวัง สังเกตอาการ และการดูแลสุขภาพโดยตนเอง - ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม
25 บ. x 50 คน x 1 มื้อ = 1,250 บ.
แบบประเมินความรู้ และพฤติกรรมสุขภาพ
2 บ. x 50 ชุด = 100 บ.
รวมเป็นเงิน 1,350 บาท
- กิจกรรมที่ 4 ติดตามภาวะสุขภาพ พฤติกรรมบริโภคอาหาร การประกอบอาหารในครอบครัวของกลุ่ม เป้าหมาย 3,6 เดือนหลังเข้าร่วมกิจกรรม โดย อสม.
แบ่งตามเขตรับผิดชอบ - ไม่มีค่าใช้จ่าย
ประเมินผลลัพธ์ของกิจกรรมจากการติดตาม และสรุปผลการดำเนินงาน - ไม่มีค่าใช้จ่าย
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,000 บาท
13000.00 บาท
ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. แม่บ้านมีความรู้ด้านอาหารและโภชนาการที่เหมาะสำหรับตนเอง และสมาชิกในครอบครัว 2. แม่บ้านมีทักษะในการดูแลสุขภาพตนเองและสมาชิกในครอบครัวในด้านการเลือกอาหาร การประกอบอาหารที่เหมาะสม 3. แม่บ้านและสมาชิกในครอบครัวสามารถลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ จากการทานอาหารที่ไม่เหมาะสมกับตนเองได้
