โครงการคนนาทอน อ่อนหวาน ดันดี ประจำปีงบประมาณ 2563
-
นายพิธชัย เรืองติก
-
นายสมใจ หลังเถาะ
ปัจจุบัน ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น เนื่องจากสภาวะความเป็นอยู่และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้น จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยฯครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 พบว่าสัดส่วนของผู้เป็นเบาหวานที่ไม่ทราบว่าตนองเป็นเบาหวาน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.2 ในปี 2552 เป็นร้อยละ 43.1 ในปี 2557 และ ผู้ที่เป็นความดันฯสูงไม่ทราบว่าตนเองเป็นความดันฯสูง จากร้อยละ 50.3 ในปี 2552 เป็นร้อยละ 44.7 ในปี 2557 แสดงให้เห็นว่าผู้ใหญ่ไทยที่เป็นเบาหวานและ/หรือความดันฯสูง มากกว่าร้อยละ 40 ไม่ได้รับการวินิจฉัยจากวิธีการคัดกรองที่ผ่านมา ดังนั้น แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2560 และแนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2562 จึงได้กำหนดวิธีการคัดกรอง วินิจฉัย ขึ้นทะเบียนและรักษา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว การคัดกรอง-วินิจฉัยและประเมินความเสี่ยงฯ ทำให้สามารถพบกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค กลุ่มสงสัยป่วยหรือกลุ่มป่วยแล้วแต่ยังไม่ได้รับการตรวจคัดกรอง-วินิจฉัยแต่แรก การดูแลกลุ่มเสี่ยง กลุ่มสงสัยป่วยดังกล่าว ทั้งที่มีและไม่มีอาการ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิตที่ไม่เหมาะสมอย่างเข้มข้น เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง สามารถป้องกันและยืดระยะเวลาการเป็นโรคออกไปได้ถึงร้อยละ 50 จึงเป็นวิธีการป้องกันการเกิดโรคฯ ที่ดีที่สุด พบความชุกของโรคเบาหวานในประชาไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 6.9 ทั้งนี้พบว่าหนึ่งในสามของผู้ที่เป็นเบาหวานไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานมาก่อน และมีผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานแต่ไม่ได้รับการรักษา คิดเป็นร้อยละ 3.3 สำหรับความชุกของโรคความดันโลหิตสูงในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป พบร้อยละ 21.4 โดยพบว่าร้อยละ 60 ในชาย และร้อยละ 40 ในหญิง ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน และร้อยละ 8-9 ได้รับการวินิจฉัยแต่ไม่ได้รับการรักษาทั้งนี้สถิติจากประเทศต่างๆ พบว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ยังไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงมีมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรค Metabolic โดยมีการคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรค ในกลุ่มเป้าหมายคือ ประชากรกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไปทุกราย ด้วยการสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถาม (Verbal Screening) การวัดความดันโลหิต การชั่งน้ำหนัก วัดความสูง และการวัดเส้นรอบพุง เพื่อค้นหาพฤติกรรมเสี่ยง และค้นหาโรคในระยะเริ่มต้น กลุ่มเสี่ยงต้องได้รับการตรวจยืนยันความเสี่ยงต่อโรค Metabolic โดยบุคลากรสาธารณสุข เพื่อที่จะมีการดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ส่วนกลุ่มที่สงสัยจะเป็นโรคก็ส่งไปรับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกทุกราย ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรคในรายที่ป่วยแล้ว และกำหนดให้มีการบันทึกข้อมูลลงตามโปรแกรมคัดกรองความเสี่ยงโรค Metabolic ปี 2559 ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วย สถานการณ์โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงของรพ.สต.นาทอนปี 2561 และปี 2562 พบว่า มีผู้ป่วยดังนี้ โรคเบาหวาน จำนวน 121 , 119 ราย โรคความดันโลหิตสูง จำนวน 121 , 119 ราย กลุ่มเสี่ยงป่วยดังนี้ โรคเบาหวาน จำนวน 449 , 395 ราย โรคความดันโลหิตสูง จำนวน 312 , 287 ราย ตามลำดับ จึงได้จัดทำโครงการคนนาทอน อ่อนหวาน ดันดี ประจำปีงบประมาณ 2563 ในประชากรกลุ่มอายุ15 – 34 ปีและ 35 ปีขึ้นไป เพื่อให้การดำเนินงานตรวจคัดกรองความเสี่ยง บรรลุตามตัวชี้วัด เป็นการค้นหากลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรังได้รับการเปลี่ยนพฤติกรรม เข้าใจหลักการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยจากโรคเรื้อรัง สามารถนำไปใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองและครอบครัวกลุ่มผู้ป่วยได้รับการส่งต่อเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ลดปัญหาค่าใช้จ่ายที่ต้องเป็นภาระตลอดไป ติดตามวัดความดันโลหิตที่บ้าน และคิดค้นนวัตกรรมแบบคัดกรองโรค
-
เพื่อออกแบบเครื่องมือการคัดกรอง0.00
มีแบบคัดกรอง 1 ชิ้น
-
เพื่อให้ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน/ความดันโลหิตสูง ได้รับความรู้และทักษะการปฏิบัติตน0.00
กลุ่มเสี่ยงเบาหวาน ความดันโลหิตสูงมีความรู้และทักษะการปฏิบัติตน
-
เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง เบาหวาน0.00
จำนวนผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง เบาหวานลดลง
-
เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงป่วยโรคความดันโลหิตสูง ได้รับการติดตามวัดความดันโลหิตที่บ้าน0.00
เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงป่วยโรคความดันโลหิตสูง ได้รับการติดตามวัดความดันโลหิตที่บ้านร้อยละ 90
-
กลุ่มวัยทำงาน0
-
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีภาวะเสี่ยง49
-
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
เขียนโครงการเพื่อขออนุมัติถึง0.00 บาท
-
ประชุมชี้แจงโครงการแก่ จนท.และอสม.ถึง0.00 บาท
-
ประชาสัมพันธ์โครงการในพื้นที่ ม.1, ม.2, ม.3, ม.6, และม.7ต.นาทอนถึง0.00 บาท
-
ประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อออกแบบคัดกรอง และให้ความรู้ อสม. จำนวน 117 คน
-ค่าเอกสารในการประชุมจำนวน 63 ชุดๆ 10 บาท เป็นเงิน 630 บาท
-ค่าวัสดุ/อุปกรณ์ในการประชุม เป็นเงิน 630 บาท
-ค่าอาหารกลางวัน ค่าอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่ม จำนวน 63 ชุดๆ 100 บาท เป็นเงิน 6,300 บาท
-ไวนิลโครงการ จำนวน 1 แผ่น X 500 บาท เป็นเงิน 500 บาทถึง8060.00 บาท -
จัดทำทะเบียนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานแบะความดันโลหิตสูงถึง0.00 บาท
-
จัดอบรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยง
- ให้คำแนะนำกลุ่มเสี่ยงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เน้นเรื่อง 3 อ. 2 ส. 1 ฟ. (อาหารการออกกำลังกาย อารมณ์สุรา บุหรี่ ฟัน)
- ความหมายของโรค
- การปฏิบัติตัวและการดูแลตนเอง 3อ.2ส.1ฟ.
- การป้องกันการเจ็บป่วย
-ค่าเอกสารในการประชุมจำนวน 70 ชุดๆ 10 บาท เป็นเงิน 700 บาท
-ค่าวัสดุ/อุปกรณ์ในการประชุม เป็นเงิน 480 บาท
-ค่าอาหารกลางวัน อาหารว่างพร้อมเครื่องดื่ม จำนวน 70 ชุดๆ 100 บาท เป็นเงิน 7,000 บาท
ถึงประชากรกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป ได้รับการคัดกรองโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิต
8180.00 บาท - ให้คำแนะนำกลุ่มเสี่ยงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เน้นเรื่อง 3 อ. 2 ส. 1 ฟ. (อาหารการออกกำลังกาย อารมณ์สุรา บุหรี่ ฟัน)
-
ติดตามวัดความดันโลหิตในกลุ่มเสี่ยงป่วยที่บ้าน (วันละ 4 ครั้ง เช้า 2 ครั้ง ก่อนนอน 2 ครั้งนาน 7 วัน)
-ค่าเครื่องวัดความดันโลหิต 5 เครื่องๆละ 2,500 บาท เป็นเงิน 12,500 บาท
ถึง12500.00 บาท -
ประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลการทดลองใช้แบบคัดกรองที่คิดค้นขึ้นใหม่
-ค่าอาหารว่าง จำนวน 63 ชุดๆ 20 บาท เป็นเงิน 1,260 บาท
ถึง1260.00 บาท -
สรุปและรวบรวมผลการดำเนินงานถึง
รูปเล่มสรุปโครงการ
0.00 บาท
ค่าใช้จ่ายทุกรายการสามารถถัวเฉลี่ยได้
1.นวัตกรรมแบบคัดกรองโรค
2.กลุ่มเสี่ยงเบาหวาน ความดันโลหิตสูงมีความรู้และทักษะการปฏิบัติตน
3.จำนวนผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงลดลง
4.กลุ่มเสี่ยงป่วยโรคความดันโลหิตได้รับการติดตามวัดความดันที่บ้าน
