โครงการค้นหาและเฝ้าระวังโรคความดันโลหิตในประชาชนกลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูง
-
ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง45.00
โรคความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายหรือขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวายเรื้อรัง หัวใจล้มเหลวและสมองเสื่อม นอกจากนี้ ระดับความดันโลหิตที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วยังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดหลอดเลือดสมองแตก เลือดออกในสมอง(Hemorrhagicstroke) หลอดเลือดหัวใจตีบตันเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันหรือหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด โรคความดันโลหิตสูงจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเสียชีวิตด้วยข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่าโรคเรื้อรังหรือโรคไม่ติดต่อเป็นโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีรสเหวาน มัน เค็มจัด รวมถึงความเครียด ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคร้ายได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมองและหัวใจ มะเร็ง ถุงลมโป่งพองและ โรคอ้วนลงพุง และทำให้อายุไขของคนป่วยกลุ่มนี้จะมีอายุต่ำกว่า 60 ปี โดยจากสถิติพบว่า คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคกลุ่มดังกล่าวมากกว่าปีละ 3 แสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยคิดเป็นร้อยละ 73 ของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย โดยทั่วโลก สาเหตุการตายด้วยโรคกลุ่มดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 63 ของสาเหตุการตายของประชากรโลก
ปัจจุบันพบว่าอัตราความชุกของ โรคความดันโลหิตสูง เครือข่ายบริการสุขภาพ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี รวมถึงผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่มารับบริการผู้ป่วยนอก เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีเช่นกัน จากการจัดลำดับความชุก 10 อันดับโรคของผู้รับบริการพบว่า ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จัดอยู่ในอันดับที่ 1 และ พบจำนวนสูงสุดในกลุ่มผู้ป่วยอายุ 60 ปี ขึ้นไป รองลงมาพบในกลุ่มอายุ 40-60 ปี และพบจำนวนน้อยในช่วงอายุน้อยกว่า40 ปี ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง พบโรคแทรกซ้อนร้อยละ 55.77 และยังพบว่ามีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่ต้องเข้านอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ อีกเป็นจจำนวนมาก
-
เพื่อแก้ปัญหาประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง30.00
ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงลดลง
-
1. เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูง45.00
ร้อยละประชาชนกลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีความตระหนักและเห็นความสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากค่าความดันที่วัดได้ในแต่ละวัน
-
เพื่อติดตามระดับความดันโลหิตที่บ้าน45.00
ร้อยละประชาชนกลุ่มสงสัยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้รับการติดตามระดับความดันโลหิตที่บ้าน
-
เพื่อให้กลุ่มสงสัยป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที และป้องกันภาวะแทรกซ้อน45.00
ร้อยละประชาชนกลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
-
กลุ่มวัยทำงาน50
-
กลุ่มผู้สูงอายุ100
-
กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอด0
-
กลุ่มคนพิการและทุพพลภาพ0
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
1. ค้นหากลุ่มเป้าหมาย
คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายจากการตรวจคัดกรองภาวะสุขภาพประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ประจำปีงบประมาณ 2567 ที่มีความดันโลหิตมากกว่า140/90 mmHg
1 พฤษภาคม 2567 ถึง 14 พฤษภาคม 2567ทะเบียนกลุ่มเป้าหมาย 150 คน
0.00 บาท -
แนวทางการวัดความดันโลหิตที่บ้าน
จัดทำแนวทางการวัดความดันโลหิตที่บ้าน และแบบบันทึกความดันโลหิตที่บ้าน 7 วัน
9 มกราคม 2567 ถึง 9 มกราคม 2567แนวทางการวัดความดันโลหิตที่บ้าน และแบบบันทึกความดันโลหิตที่บ้าน จำนวน 150 ชุด
0.00 บาท -
ติดตามกลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูงด้วยการวัดความดันที่บ้าน
1.จัดซื้อเครื่องวัดความดัน จำนวน๒๐เครื่อง เครื่องละ ๓,๐๐๐ บาทเป็นเงิน๖๐,๐๐๐บาท
2.วัดความดันโลหิตที่บ้าน 7 วัน ในกลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 150 คน10 มกราคม 2567 ถึง 31 สิงหาคม 2567- กลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้รับการวัดความดันโลหิตที่บ้าน 7 วัน จำนวน 150 คน
- ยืนยันวินิจฉัยและรักษาโรคทันทีหากพบความดันโลหิตสูงจริง
60000.00 บาท
1.มีเครื่องวัดความดันโลหิตในหมู่บ้าน สามารถให้บริการแก่ประชาชนได้ทันที
2.กลุ่มสงสัยป่วยได้รับการติดตามวัดความดันโลหิตตามเกณฑ์ที่กำหนด
3.กลุ่มสงสัยป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาตามมาตรฐาน
4.ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงลดลง
