โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดเสี่ยง ลดโรค ความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน
-
ร้อยละของประชาชนทีมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน16.00
-
ร้อยละประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง42.00
ปัจจุบันเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนในชุมชน ให้มีการเร่งรีบแข่งขันกับเวลาเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัว จึงทำให้วิถีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงเช่นการเร่งรีบกับการทำงานบริโภคอาหารโดยไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงขาดการออกกำลังกายเครียดทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุข เป็นกลุ่มโรคที่มีปัจจัยสาเหตุการนำสู่โรคจากปัจจัยเสี่ยงร่วม และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าคนไทยที่มีความดันโลหิตสูงจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ประมาณ ๓.๗ เท่าของผู้ที่มีความดันโลหิตปกติและยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตวาย โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดส่วนปลาย และภาวะหัวใจล้มเหลวผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษาเกือบครึ่งหนึ่งจะตายด้วยโรคหัวใจ ส่วนโรคเบาหวาน จะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตาบอดไตวาย การถูกตัดอวัยวะ เป็นต้นปัญหาของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานที่พบบ่อยที่สุด คือการบริโภคอาหารไม่ถูกต้อง ยังพบการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มมัน และหวานสาเหตุ คือ ความเคยชิน โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่นการรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการและมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบุดี พบอัตราป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ในปี พ.ศ. 2559 – 2561 สูงขึ้นคิดเป็นร้อยละ 42 , 38 และ 11.76 ตามลำดับ และพบอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวาน ในปี พ.ศ.2559 - 2561 สูงขึ้นคิดเป็นร้อยละ 16 , 14 และ 3.42 ตามลำดับด้วยความตระหนักถึงปัญหาและภัยของภาวะความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบุดี จึงได้จัดทำโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดเสี่ยงลดโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มโรคเรื้อรัง เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี มีความรู้ในการดูแลตนเอง ลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน
-
เพื่อแก้ปัญหาประชาชนกลุ่มเสี่ยงจากโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน5.00
ประชากรกลุ่มเสี่ยงป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง/เบาหวาน ไม่เกินร้อยละ 5
-
เพื่อส่งเสริมให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันการป่วยโรคความดันโลหิตสูง/เบาหวาน/โรคเรื้อรังต่าง ๆ80.00
ประชากรกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่เข้ารับการอบรม ได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันการป่วยโรคความดันโลหิตสูง/เบาหวาน/โรคเรื้อรังต่างๆ ร้อยละ 80
-
เพื่อให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจสุขภาพ90.00
ประชากรกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจสุขภาพติดตามต่อเนื่อง ป้องกันภาวะเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น มากกว่าร้อยละ 80
-
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง100
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง100
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
เก็บรวบรวมข้อมูลประชากรกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน
เก็บรวบรวมข้อมูลประชากรกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน จำนวน 5 หมู่บ้านในตำบลบุดี คือ หมู่ที่ 3-7
ถึงทราบข้อมูลประชากรกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน จำนวน 5 หมู่บ้านในตำบลบุดี
0.00 บาท -
จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เชิงปฏิบัติการ
อบรมให้ความรู้เชิงปฎิบัติการ แก่กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการรับประทานอาหาร ด้านอารมณ์ และการออกกำลังกาย จำนวน 200 คน แบ่งเป็น 5 รุ่น
ภายในกิจกรรมประกอบด้วย 1) กิจกรรมประเมินภาวะ BMI วัดรอบเอว รอบสะโพก ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด (DTX) และวัดความดันโลหิตสูงก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ 2) กิจกรรมอบรมให้ความรู้ 3) กิจกรรมออกกำลังกายในกลุ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อติดตามประเมินผลพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ หลังได้รับการอบรม ทุก 3-6 เดือน
งบประมาณ : - ค่าอาหารกลางวัน จำนวน 200 คน x 75 บาท x 1 มื้อ = 15000.- บาท - ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 200 คน x 35 บาท x 2 มื้อ = 14000.- บาท - ค่าตอบแทนวิทยากร 300 บาท/ชั่วโมง x 3 ชั่วโมง x 5 รุ่น = 4500.- บาท
ถึงอัตราป่วยด้วยโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงลดลง
ผู้เข้าร่วมการอบรม ได้รับการติดตามประเมินผลสุขภาพ ทุก 3-6 เดือน
33500.00 บาท
- จำนวนประชาชนที่เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานลดลงร้อยละ 10
- ประชาชนที่ร่วมอบรมมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน
- ประชาชนกลุ่มเสี่ยงสามารถดูแลสุขภาพตนเองขั้นพื้นฐานได้อย่างเหมาะสม
